รายการอัพเดทล่าสุด

การเลี้ยงกบ



การเลี้ยงกบ 1.
การเลี้ยงกบ ปัจจุบันเป็นที่สนใจแก่เกษตรกรเป็นอย่างมาก เพราะกบเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย ใช้เวลาน้อย ลงทุนน้อย ดูแลรักษาง่าย และจำหน่ายได้ราคาคุ้มกับการลงทุน โดยเฉพาะในปัจจุบันมีตลาดต่างประเทศที่ต้องการสินค้ากบเปิดกว้างมากขึ้น กบนาที่เป็นผลผลิตของเกษตรกรเมืองไทยจึงมีโอกาสส่งจำหน่ายไปยังต่างประเทศมากขึ้น ขณะเดียวกันปริมาณกบที่อยู่ตามแหล่งธรรมชาติมีจำนวนลดน้อยลงทุกที ๆ เนื่องจากแหล่งที่อยู่อาศัยของมันถูกเปลี่ยนแปลงเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์รวมทั้งการสร้างโรงงานอุตสาหกรรม การใช้สารพิษกำจัดศัตรูพืช การใช้ยากำจัดวัชพืช กำจัดปูนา ล้วนแล้วแต่มีส่วนทำลายพันธุ์กบในธรรมชาติให้หมดสิ้นไป แหละนี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรีทำการศึกษาการเลี้ยงกบนาในบ่อดินขึ้น


การเลี้ยงกบนาในบ่อดิน ในพื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ พัฒนา มาจากบ่อของชาวบ้าน โดยมีพื้นที่ขนาด 4.0 x6.0 ตารางเมตร ขุดแอ่งน้ำตรงกลางขนาด 2.0 x3.0 ตารางเมตร มีความลึก 50 ซม. ก่อล้อมขอบบ่อด้วยอิฐบล็อกสูง 1 เมตร ต่อด้วยตาข่ายไนลอนด้านบน ไม่มีหลังคาคลุมแต่ปลูกร่มไม้ให้ร่มเงา พันธุ์กบนำมาจากเกษตรกรที่เก็บรวบรวมลูกพันธุ์จากธรรมชาติในจังหวัดจันทบุรีและฉะเชิงเทรา เลี้ยงด้วยอาหารประเภท ปลาเป็ดสับละเอียดสำหรับลูกกบเล็กวางบนกระดานลอยน้ำให้ 2 เวลาเช้าและเย็น กบใหญ่ให้ปลาเป็ดสับเป็นชิ้นขนาด 1 นิ้ว วางบนกระดานลอยน้ำ โดยให้ 2 เวลาเช้าและเย็น กบมีการเจริญเติบโตดี โดยใช้เวลาเลี้ยงเป็นกบเนื้อ 5-6 เดือน พ่อแม่พันธุ์ใช้เวลาเลี้ยง 12-14 เดือน

ซึ่งจากการศึกษาพบว่าการเลือกสถานที่ที่จะสร้างคอกกบหรือบ่อเลี้ยงกบนั้นควรเป็นที่ที่อยู่ใกล้บ้านสะดวกต่อการดูแลรักษาและป้องกันศัตรู เป็นที่สูงที่ดอนเพื่อป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ราบเสมอ สะดวกต่อการสร้างคอกและแอ่งน้ำในคอกใกล้แหล่งน้ำเพื่อสะดวกต่อการถ่ายเทน้ำ ให้ห่างจากถนน เพื่อป้องกันเสียงรบกวน กบจะได้พักผ่อนเต็มที่และโตเร็ว

สถานที่ที่จะทำบ่อเลี้ยงกบ ไม่ว่าจะเป็นสภาพบ่อปูนหรือคอกเลี้ยง จะต้องอยู่ไม่ไกลจากที่อยู่อาศัยมากนัก เพราะศัตรูของกบมีมาก โดยเฉพาะกบนั้นเมื่อตกใจเพราะมีภัยมา มันจะไม่ส่งเสียงร้องให้เจ้าของรู้เหมือนสัตว์อื่น ๆ ศัตรูของกบส่วนมากได้แก่ งู นก หนู หมา แมว

กบที่เหมาะสมจะนำมาทำการเพาะเลี้ยงนี้ ได้แก่ กบนา ซึ่งถ้าเลี้ยงอย่างถูกต้องตามวิธีการและใช้เวลาเพียง 4-5 เดือน จะได้กบขนาด 4-5 ตัวต่อกิโลกรัม เป็นกบที่มีความเจริญเติบโตเร็ว โดยมีอัตราการแลกเปลี่ยนอาหาร 3.4 กิโลกรัมจะได้เนื้อกบ 1 กิโลกรัม ทั้งยังเป็นกบที่มีผู้นิยมนำไปประกอบอาหารบริโภคกันมากกว่ากบพันธุ์อื่น ๆ



ลักษณะของกบนานั้นตัวผู้จะมีขนาดเล็กกว่ากบตัวเมีย และ ส่วนที่เห็นได้ชัดก็คือกบตัวผู้เมื่อจับพลิกหงายขึ้นจะเห็นมีกล่องเสียงอยู่ใต้คางแถว ๆ มุมปากล่างทั้งสองข้าง ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ กบตัวผู้จะเป็นผู้ส่งเสียงร้อง และในขณะที่ร้องนั้นส่วนของกล่องเสียงจะพองโตและใส ส่วนตัวเมียนั้นจะมองไม่เห็นส่วนของกล่อง เสียงดังกล่าว กบตัวเมียก็ร้องเช่นกันแต่เสียงออกเบา ถ้าอยู่ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ กบตัวเมียที่มีไข่แก่จะสังเกตเห็นส่วนของท้องบวมและใหญ่กว่าปกติ ขณะเดียวกันที่กบตัวผู้จะส่งเสียงร้องบ่อยครั้งและสีของลำตัวออกเป็นสีเหลืองอ่อนหรือมีสีเหลือง ที่ใต้ขาเห็นชัดกว่าตัวเมีย ถึงอย่างไรสีของกบจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสิ่งแวดล้อมและที่อยู่อาศัย

ปัจจุบันกบเป็นสัตว์เศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่ตลาดต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยต่างประเทศ เช่น สเปน ฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เยอรมนี สหรัฐอเมริกา ฯลฯ มีการสั่งเข้าปีหนึ่ง ๆ เป็นจำนวนไม่น้อย สำหรับผู้เลี้ยงกบหากหลีกเลี่ยงช่วงที่มีการจับกบในแหล่งธรรมชาติก็จะช่วยลดปัญหาด้านราคาตกต่ำได้


อย่างไรก็ตามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทำให้แหล่งที่อยู่อาศัยเลี้ยงตัวตามธรรมชาติของกบลดลง ดังนั้นแนวโน้มการเลี้ยงกบในบ่อในอนาคต จึงนับได้ว่ามีลู่ทางแจ่มใส ไม่มีปัญหาด้านการตลาด และราคาก็ดีมีผลคุ้มค่าต่อการลงทุน สามารถส่งเป็นสินค้าส่งออก ซึ่งการศึกษาแนวทางการเลี้ยงของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี นับเป็นอีกหนึ่งของวิทยาการในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ราษฎรในพื้นที่ใกล้เคียงนำไปปฏิบัติใช้เพื่อสร้างอาชีพและการมีอาหารโปรตีนภายในครัวเรือนเพื่อบริโภคอย่างพอเพียงอีกด้วย.


การเลี้ยงกบ2 
พันธุ์กบ
กบที่พบในประเทศไทยนั้นมีถึง 34 ชนิด และในต่างประเทศอีกหลายชนิด ซึ่งรวมแล้วไม่น้อยกว่า 100 ชนิด กบบางชนิดมีขนาดที่ใหญ่มาก บางชนิดมีขนาดปานกลาง และบางชนิดก็มีขนาดเล็ก แตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ สำหรับผู้ที่สนใจควรเสาะ่หาพันธุ์เพี่อนำมาเลี้ยงกันหลาย ๆ ชนิด พันธุ์กบที่จะแน ะนำต่อไปนี้สามารถเลี้ยงได้ในเมืองไทย ซึ่งมีทั้ง กบพันธุ์พื้นเมือง และกบจากต่างประเทศที่มีคุณสมบัติเหมาะกับสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศในบ้านเรา ดังต่อไปนี้

1 . กบนา ( Rana tigerina Daudin)
เป็นกบขนาดกลางค่อนข้างใหญ่ ตัวที่โตเต็มที่ยาวประมาณ 5 นิ้ว ขนาด ประมาณ 4 ตัวต่อกิโลกรัม ผิวมีสีน้ำตาลปนเขียว อาจจะแตกต่างกันบ้างตามแหล่งที่ อยู่อาศัย ลักษณะโดยทั่วๆ ไปสังเกตุได้คือ ขาหน้าสั้นอยู่ระหว่างไหล่กับตา ปุ่มกระดูกเท้าล่างไม่แหลมคม มีสีคล้ำและมีลายพาดสีจาง ๆ ตรงริมฝีปาก ใต้คางอาจมีจุดหรือลายริ้วตรงคอหอย ด้านหลังมีสีเขียวอมน้ำตาล มีจุดสีดำเป็นจำนวนมาก

2. กบนา (Rana rugulosa Wiegmann)
เป็นกบขนาดกลางตัวที่โตเต็มที่ยาวประ่มาณ 5 นิ้ว ขนาดประมาณ 6 ตัวต่อ 1 กิโลกรัม ผิวสีน้ำตาลปนดำ อาจจะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยตามแหล่งที่อยู่อาศัย ลักษณะโดยทั่ว ๆ ไปที่สังเกตุได้คือ ขาหน้าและขาหลังมีขนาดยาวปานกลาง ส่วนนิ้วมีแผ่นหนัง ระหว่างนิ้วเกือบสุดปลาย ปลายนิ้วไม่มีแผ่นยึดเกาะ ปลายนิ้วเท้ามีปุ่มเล็กน้อย ไม่มีปุ่มที่กระดูก ฝ่าเท้า ด้านหลังมีแถบสีดำขาดเป็นตอน ๆ ประมาณ 10 แถว ขอบในดวงตาแคบกว่าเปลือก ตาบน บริเวณหัวและลำตัวส่วนหลังมีสีน้ำตาล ขามีลายพาดขวาง มีสีน้ำตาลตลอด ใต้ดางมีจุดเด่นสีเทา

3. กบภูเขา หรือเขียดแลว (Rana bythii Boulenaer)
เป็นกับพื้นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ตัวที่โตเต็มที่ขนาดปรมาณ 3 กิโลกรัม ขึ้นไป ชาวบ้านเรียกกันอีกชี่อหนึ่งว่า กบคลอง ตามแหล่งอาศัย ลักษณะโดยทั่ว ๆ ไป ที่สังเกตุได้คือ ปลายนิ้วโป้งนิ้วขาหน้าแยกออกจากกัน ผิวหนังด้านข้างไม่นูนโป่ง ไม่ม็ถุงลม ไม่มีแผ่นหนังที่นิ้วขาหน้าอันแรก ซึ่งยาวกว่านิ้วอันที่สอง แก้วหูห่างจากตาเป็นระยะทาง มากกว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของตา กบเพศผู้จะมีเขี้ยวออกจากขากรรไกรล่างยืนยาว ส่วนเพศเมียจะสั้นกว่า มีตาโต ในบางท้องที่อาจมีเส้นพาดกลางหลัง จากริมฝีปากถึงส่วนก้น บางแหล่งไม่มี ที่ขามีลายพาดสีน้ำตาลเข้มตลอด ลำตัวมีสีน้ำตาลแดงหรือดำ ใต้คาง ใต้ท้องมีสีขาว-เหลือง ริมฝีปากบนและล่างมีจุดสีดำ พบมากแถบภาคเหนือและภาคใต้

4. กบบูลฟรอค (Rana catesbeiana show)
เป็นกบที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เข้าใจว่าใหญ่ที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา โตเต็มที่มีน้ำหนักมากกว่า 1 กิโลกรัมขึ้นไป ตัวที่โตมีความยาวถึง 8 นิ้ว ลำตัวกว้าง ส่วนหัวสีเขียว ส่วนหลังมีสีน้ำตาลเขียว ส่วนท้องมีสีขาวเหลือง ผิวหนังขรุขระมีปุ่มขนาดเล็กๆ อยู่ที่ส่วนหลัง ไม่มีสันข้างตัวแต่จะมีสันตรงด้านหลังของแก้วหู ที่ขามีจุดสีน้ำตาลประปราย บางท้องที่อาจมีสีคล้ำหรือดำ
พันธุ์กบโดยทั่วไปนั้น ขนาดที่เหมาะสมส่าหรับการผสมพันธุ์คือ มีน้ำหนัก 300-700 กรัม อายุ 12-16 เดือนขึ้นไป โดยมีไข่แก่และน้ำเชื้อดี


การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์กบ
พ่อพันธุ์ แม่พันธุ์กบที่ดีควรมีลักษณะดังนี้คือ
1. มีสภาพสมบูรณ์ในระบบการผสมพันธุ์
2. มีอัตราการเติบโตปกติสม่ำเสมอ
3. เลี้ยงบำรุงด้วยอาหารอย่างดี
4. ไม่ควรได้รับการกระทบกระเทือนที่รุนแรง
5. ไม่มีบาดแผลตามลำตัว
6. ไม่มีโรคและพยาธิเบียดเบียน
7. มีรูปร่างสมส่วนตามสายพันธุ์
8. มีอายุถึงขั้นสมบูรณ์เพศ

การแยกเพศกบ
1. ขนาดลำตัว กบเพศผู้จะมีขนาดเล็กกว่ากบเพศเมีย เมื่อเลี้ยงไว้พร้อมกันหรือรุ่นเดียวกันจะสังเกตได้ง่าย
2. กล่องเสียง กบเพศผู้จะมีกล่องเสียงเป็นแผ่นกลม ๆ อยู่ใต้คางทั้งสองข้าง
3.ส่วนท้องกบเพศเมียมีดวามกว้างของลำตัวมากกว่ากบเพศผู้และเมี่อถึงฤดูกาลผสมพันธุ์กบเพศเมียจะมีท้องโป่งตลอดเวลา เนื่องมาจากการ เจริญเติบโตของรังไข่
4.สีในฤดูกาลผสมพันธุ์กบเพศผู้จะมีสีเหลืองเข้มหรือเหลืองประปรายตรงบริเวณริมฝีปากล่างลงมาจนถึงใต้คาง
5.บริเวณนิ้วโป้งในฤดูผสมพันธุ์บริเวณนิ้วโป้งของกบเพศผู้จะมปุ่มหยาบๆเกิดขึ้นอย่างเด่นชัดชึ่งจะช่วยให้จับเกาะบนผิวตัวเมียได้แน่นและปุ่ม เหล่านี้จะหายไปจนกว่าจะถึงฤดูกาลผสมพันธุ์ใหม่

สภาวะแวดล้อมกับการผสมพันธุ์กบ
ในธรรมฮาติกบจะผสมพันธุ์และวางไข่ในฤดูฝน กบจะวางไข่ในบริเวณที่ มีน้ำตื้น มีพันธุ์ไม้น้ำขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นพอสมควร ปัจจัยที่มีผลเกี่ยวข้องต่อการ ผสมพันธุ์ของกบได้แก่
1. อุณหภูมิ อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการผสมพันธุ์และการวางไข่ของ กบต้องไม่ต่ำกว่า 25 องศาเชลเชียส และ่ไม่ควรมีอุณหภูมิที่สูงเกินไป โดยปกติ อุณหภูมิในประเทศไทยจะมีความเหมาะสมดีอยู่แล้ว
2. แสงสว่าง เมี่อกบไข่แล้วหากแสงสว่างไม่เพียงพอ แม่กบจะ่ไม่ ยอมผละจากไข่จะยังคงเฝ้าและดูแลไข่ของตน และในกรณีของการฟักไข่ ไข่ที่อยู่ในที่ร่มแสงแดดส่องไม่ถึงก็จะไม่ค่อยฟักออกเป็นตัวเช่นกัน
3. ความชื้น โดยสัญชาตญาณกบจะไม่วางไข่ในที่แล้ง กบจะไข่ ภายหลังฝนตาหรือระหว่างที่ฝนตก ดังนั้นในการกระตุ้นให้กบผสมพันธุ์และ วางไข่โดยวิธีการฉีดโปรยให้เหมือนกับมีฝนตก จะช่วยให้กบผสมพันธุ์และ วางไข่ดีขั้น
4. หลังจากผสมพันธุ์แล้ว 2-3 วัน ไข่กบที่จมอยู่ก้นบ่อก็จะค่อยๆลอยขึ้นพร้อม ๆ กัน มีวุ้นหุ้มโดยรอบ เพื่อช่วยปัองกันความร้อน และช่วยรักษาอุณหภูมิให้เหมาะสมกับาารฟักเป็นตัว และยังช่วยปัองกันมิให้เชื้อโรดเข้าทำลายไข่ ทั้งยังทำให้ไข่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนอีกด้วย


การฟักไข่
การฟักไข่มีขั้นตอนปฎิบัติดังนี้
1. ทำความสะอาดบ่อฟักไข่ โดยใช้ฟอร์มาลีน 38-40 เปอร์เซ็นต์ ในอัตรา 30 ชีชี ต่อน้ำ 1000 ลิตร ราดให้ทั่วบ่อ แช่ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที เสร็จแล้วใช้น้ำสะอาดล้างทำ ความสะอาดให้หมดกลิ่น
2. เติมน้ำสะอาดให้ลึกประมาณ 10 เซนติเมตร
3. ใส่พันธุ์โม้นำ เช่น ผักบุ้ง สาหร่าย และไม้น้ำชนิดอื้น ๆ ในบ่อฟักไข่ให้กระจาย สม่ำเสมอพอประมาณ
4. รวบรวมไข่กบทีได้ปล่อยลงในบ่อ บ่อขนาด 18-25 ตารางเมตร จะจุไข่กบได้ ประมาณ 5,000 - 7,000 ฟอง
5. เพิ่มออกซิเจนด้วยเครื่องอัดอากาศตลอดเวลา
6. ถ่ายน้ำทุก ๆ วัน ๆ ละครื่งหนื่งของบ่อ

การเตรียมสถานที่เลี้ยงกบ
บ่อและการสร้างบ่อ
1.บ่อเลี้ยงกบควรจะสร้างด้วยคอนกรีต หรือวัสคุอี่น ๆ ที่มีความแข็งแรงพอสมควร สามารถป้องกันไม่ให้กบหนี และป้องกันศัตรูจากภายนอกไม่ให้เข้าไปทำลายกบได้ บ่อเลี้ยง กบที่ดีควรมีลักษณะดังนี้คือ1. บ่อรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ควรมีความกว้าง 5 เมตร ยาว 10 เมตร ส่วนบ่อกลม ควรมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5 เมตร
2. บ่อรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าทำชานบ่อทางด้านกว้างทั้ง 2 ด้านให้ชานบ่อยาว 30 เชนติเมตร กว้าง 1.5 เมตร โดยให้ชานลาดเอียงสู่กลางบ่อ ส่วนทางด้านยาวทำ ลาดเอียงสู่ท่อระบายน้ำ ส่าหรับบ่อกลมพื้นบ่อควรลาดเอียงสู่จุดศูนย์กลางของบ่อซึ่งเป็น ที่ระบายน้ำทิ้ง มีดวามลึกประมาณ 12 เชนติเมตร
3. คันบ่อ ควรสูงอย่างน้อย 60 เซนติเมตร และกั้นด้วยตาข่ายเพื่อป้องกัน กบกระโดดออกจากบ่อเลี้ยงคาคลุมบ่อสร้างจากทางมะพร้าว
4. หลังคา ควรมีหลังคาคลุมบ่อเลี้ยงอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของเนื้อที่บ่อ หลังคาจะช่วยบดบังแสงแดดและป้องกันมิให้กบตกใจด้วย
สำหรับการสร้างบ่อเลียงกบด้วยคอนกรีตนั้น หลังจากการสร้างบ่อเสร็จน้ำในบ่อ จะมีสภาพเป็นด่างมาก ยังไม่เหมาะที่จะใช้เลี้ยงกบ ให้แก้ไขโดยใช้สารส้มหนัก 1 กิโลกรัม ต่อน้ำนบ่อ 1 ลูกบาศก์เมตร แช่ทิ์งไว้ 3-4 วัน จึงถ่ายน้ำทิ้งแล้วขัดให้สะอาดด้วยแปรง ตากบ่อให้แห้งเติมน้ำใหม่ลงไปก็เริ่มใช้เลี้ยงกบได้ ข้อควรระวังดืออย่าตากบ่อคอนกรีต ไว้นานจะทำให้บ่อแตกร้าวได้

 การผสมพันธุ์กบ
1. การผสมพันธุ์ในฤดูผสมพันธ์
ส่วนมากในคืนแรกหรือคืนที่ 2 หลัจงจากฝนตก กบจะทำการผสมพันธุ์ วางไข่แต่ อาจยึดเยื้อไปได้อีก โดยจะผสมพันธุ์วางไข่หลังจากฝนตกประมาณ 5-7 วัน เมื่อเลือกกบ ที่มีลักษณะดีแล้วให้นำมาปล่อยในบ่อผสมพันธุ์ในอัตราตัวผู้ 2 ตัวต่อตัวเมีย 10 ตัว (ตัวผู้กับตัวเมียมีขนาดเท่ากัน) ระดับน้ำในบ่อลึกประมาณ 10-15 เซนติเมตร ภายในบ่อ ใส่พวกสาหร่ายลงไปด้วยพอประมาณ รักษาระตับน้ำให้คงที่ตลอดเวลา ในช่วงนี้งดให้ อาหารประมาณ 2-3 วัน ถ้ายังไม่มีฝนตกให้เปลี่ยนน้ำใหม่และอาจพ่นน้ำในบ่อผสมพันธุ์ ไห้เหมือนกับฝนตก หลังจากนันกบก็จะผสมพันธุ์และวางไข่ในเวลาเช้ามืด
2. การผสมพันธุ์นอกฤดู
ได้มีผู้คิดค้นและทดลองปฎิบัติกันหลายวิธี เช่น เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งจะเติมน้ำจนเต็ม บ่อเลี้ยงกบ และฉีดน้ำให้กบชุ่มชื้นอย่างน้อย 2 วันต่อครั้ง แล้วถ่ายน้ำออกปล่อยให้บ่อแห้ง ประมาณ 2-3 วัน เมื่อบ่อแห้งดีแล้วจีงทำการคลุมหลังคาให้ร่มครึ้มอย่างเดิมอีกครั้ง หลังจาก นั้นฉีดน้ำให้บ่อกบชุ่มชื้น 6-7 วันติดต่อกัน แล้วฉีดน้ำต่ออีก 15 นาที สังเกตว่าในตอน กลางคืนกบจะร้อง พอเช้าให้ฉีดน้ำในตอนเที่ยงและบ่ายครั้งละครี่งธั่วโมง หลังจากนั้นใน เวลาประมาณ 4 นาฬิกาถึง 5 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้น กบก็จะจับคู่ผสมพันธุ์และวางไข่ จากนั้นก็จะแยกกันไปหลบในที่อาศัย ผู้เลี้ยงก็จะสามารถจับพ่อและแม่พันธุ์คืนสู่บ่อเลี้ยงเดิมได้
กรณีดังกล่าวนีค่อนข้างยุ่งยาก ทางที่ดีควรแยกเลี้ยงพ่อและะแม่พันธุ์กบ เมื่อ ต้องการจะเพาะก็คัดพ่อพันธุ์กบที่มีน้ำเชื้อดีและแม่พันธุ์ที่มีไข่แก่ลงบ่อเพาะที่เตรียมไว้ดัง ได้กล่าวแล้วข้างต้น กบจะผสมพันธุ์วางไข่ในคืนแรกหรือคืนที่ 2 ถ้ากบไม่วางไข่จะต้อง เปลี่ยนน้ำใหม่อีกครั้ง กบอาจผสมพันธุ์วางไข่ได้ แต่ถ้ากบยังไม่วางไข่ก็ต้อูปลี่ยนพ่อและ แม่พันธุ์ไหม่

วิธีเลี้ยงกบ
การเลี้ยงกบในปัจจุบัน ลูกกบที่นำมาเลี้ยงได้มาจาก 2 แหล่ง คือ
1. ลูกกบจากธรรมชาติ
เป็นการรวบรวกบที่มีอยู่ในธรรมชาติมาเลี้ยงในบ่อ จนกระทั่งได้ขนาดก็จับขาย ามารถแบ่งเป็นขั้นตอนได้ดังนี้
    1.1 การรรวบรวมลูกอ๊อดและการอนุบาล ทำการรรวบรวมไข่กบที่ผสมแล้ว จากแหล่งน้ำธรรมชาติมาพาะฟักและอนุบาลในบ่อที่เตรียมไว้ หรืออาจช้อนลูกอ็อดถบที่พบเห็น อยู่ตามธรรมชาติมาเลี้ยงล หรือโดยการจับพ่อแม่พันธุ์กบ ในช่วงต้นฤดูฝนมาเลี้ยงในบ่อเพื่อ ให่ผสมพันธุ์กันและออกไข่ในบ่อเลี้ยง ป็นต้น
อุปสรรดส่าคัญของการจับลูกอ๊อดมาเลี้ยงก็คือ มักจะมีลูกอ๊อดของเขียด หรือคางคกปะปนมาด้วยผู้จับจึงต้องมีความรู้และความชำนาญในการเลือก ข้อสังเกตุง่าย ๆ คือ หัวลูกอ๊อตเขียดจะแหลมกว่าหัวลูกอ๊อดกบ ขนาดตัวก็เล็กกว่ารวมทั้งลายที่หลังและเส้นขาวที่พาด ตามลำตัวก็ไม่เหมือนกัน สีที่ด้านหลังและส่วนท้องก็แตกต่างกัน และถึงแม้จะเป็นลูกอ็อดกบ แต่กบก็มีหลายชนิด เช่น กบบัว ชี่งมีขนาดโตเต็มที่เพียงแค่ 15 กรัม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ประสบการณ์ของผู้เลี้ยง
การรวบรวมลูกกบจากธรรมชาติเพื่อนำมาเลี้ยงมีหลายวิธีเช่น
  1.1.1 การจับด้วยมือเปล่าโดยใช้ไฟฉายหรือตะเกียงส่องแล้วใช้มือตะปบ จับใส่ถุงผ้าที่สะพายติดตัวไป
  1.1.2 การจับด้วยแห จะใช้แหที่มีตาถี่ ทอดเหวี่ยงโดยวิธีเดียวกับการจับปลา
  1.1.3 การจับด้วยการขุดหลุมดัก ทำหลุมลึกประมาณ 1 เมตรในบริเวณ ที่มีลูกกบชุกชุม ก้นหลุมวางอาหารผสมหรืออาหารหมักล่อไว์ในตอนเย็น ปากหลุมราดน้ำให้ เปียกชุ่มปรับให้เรียบและลื่นเป็นมัน ลูกกบจะมากินอาหารในตอนกลางคืนแล้วไม่สามารถขึ้น จากหลุมได้ ในตอนเช้าจึงมารวบรวมลูกกบ อย่าปล่อยทิ้งไว้ข้ามวันลูกกบจะมีโอกาสตายได้มาก
  1.1.4 การจับด้วยเครื่องมือดัก คล้ายไชดักปลา ด้านหน้ามีทางเข้าทางเดียว ด้านท้ายมีประตูเปิดปิดได้ เมื้อลูกกบเข้าแล้วจะออกไม่ได้ เมื่อต้องการจะใช้งานนำเครื่องมือนี้็ ให้ฝังดินให้พื้นล่างเสมอกับผิวดิน ปิดด้วยหญ้า ราดน้ำพอชุ่ม ด้านหน้าปรับผิวดินให้ลื่น ภายใน เครื้องมือดักใส่อาหารล่อ ลูกกบจะเข้าไปกินอาหารในตอนกลางคืน ตอนเช้าจึงรวบรวมลูกกบที่ได้
  1.2 การเลี้ยงลูกกบ ภายหลังจากลูกอ๊อดเจริญกลายเป็นกบแล้ว จะดำเนินการ อนุบาลจนกระทั่งเติบโตได้ขนาดจึงปล่อยลงบ่อเลี้ยง ลูกกบที่ปล่อยลงบ่อเลี้ยงนี้นิยมลูกกบ ที่มีขนาด 3-5 เชนติเมตรขี้นไป หรือถ้ารวบรวมจากธรรมชาติก็ต้องมีขนาดที่ทราบแน่นอนแล้ว ว่าเป็นลูกกบ

2.ลูกกบจากโรงเพาะฟัก
เป็นวิธีการเลี้ยงที่ดีที่สุด เพราะจะได้ผลผลิตมากและแน่นอน นอกจากนี้ต้นทุนยังต่ำ สามารถลดปัญหาการบอบช้ำจากการลำเลียงลูกกบจากธรรมชาติได้อีกด้วย วิธีนี้ลูกกบจะได้มา โดยการนำเอาพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่มีลักษณะดีมาผสมกันในบ่อผสมพันธุ์ แลัวนำไข่ท็่ได้มาฟ้กใน บ่อเพาะฟกเพื้อให์ไดัลูกกบ แล้วจึงนำไปอนุบาลต่อในภายหลัง
การอนุบาลลูกกบ
1. การอนุบาลลูกกบระยะแรก (ลูกอ๊อด)
 ให้ปฎิบัติดังนี้
1.1 หลังจากไข่กบฟักออกมาเป็นตัวแล้วลูกกบจะมีลักษณะเหมือนลูกปลาให้รีบช้อน ลูกกบมาปล่อยลงเลี้ยงในบ่ออนุบาลระยะแรกก่อนที่ถุงไข่แดงที่ติดมากับตัวลูกกบจะยุบหมด ส่าหรับจำนวนลูกกบที่จะปล่อยนั้นประมาณ 2,000 ตัวต่อตารางเมตร
1.2 การให้อาหาร ได้แก่ไรแดงและอาหารปลาอย่างผงหรือไข่ตุ๋น ซึ่งควรเตรียมไว้ ก่อนในบ่อ พอถุงไข่แดงยุบลูกกบก็สามารถกินอาหารได้เลย
1.3 การถ่ายเทน้ำ ควรกระทำทุกวัน วันละ 50-70 เปอร์เช็นต์ของจำนวนน้ำในบ่อทั้งหมด
1.4 ควรให้อากาศกับน้ำด้วยเพื้อให้น้ำมีสภาพสะอาดจะทำให้ลูกกบกินอาหารได้มาก และเจริญเติบโตเร็ว
1.5 การเจริญเติบโตของลูกกบ หลังจากฟักออกจากไข่ประมาณ 1-2 อาทิตย์ จะมีขาหลัง 2 ขาโผล่ออกมาจากส่วนท้ายของลำตัวบริเวณโคนขา เมื่อขาหลังเจริญเต็มที่ก็จะมี ขาหน้าโผล่ออกมาอีกทั้ง 2 ข้างของช่องเหงือกทางด้านหน้าของลำตัว หางจะเริ่มหดสั้นลง ปากจะเริ่มสมบูรณ์ขึ้น สามารถขึ้นกินอาหารได้เช่นเดียวกับกบตัวโต ซึ่งระยะเวลาในการเจริญ เติบโตนี้จะแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ แต่โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 25-35 วัน จากลูกอ๊อดมาเป็นกบเล็ก
2. การอนุบาลลูกกบระยะพี่สอง (กบเล็ก)
หลังจากลูกกบมีขาครบสมบูรณ์ดีแล้ว ให้ย้ายลูกกบไปเลี้ยงในบ่ออนุบาลระยะที่สอง เพื่อมิให้ลูกกบกัดกินกันเอง มีหลักปฎิบัติดังนี้คือ
2.1 การให้อาหาร ลูกกบที่มีขาสมบูรณ์ จะเริ่มกินอาหารที่เคลือนไหวได้ เช่น ลูกกุ้ง ลูกปลา หนอนแมลงขนาดเล็ก แต่ถ้าไม่สามารถหาอาหารดังกล่าวได้ก็ให้อาหารพวกเครื้องในสับ เศษปลาสับหรือให้อาหารผสมด้วยโดยค่อย ๆ หัดให้ลูกกบกินและควรหัดให้ลูกกบกินอาหารที่หา ได้ง่ายและมีปริมาณที่แน่นอนเช่น อาหารเม็ด
2.2 การถ่ายเทน้ำ อาหารที่ให้จะทำให้น้ำเสีย ควรเปลี่ยนน้ำบ่อย ๆ เพี่อปัองกันน้ำเสีย การรักษาคุณภาพของน้ำให้ดีอยู่เสมอ จะมีส่วนช่วยให้กบมีสุขภาพสมบูรณ์ ลูกกบระยะสองนี้ เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่อเลี้ยงได้ประมาณ 1 เดือน ควรคัดกบที่มีขนาดโตกว่านำไปเลี้ยงในบ่อเลี้ยงได้ เพราะลูกกบมีขนาดต่างกันหรือมีปริมาณหนาแน่นเกินไปก็จะกัดกินกันเอง

อาหารและการให้อาหาร
1.ชนิดของอาหาร
ชนิดของอาหารและวิธีการให้ แบ่งตามระยะเวลากวรเจริญเติบโตของกบ ดังนี้คือ
  1.1 อาหารธรรมชาติ ได้แก่ไรแดงและแพสงค์ตอน จะให้ลูกอ๊อดหลังจากถุง ไข่แดงยุบและให้กินอาหารเหล่านี้ประมาณ 1-2 อาทิตย์
  1.2 อาหารส่าเร็จ ได้แก่ไข่แดง เนื้อปลาต้มสุก ผักกาดขาวลวกพอให้สุก ไข่ตุ๋น เป็นต้น ซึ่งเป็นอาหารเสริมอาหารธรรมชาติต้องอาศัยการฝึกให้ลูกกบรู้จักกินอาหารพวกนี้ เพราะระยะแรกลูกอ๊อดจะไม่กินอาหาร
  1.3 อาหารเป็นหรืออาหารที่ยังมีชีวิต ได้แก่หนอนและแมลงต่าง ๆ ซึ่งเป็นอาหาร ที่ลูกกบเล็กและกบโตชอบ
  1.4 อาหารผสม ได้แก่การนำอาหารต่าง ๆ มาผสมให้เข้ากัน โดยใช้เครื่องผสมอาหาร หรือจะใช้อาหารผสมอัดเม็ดเหมือนกับอาหารปลาก็ได้ อาหารที่ใช้ควรมีโปรตีนประมาณ 30-40 เปอร์เชนต์ ชนิดและขนาดของอาหารผสมควรมีความสัมพันธ์กับขนาดของลูกกบด้วย ดังนี้
ขนาดของกบ (เซนติเมตร)  ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของอาหาร (มิลลิมตร) ขนาดความยาวอาหาร (เซนติเมตร)
1.0-2.5  1.5-2.0  0.5 
2.5-5.0  2.0-4.0  1.0-1.5 
7.5-10.0  8.0-10.0 1.5 
มากกว่า 10.0  10.0  ไม่จำกัด

2. การเตรียมอาหาร
อาหารชนิดต่าง ๆ ที่ใช้เลี้ยงกบมีวิธีเตรียมดังนี้
  2.1 ไรแดง การเพาะไรแดงเพี่อให้เป็นอาหารของลูกกบหลังจากลูกกบเป็นตัวใหม่ ๆ นั้นจะเพาะไรแดงในบ่ออนุบาลเลย เมื่อถุงอาหารของลูกอ๊อดยุบตัว ลูกอ๊อดจะสามารถกินไรแดง เป็นอาหารได้เลย
วิธ็เพาะไรแดงทำได้ดังนี้คือ
  2.1.1 ใส่น้ำลงในบ่อให้มีความลึกประมาณ 20 เชนติเมตร
  2.1.2 ใส่ส่วนผสมดังต่อไปนี้ลงในบ่อ
ขี้วัวแห้ง 2.4 กิโลารัม (3 ลิตร)
รำละเอียด 800 กรัม ุ
ยูเรีย 10 กรัม (3- 4 ช้อนชา)
น้ำ 1 ตัน
  2.1.3 หลังจากใส่ส่วนผสมลงไปในบ่อ 3 .5 วัน น้ำจะเริ่มมีสีเขียว ให์ไส่หัวเชื้อ ไรแดงลงไปประมาณ 3-4 วัน ก็จะเกิดไรแดงส่าหรับเป็นอาหารของลูกอ๊อด และถ้าต้องการให้มี ไรแดงในบ่ออีกให้เติมรำละเอียดอีก 1/4 ลิตรต่อน้ำ 1000 ลิตร
  2.2 ไข่แดงต้มสุก นำไข่แดงที่ต้มสุกแล้วใส่กระชอนตาละเอียด ขยี้หลาย ๆ ครั้งให้ ไข่แดงเป็นฝอยเล็ก ๆ โรยลงใส่บ่อให้ลูกอ๊อดกินได้ แต่ระวังอย่าให้ไข่แดงมาก เพราะไข่แดงที่เหลือ จะทำให้น้ำเน่าเสียได้ง่าย
  2.3 เนื้อปลาต้มสุก นำเนื้อปลาที่ต้มสุกแล้วใส่กระชอนตาละเอียด ขยี่หลาย ๆ ครั้ง ให้ได้เนื้อปลาเป็นฝอยเล็ก ๆ นำไปโรยลงในบ่อให้ลูกอ๊อด
  2.4 ผักกาดขาว ลวกใบผักกาดขาวพอสุก วางไว้ชายบ่อให้ลูกอ๊อดกิน ใบผักกาดที่เหลือนี้ ต้องเก็บทิ้งทุกวันป้องกันน้ำเสีย
  2.5 ไข่ตุ๋น : ใช้ส่วนผสมดังนี้
ไข่ (ทั้งไข่แดงและไข่ขาว) 2 ส่วน
นมผงส่าหรับเด็กหรือนมสด 2 ส่วน
น้ำสะอาด 1 ส่วน
ผสมให้เข้ากันดีแล้วนึ่งในลังถึงให้น้ำเดือดประมาณ 15-20 นาที เมื้อสุกแล้วปล่อย ทิ้งไว้ไห้เย็นแล้วนำมาขยี้ในกระชอนผ้าตาถี่ ๆ นำส่วนที่ได้ไปให้ลูกอ็อดกินเป็นอาหาร
  2.6 หนอน ตัวหนอนชนิดต่าง ๆ ที่จะใช้เป็นอาหารลูกกบนั้น จะเริ่มให้เมื่อลูกกบเคลื้อนตัว ขี้นสู่บกได้แล้ว วิธีการเพาะหนอนมีหลายวิธีคือ
  2.6.1 ใช้ปลา นำปลาดิบ ๆ มาใส่ในอวนที่มีรูขนาดที่หนอนสามารถลอดได้ แล้วนำ ไปแขวนในบ่อเลี้ยง แมลงวันจะมาตอมและวางไข่ เกิดเป็นหนอนแมลงวันขึ้น ตัวหนอนจะตกลงสู่พื้นน้ำ กบก็จะกินเป็นอาหาร
  2.6.2 ใช้มูลสตว์ เช่น มูลวัว มูลควาย มูลหมู หากมีปลาเน่าก็ผสมลงไปด้วย เอาใส่ลงในกะบะไม้ที่มีขอบไม่สูงนักพอที่หนอนคลานแล้วตกลฒาได้ นำกะบะไปวางไว้เหนือบ่อ เมื่อเกิดตัวหนอนก็จะคลานขึ้นมาที่ขอบกะบะและตกลงไปในบ่อ
  2.7 แมลง แมลงชนิดต่าง ๆ เป็นอาหารอย่างดีของกบ วิธีล่อแมลงให้นำหลดไฟนีออนขนาด 40 วัตต์ แขวนไว้ห่างจากพื้นบ่อประมาณ 50-100 เชนติเมตร ในเวลากลางคืนจึงเปิดไฟล่อแมลง เมื่อแมลงมาเล่นไฟจะตกลงไปในบ่อกลายเป็นอาหารของกบ
ชนิดอาหาร  กิโลกรัม
  1. ปลาป่นอัดน้ำมัน  56 
  2. รำละเอียด  12 
  3. กากถั่วเหลือง  12 
  4. แป้งเหนียว  14 
  5. น้ำมันปลา  4 
  6. วิตามิน + แร่ธาตุ  1.6 
  7. สารเหนียว  0.4 
รวม  100.00
  2.8 อาหารผสมอัดเม็ด อาหารผสมแบบอัดเม็ดเป็นอาหารที่สะดวกในการใช้ การเก็บรักษา มีปริมาณและคุณค่าอาหารที่แน่นอน การเตรีอมอาหารผสมจะเตรียมจากวัตถุดิบชนิดต่าง ๆ นำมาผสม กันตามสูตร อาหารผสมนี้ลูกกบจะไม่ค่อยคุ้นเคยต้องหัดให้กินโดยในระยะแรกอาจจะผสมปลาเป็ดให้ มากไว้ก่อนแล้วค่อยๆ ลดปลาเป็ดลงจนเหลือแต่อาหารผสมล้วน ๆ

โรคและวิธีป้องกันรักษา
การที่กบที่เลี้ยงไว้เป็นโรคต่าง ๆ นัน สาเหตุส่วนใหญ่มาจากความสกปรกของบ่อ การจัดการและดูแลไม่ทั่วถึง ทำให้กบมีสภาพอ่อนแอ หรือในกรณีที่กบไม่มีบาดแผล อาจเกิดจากอาหารสกปรกก็ได้ เมื่อผ่าอวัยวะภายในพบว่าถุงน้ำดีมีสีเขียวเข้มถึงน้ำเงินแก่ ไตมีขนาดใหญ่กว่าปกติ ลำไส้เล็กส่วนท้ายเกิดการตกเลือด ปอดมีตุ่มหนอง วิธีการบำบัด ให์ไช้ยาออกซิเตทตราไชคลีน 3 กรัมต่ออาหารกบ 1 กิโลกรัม ให้กบกินทุกมื้อประมาณ 3-7 วัน กบก็จะหายเป็นปกติ น้ำที่ใช้เลี้ยงกบควรอยู่ไนช่วงสภาพความเป็นกรดด่าง (พีเอช) ประมาณ 6.5-8.5 ในวันที่ฝนตกหนักหรืออุณหภูมิเปลี่ยนอย่างรวดเร็วร่างกายของกบจะ ปรับตัวไม่ทัน อาจตายได์ในวันรุ่งขี้นอย่างน้อย 1 ตัวเสมอ ในช่วงฝนตกจึงควรสร้างหลังคา หรือใชผาใบคลุมบ่อ หรือปรับอุณหภูมิในบ่อเลี้ยงให้คงที่
เมื่อกบเล็กอายุ 1 เดือน ควรมีการถ่ายพยาธิโดยใส่ดีเกลือ 3 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ให้เพียง 1 มื้อ ทำเดือนละครั้งจะทำให้กบเจริญเติบโตรวดเร็วต้านทานโรคได้ดีขึ้น
สิ่งส่าคัญในการป้องกันไม่ให้กบเกิดโรคคือ
1. รักษาความสะอาดของบ่อเลี้ยง
2. อย่าเลี้ยงกบหนาแน่นเกินไป
3. เปลี่ยนน้ำในบ่อบ่อย ๆ หรืออย่างน้อยทุกวัน
4. อาหารที่ให้ควรมีโปรตีนสูงและเป็นอาหารที่กบชอบ
5. มีการจัดการที่เหมาะสม

การจับและการตลาด
1. การจับ
การจับกบทำได้หลายวิธี เช่น
  1.1 โดยใช้สวิงคลุมกันกบกระโดดหนี แล้วทยอยจับจนหมด
  1.2 โดยใช้ไซ ใช้ไซดักบนลานบ่อ กบจะเข้าไชในเวลากลางคืน ตอนเช้าจึงเลือกกบ ที่ได้ขนาดออกจำหน่าย

2. การลำเลียง
ก่อนการบรรจุกบเพื่อลำเลียงจำหน่าย ควรให้กบอดอาหารเสียก่อน จะช่วยลด อัตราการตายได้มาก ลำเลียงโดยใช้กล่องกระดาษเจาะรูด้านข้างและด้านบนให้มีขนาดพอที่อากาศ ผ่านได้ ภายในบรรจุกบช้อนกันไม่เกิน 2 ชั้น ปิดฝามัดให้แน่น ในระหว่างการลำเลียงควรรักษา อุณหภูมิ หรือใช้รถปรับอากาศ และควรมีฟองน้ำชุบน้ำพอชื้นใส่ลงรวมกับกบด้วย

มะนาวนอกฤดู


ทำมะนาวนอกฤดู 
ใช้ปุ๋ยโบกาฉิ + ฮอร์โมนชีวภาพโตตโต้
" ใส่โบกาฉิ แล้ว กดใบอ่อน"  ทำมะนาวนอกฤดู แบบเกษตรอินทรีย์ เกษตรกรอายุยืน ต้นมะนาวอายุยาวไม่ต้องใช้ปุ๋ยสูตร  ไม่ต้องทำบ่อวง ไม่ต้องคลุมพลาสติกบนหลังร่องลูกฟูก

       มะนาวพืชเศรษฐกิจที่น่าจับตา ปีก่อนที่ผ่านๆมาเดือนตุลาคม จะเป็นช่วงที่มีผลผลิตมะนาวออกสู่ตลาดจำนวนมาก ทำให้ราคาถูก แต่ปีนี้มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น มะนาวเดือนตุลาคม ราคาดีขึ้น ! เพราะสวนมะนาวหลายๆที่ถูกเปลี่ยนสภาพกลายไปเป็นนาเสียแล้ว รวมทั้งต้นมะนาวที่ตายลงเพราะเป็นโรค ตอนนี้ใครที่ทำสวนมะนาวอยู่ก็โชคดีไป เพราะรายได้ดีขึ้น และไม่ว่าปีไหนๆตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงหน้าร้อน ราคามะนาวก็ดีเสมอๆ ใครหลายคนคงอยากจะทำมะนาวนอกฤดู เพื่อให้มีรายได้มากขึ้นอีก วันนี้โตตโต้ก็เลยหยิบยกเรื่องการทำมะนาวนอกฤดูมาฝากพี่น้องเกษตรกรกันค่ะ   ใช้วิธีเกษตรธรรมชาติทำให้ได้มะนาวลูกโตไซส์จัมโบ้ ผลผลิตดี ไม่เป็นโรคเพราะมีภูมิต้านทานโรคได้ดี แมลงไม่รบกวน หลังฤดูกาลเก็บผลผลิตไปแล้วต้นก็ไม่โทรม รวมทั้งไม่มสารพิษตกค้างที่ผลผลิต ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค และการให้สารชีวภาพก็ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของเกษตรกรด้วยค่ะ

การทำมะนาวนอกฤดูโดยทั่วไป มี 3 วิธี
ปลูกโดยใช้บ่อวง เหมาะสมกับการปลูกในพื้นที่ดินไม่ดี ดินเค็ม การแก้ปัญหาโดยยกต้นขึ้นไม่ให้รากลงถึงดินเค็มด้านล่าง สามารถอดน้ำได้ง่าย   ทำมะนาวให้ออกตามเวลาเป็นชุดใหญ่ๆพร้อมกันได้ แต่ต้องลงทุนค่าบ่อวง และต้นเจริญเติบโตได้ในเขตจำกัด ต้องใส่ปุ๋ยบ่อยคลุมพลาสติกบนหลังร่องลูกฟูก (เหมาะสำหรับพื้นที่ ที่มักมีฝนตกหนักติดต่อกันเกินสัปดาห์ด้วย) สามารถอดน้ำได้ง่ายแต่ต้องลงทุนค่าผืนพลาสติก เมื่ออดน้ำประมาณ 15 วัน ใบเหี่ยวแล้ว ก็ให้หว่านโบกาฉิเมื่อต้นมะนาวได้รับน้ำก็จะออกดอกกดใบอ่อน ด้วยฮอร์โมนชีวภาพ ปลอดภัยต่อสุขภาพ 100% ลงทุนต่ำ กำไรดี และยังเป็นการบำรุงต้นมะนาว และ บำรุงดินไปในตัว มะนาวตามฤดูโดยปกติธรรมชาติแล้ว เมื่อขาดน้ำในฤดูแล้งก็จะเริ่มสะสมอาหาร เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน มะนาวก็จะเริ่มแตกใบอ่อน รวมทั้งออกดอกในช่วงเดือน       มิ.ย. - ก.ค. หากทำการกดใบอ่อนโดยฉีดพ่นฮอร์โมนในช่วงเดือน ก.ค. ใช้เวลาประมาณ 15 -20 วัน ก็จะออกดอก เก็บลูกขายในเดือน ม.ค. - เม.ย. พอดี ทำให้ดอกไหลออกมาเรื่อยๆ ทยอยกันออกหลายรุ่นมีรายได้เป็นช่วงระยะยาว

การเตรียมต้นมะนาว สำหรับทำผลผลิตนอกฤดู (มะนาวอายุ 2 ปี ขึ้นไป แล้วแต่ทรงพุ่ม)
อย่าให้มะนาวขาดน้ำจนเกินไป ในช่วงฤดูร้อน (มิฉะนั้นมะนาวจะสะสมอาหาร และออกดอกพรึบเมื่อได้รับน้ำฝน)   ระยะนี้ควรบำรุงต้นให้สมบูรณ์ “สร้างใบเยอะๆ” โดยการรดน้ำและใส่โบกาฉิ หรือ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักบางๆ เมื่อถึงเดือน มิ.ย.- ก.ค. ก็จะมีดอกออกมาบ้าง จะไม่ออกดอกจนขาวเต็มต้นไปหมด สามารถเก็บลูกขายได้บ้าง แต่หากปลิดลูกออก / ตีทิ้ง ก็จะทำให้มะนาวนอกฤดูนั้นติดมากกว่า  หากสภาพต้นไม่สมบูรณ์ / เป็นโรคเยอะ / ระบบรากเสีย / ใช้ปุ๋ยยาเคมี-ยาฆ่าหญ้า เยอะมาก / ดินแข็ง ไม่ซึมน้ำ  ควรปรับปรุงดินให้ดี และ ต้นมะนาวก็จะสมบูรณ์ตามมา ใช้สารปรับปรุงดิน 1 ก.ก.+ สุโตจู้ S.T. (สูตร 4 ) 500ซีซี ขยายจุลินทรีย์ แช่น้ำ 20 ลิตร หมักทิ้งไว้ประมาณ 12 ชม. แล้วค่อยนำไปผสมน้ำอีก 500-1000 ลิตร (เพื่อความสะดวก) ฉีดพ่นเฉพาะดินเท่านั้น ห้ามฉีดพ่นต้นและใบ พื้นที่ 1-2 ไร่ จะช่วยฟื้นฟูระบบราก ต้นมะนาวจะแข็งแรงขึ้น รวมทั้งเป็นการฆ่าเชื้อโรค ปรับปรุงคุณภาพและโครงสร้างของดิน

สำหรับมะนาวเป็นโรค แคงเคอร์ ราดำบนลูก ใช้สูตร 4 หรือสูตร 5 (20 ซีซี / น้ำ 20 ลิตร) ฉีดพ่นสม่ำเสมอทั่วต้น หลังฝนตก เพื่อล้างน้ำฝน หรือหมอกน้ำค้าง (หากเป็นฝนผิดฤดูจะเป็นฝนกรดทำให้เกิดปัญหากับมะนาวได้) ใบชุดใหม่จะสวยสมบูรณ์ดีกว่าเดิมสำหรับมะนาวแก่ / ต้นโทรมมาก นอกจากปรับปรุงดินแล้ว ก็ควรใส่ปุ๋ยโบกาฉิทุกๆ 2 เดือนเพื่อฟื้นต้นและนำอินทรียวัตถุในท้องถิ่นเช่นฟาง ใบไม้ แกลบ ขี้เลื่อย เปลือกถั่ว มาใส่เพิ่มแล้วเอาโบกาฉิหว่านทับลงไป ใช้ฮอร์โมน สูตร 1+2+3+4 ฉีดพ่นด้วย ประมาณ 7 วันครั้งฉีดพ่นฮอร์โมนอาหารเสริมทางใบ อย่างสม่ำเสมอ ตามความเหมาะสม พิจารณาจากสภาพของต้น
หมายเหตุ ควรบำรุงต้นมะนาวให้สมบูรณ์ แล้วจึงค่อยทำนอกฤดู เพื่อให้ต้นมะนาวอายุยืน ไม่ควรบังคับต้นที่โทรมให้ออกนอกฤดูจะทำให้อายุสั้น

 การกดใบอ่อน มีขั้นตอนดังนี้
ใส่โบกาฉิสูตรเร่งดอก เช่น มะนาวอายุ 4 ปี ใส่ 2-3 กก. อายุ 10 ปี ใส่ 5-7 กก. เป็นต้น
ฉีดพ่นฮอร์โมนครั้งที่ 1 กลางฤดูฝน เพื่อกดใบอ่อน / เร่งสะสมอาหาร / สร้างตาดอก ใช้สูตร1  20ซีซี + สูตร2  20 ซีซี + สูตร3  20 ซีซี + สูตร4  20 ซีซี + น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วทั้งต้น  ครั้งแรกนี้เพื่อให้ต้นมะนาวได้ปรับสภาพเพื่อรับฮอร์โมนชีวภาพได้ฉีดพ่นฮอร์โมนครั้งที่ 2  3-4 วันถัดมาให้ใช้ สูตร1 20ซีซี + สูตร2 20 ซีซี + สูตร3 20 ซีซี+ สูตร4 30-40 ซีซี + น้ำ 20 ลิตร

หมายเหตุ ความเข้มข้นที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับถ้ามีฝนตกหนักมะนาวมักแตกใบอ่อน หรือ ใบสวยหนา เขียวสมบูรณ์ดีแล้ว ก็สามารถเพิ่มความเข้มข้นขึ้นได้

หมักหลุมปลูก
ขุดหลุมขนาดตามความเหมาะสม  (เช่น 30 x 30 ซม.)  ใส่ปุ๋ยคอก / ปุ๋ยหมัก / อินทรียวัตถุที่หาได้ง่าย เช่น ฟาง ใบไม้แห้ง มูลสัตว์ เศษอาหาร ฯลฯ 4-5 กำมือ (เพื่อลดต้นทุน และเป็นอาหารพืชในระยะยาว) หว่านปุ๋ยโบกาฉิสูตรรองพื้น 2 กำมือทับลงไป
ใช้สารปรับปรุงดิน 1 กก. + สุโตจู้ S.T. สูตร4 500 ซีซี  แช่น้ำ 200-500 ลิตร  1 คืน ฉีดพ่นบนวัสดุให้ทั่ว ข้อควรระวัง  เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพดีที่สุด ควรใช้ถังที่สะอาด , ขณะเก็บปิดฝาให้สนิทและไม่ถูกความร้อน ควรใช้ให้หมดภายใน 1-2วัน * อัตราความเข้มข้นนี้ ห้ามฉีดพ่น ถูก ต้นและใบพืชที่ปลูก* ในการผสมสารปรับปรุงดินฉีดพ่น ควรเปิดหัวฉีดให้น้ำ ออกสะดวก อาจใช้สายยางฉีดโดยไม่ใส่หัวพ่นจะทำให้หัวพ่นไม่อุดตันเนื่องจากวัสดุหลายชนิด ในสารปรับปรุงดินจะต้องใช้เวลาในการย่อยสลายในแปลงปลูกพืช กากตะกอนในสารปรับปรุงดินเป็นอาหารพืช ใช้ผสมน้ำ แล้วรดราดในนา หรือ ใส่เป็นปุ๋ยให้พืช
กลบดิน แล้วคลุมหลุมปลูกด้วยฟาง 7 วัน ( รดน้ำให้ดินชุ่มชื้นทุกวัน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของจุลินทรีย์ ) จึงปลูกกล้าได้

การดูแลต้นมะนาว
มะนาวที่เพิ่งปลูก หลังปลูกได้อายุ 3-4 เดือน ใส่ปุ๋ยบำรุงต้น (สูตรรองพื้น) เมื่อต้นใหญ่ขึ้นตัดแต่งกิ่งกระโดงออก เพราะกิ่งที่แตกออกด้านข้างนั้นให้ผลผลิตดีกว่า ต้นจะเป็นทรงพุ่มซึ่งสามารถเก็บลูกได้ง่ายด้วย และ ใช้ฮอร์โมนชีวภาพโตตโต้ สูตร 1+3+4 รวมกันไม่เกิน  20 ซีซี + น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น 7 วันครั้ง และใส่โบกาฉิประมาณปีละ 3 ครั้ง (หรือมากกว่า หากดินมีคุณภาพต่ำหรือมีอินทรียวัตถุอยู่น้อย)มะนาวอายุ 2 ปี ปล่อยให้ติดลูกตามธรรมชาติ ถ้าต้นมีลูกมากเกินไปลูกจะร่วงเอง ยังไม่ควรบำรุงให้ขั้วเหนียวและติดลูกมากเกินไป ควรปล่อยให้เป็นตามธรรมชาติก่อน เพื่อให้ต้นไม่โทรมและจะมีอายุยืน มะนาวอายุได้ 3 ปี ก็สามารถบำรุงให้ติดลูกได้เต็มที่มะนาวที่กำลังให้ผลผลิต
ถ้าต้องการบำรุงทุกส่วนของพืช ใบ ดอก ผล ใช้ฮอร์โมนน้ำ สูตร 1+2+3+4 รวมกันประมาณ 20 ซีซี + น้ำ 20 ลิตรถ้าใบสวยดีแล้วใช้ฮอร์โมนน้ำ สูตร  2+3+4 รวมกันประมาณ 20 ซีซี + น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น 7 วันครั้งถ้าออกดอกติดผลมากเกินไปไม่ต้องใช้สูตร 2 (บำรุงดอก)ให้ใช้ สูตร 1+3+4 รวมกันประมาณ 20 ซีซี + น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น 7 วันครั้งเมื่อมะนาวติดเป็นผล ใส่โบกาฉิ 1-2 เดือนครั้ง โดยเฉพาะมะนาวที่ให้ผลผลิตทั้งปี ยิ่งขยันใส่ทุกเดือนยิ่งดี จะใส่เท่าใดขึ้นอยู่กับขนาดทรงพุ่มตารางเมตรละ 2 กำมือ เพื่อบำรุงลูกให้ดก ใหญ่ไซส์จัมโบ้ใช้สุโตจู้ S.T. สูตร 4 ควบคู่ไปกับฮอร์โมนทุกสูตรได้ตลอด จะช่วยป้องกันโรค ล้างฝนกรด ลดราดำ ตัดวงจรแมลงศัตรูพืช

หากมีโรคและแมลงระบาดหนัก
ใช้ สุโตจู้ S.T.สูตร4 20 ซีซี + น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นก่อน 1 - 2 ครั้ง เพื่อให้พืชรู้ตัว และตอบรับกับการใช้ฮอร์โมนชีวภาพก่อนหลังจากนั้นใช้ สุโตจู้ S.M. สูตร5  ฉีดพ่นในอัตราส่วน “ห้ามเกิน”  20 ซีซี : น้ำ 20 ลิตร 3 - 5 วัน/ครั้ง

การกำจัดวัชพืชหลีกเลี่ยงการ ฉีดยาฆ่าหญ้า เพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน ควรใช้วิธีวางแผนการตัดหญ้า จะได้อินทรียวัตถุและหน้าดินไม่เสีย

การใช้ฮอร์โมนหลายสูตรรวมกัน ตามคุณสมบัติในการบำรุงต้น ใบ ผล ให้ได้ตามความต้องการ อย่าใช้เกินอัตราส่วนเนื่องจากฮอร์โมนชีวภาพนั้นมีประสิทธิภาพเข้าทำงานในระบบเซลล์ของพืชจึงมีฤทธิ์แรงและออกฤทธิ์เสริมกัน การใช้ในอัตราส่วนต่างกันก็จะให้ผลต่างกัน เช่น ใช้อัตราส่วนเจือจางมีผลบำรุงพืช ในขณะที่ฮอร์โมนสูตรเดียวกันใช้อัตราส่วนเข้มข้นขึ้นจะมีผลไปยับยั้งการเจริญเติบโตกดใบอ่อนได้  หรือใช้เกินขนาดสำหรับพืชที่บอบบางเช่น มะเขือเทศ ก็อาจทำให้ใบไหม้ได้ 

หน่อไม้ฝรั่ง



หน่อไม้ฝรั่ง
หน่อไม้ฝรั่งมีแหล่งปลูกที่สำคัญอยู่ในภาคตะวันตกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ได้แก่ จังหวัดนครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ นครราชสีมา อุดรธานี ขอนแก่น หนองคาย ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ และมหาสารคาม

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Asparagus officinalis L.
วงศ์ : Liliaceae

* หน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชผักที่มีลำต้นแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ลำต้นใต้ดิน และลำต้นเหนือดิน
ลำต้นใต้ดิน อาจถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบรากรวมเรียกว่า rhizome หรือเหง้า อาหารของหน่อไม้ฝรั่งจะถูกส่งมาเก็บ ที่ส่วนนี้ ลำต้นใต้ดินมีลักษณะเป็นแท่งคล้ายแท่งดินสอ งอกกระจายออกเป็นรัศมี โดยรอบ เรียกอีกอย่างว่า crown ระบบราก แผ่ขยายออกไป ประมาณ 3-5 ฟุต หรือมากกว่านั้น
ยอดอ่อนหรือหน่ออ่อน (spear) เจริญมาจากเหง้าเป็นส่วนที่ใช้ รับประทาน ถ้าปล่อยให้หน่ออ่อนเจริญเติบโตจะกลายเป็นลำต้นเหนือดิน ซึ่งมีความสูง 1.5 - 2 เมตร
ลำต้นเหนือดิน มีใบเป็นเกล็ดบาง ๆ ติดอยู่ตามข้อ ส่วนที่เห็นเป็นลักษณะคล้ายเส้นขน (ที่เรียกกันว่าใบ) แท้จริง เป็นส่วนของกิ่งก้านที่เปลี่ยนไปทำหน้าที่ใบ เรียกว่า claode หรือ cladophyll
* ต้นเพศผู้และเพศเมียแยกกันอยู่คนละต้น (dioecious)
ดอก มีขนาดเล็ก มีจำนวนมากและเกิดตามกิ่งก้าน
ผล มีลักษณะกลม ขนาดเล็ก มีสีเขียวเมื่ออ่อนและสีแดงส้ม เมื่อสุก มีเมล็ดอยู่ภายในผลละ 2-3 เมล็ด เปลือกหุ้มเมล็ดสีดำ


พันธุ์
พันธุ์หน่อไม้ฝรั่งที่เกษตรกรใช้ปลูกเป็นการค้าหลักมีจำนวน 8 สายพันธุ์ ได้แก่
1. พันธุ์แมรี่วอชิงตัน
เป็นพันธุ์ผสมเปิด (open pollination) พันธุ์แรกที่นำเข้ามาปลูกในประเทศไทยให้ผลผลิตสูง ต้านทานโรคราสนิม สีของหน่อเป็นสีเขียว
2. พันธุ์แคลิฟอร์เนีย 309
เป็นพันธุ์ผสมเปิดที่ให้ผลผลิตสูง ต้านทานโรคสูง สีของหน่อ เป็นสีเขียว
3. พันธุ์แคลิฟอร์เนีย 500
เป็นพันธุ์ผสมเปิดที่ให้ผลผลิตสูง หน่อมีขนาดปานกลาง ส่วนปลาย หน่อจะมีกาบใบหุ้มแน่น สีของหน่อเป็นเขียว
4. พันธุ์ ยูซี 157
เป็นพันธุ์ลูกผสมมีทั้งรุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 (F1 Hybrid และ F2 hybrd) ที่ให้ผลผลิตดีมาก หน่อมีขนาดใหญ่ ปลายหน่อและโคนหน่อ ยาวเรียวเสมอกัน ส่วนปลายจะมี กาบใบหุ้มแน่น สีของหน่อเป็นสีเขียวเข้ม ในแหล่งปลูกที่มีสภาพอุณหภูมิกลางคืนเย็น และมีปริมาณฝน ไม่ตกชุกมากเกินไป คุณภาพของหน่อไม้ฝรั่งพันธุ์นี้จะมีคุณภาพดีมาก ปลูกเป็นเชิงการค้าที่ จังหวัดขอนแก่น กาสินธุ์ อุดรธานี และสุพรรณบุรี
5. พันธุ์บร็อคอิมปรู๊พ
เป็นพันธุ์ลูกผสมที่ให้ผลผลิตดีมาก หน่อมีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ ส่วนโคนหน่อจะใหญ่ แต่ส่วนปลายยอดหน่อจะเรียวเล็กกว่า ส่วนโคน ส่วนปลายหน่อจะมีกาบใบหุ้มไม่ค่อยแน่น มีปลูกเชิงการค้าในจังหวัดต่าง ๆ ของภาคตะวันตก เช่น จังหวัดนครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี และสุพรรณบุรี
6. พันธุ์อพอลโล
เป็นพันธุ์ลูกผสมที่ให้ผลผลิตดี ลักษณะของหน่อยาวเรียว เสมอทั้งโคนหน่อและส่วนปลาย แต่โคนหน่อพันธุ์นี้จะมีลักษณะ เป็นสีเขียวอมม่วง ส่วนปลายจะมีกาบใบหุ้มไม่แน่ ค่อนข้างบานเร็วกว่าพันธุ์อื่น ถ้าปลูกในแหล่งที่มีปริมาณฝนตกชุกจะไม่ทนทานต่อโรค นิยมปลูกใน จังหวัดนครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี และมหาสารคาม
7. พันธุ์บร็อคอิมพีเรียล
เป็นพันธุ์ลูกผสมที่ให้ผลผลิตดี หน่อมีลักษณะของส่วนปลายหน่อ และโคนหน่อกลมมนสวย ส่วนปลายหน่อจะมีกาบใบหุ้มแน่น มีปลูกเชิงการค้าในจังหวัดนครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี
8. พันธุ์แอทลาส
เป็นพันธุ์ลูกผสมที่ให้ผลผลิตดี หน่อมีลักษณะยาวเรียวเสมอกัน กาบใบหุ้มแน่น มีปลูกเป็นเชิงการค้าเพียงเล็กน้อยในประเทศไทย

วิธีการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์
เนื่องจากเมล็ดพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ มี ราคาแพง เกษตรกรมักจะเก็บเมล็ดพันธุ์มาขยายเอง หลายรุ่น ดังนั้นจึงควรคัดต้นแม่พันธุ์ที่มีลักษณะดี โดยเป็นต้นที่ให้หน่อดี มีขนาดหน่อใหญ่ โดยปล่อยผลที่มี เมล็ดหน่อไม้ฝรั่งอยู่ภายใน ให้ผลแก่มีสีแดง นำไปขยี้ให้เปลือกหุ้มผลแตกออก นำมาล้างในน้ำสะอาด เปลือกหุ้มเมล็ดจะลอยขึ้นเหนือน้ำ ส่วนเมล็ดจะจมลง นำเมล็ดไว้ผึ่งลมไว้ 1-2 วัน ให้เมล็ดแห้ง คัดเมล็ดที่สมบูรณ์ทิ้ง เมล็ดพันธุ์ที่ได้ควรนำไปแช่ในน้ำอุ่นเพื่อกระตุ้นให้เมล็ดงอกได้ไวและสม่ำเสมอ โดยแช่น้ำอุ่น (ผสมน้ำร้อนกับ น้ำเย็น อัตราส่วน 1:1 ซึ่งมีอุณหภูมิเฉลี่ย 55 องศาเซลเซียส) นาน 30 นาที แล้วแช่น้ำเย็นทิ้งไว้ข้ามคืน เมื่อนำไปเพาะเมล็ดจะงอกได้ภายใน 10-14 วัน
เมล็ดพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งที่นำเข้าจากต่างประเทศ ควรดูวันบรรจุ และวันหมดอายุ ที่ข้างกระป๋อง แต่ถ้าเก็บพันธุ์เอง ควรรีบนำมาเพาะภายใน 1 เดือน ถ้าเก็บไว้ต่อควรใส่ถุงพลาสติกวางเก็บไว้ในตู้เย็นชั้นล่าง (ช่องแช ่ผักผลไม้) แล้วจึงทยอยนำมาเพาะต่อ

การเพาะกล้า
วิธีการเพาะกล้าหน่อไม้ฝรั่ง :
การเพาะกล้าในถุง เตรียมวัสดุเพาะกล้า ซึ่งประกอบด้วย ดินร่วน : ใบไม้ผุ : ขี้เถ้าแกลบ : ปุ๋ยอินทรีย์ อัตราส่วน 1:1:1:1 ผสมให้ เข้ากันและกรอกใส่ถุงดำขนาดกลาง รดน้ำให้ชุ่ม แล้วจึงหยอดเมล็ดลงไป หลุมละ 1 เมล็ด รดน้ำทุกวัน ควรวางถุงกล้าหน่อไม้ฝรั่งไว้กลางแจ้งให้รับแสงสว่างเต็มที่ เพื่อให้ต้นตั้งตรง เลี้ยงไว้ประมาณ 90-120 วัน แล้วจึงขนย้ายกล้าไปปลูกลงแปลงได้ ้การเพาะกล้าโดยตรงในแปลงเพาะ
เตรียมดินเป็นร่องแปลงสูง 30 เซนติเมตร ขนาดแปลงกว้าง 1 เมตร ยาว 10 เมตร ถ้าต้องเพาะกล้าสำหรับปลูกในพื้นที่ 1 ไร่ ควรทำแปลงเพาะกล้า จำนวน 8 แปลง ควรขุดยกร่องแปลงและพรวนดินให้ละเอียด เก็บเอาวัชพืชและกอหญ้าออกให้หมด พร้อมทั้งใส่อินทรีย์วัตถุประเภท เถ้าแกลบ:ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก อย่างละ 10 บุ้งกี๋ ผสมกับ ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ 15-15-15 หรือ 16-16-16 จำนวน 0.5 กิโลกรัม และปูนขาว หรือปูนโดโลไมท์ จำนวน 1-2 กิโลกรัม คลุกเคล้ากับดิน ในแปลงให้สม่ำเสมอ เกลี่ยผิวหน้าแปลงให้เรียบใช้ไม้ทำร่องลึก 2 เซนติเมตร ตามแนวขวางบนแปลง แต่ละร่องห่างกัน 15-20 เซนติเมตร แล้วหยอดเมล็ดลงในร่องให้เมล็ดห่างกัน 10 เซนติเมตร เพื่อไม่ให้ ต้นกล้าขึ้นแน่นและแย่งอาหารกัน ใช้ดินกลบบาง ๆ จากนั้นใช้ฟูราดาน 300 กรัม/แปลง หว่านกันแมลงมารบกวน ใช้ฟางหรือหญ้าแห้งสะอาดคลุมแปลง รดน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ เมล็ดจะงอกภายในเวลา 10-15 วัน เมื่อต้นกล้าเริ่มงอกยาว 2-3 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยเคมี เช่น ปุ๋ยยูเรีย หรือปุ๋ยแอมโมเนียซัลเฟต ผสมน้ำอัตรา 1 ช้อนแกงต่อน้ำ 1 บัว (10 ลิตร) รดทุก 7 วัน และหว่านปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 จำนวน 0.5 กิโลกรัม เมื่อกล้าอายุ 30 วัน ในแปลงกล้าต้องหมั่น ถอนหญ้า กำจัดวัชพืชไม่ให้แย่งอาหาร รวมทั้งควรฉีดสารป้องกันเชื้อรา เช่น ไดเทนเอ็ม 45 หรือไดโฟลาเทน หรือแมนโคเซป รวมทั้ง ฉีดพ่นสารฆ่าแมลงป้องกันหนอนกระทู้หรือเพลี้ยไฟ เช่น แลนเนท หรือธูรีไซด์ พ่นทุก 15 วัน กล้าหน่อไม้ฝรั่งอายุ 45-60 วัน สามารถย้ายกล้าไป ปลูกในแปลงในแปลงปลูกต่อไปได้

การปลูก
การเตรียมแปลงปลูก เนื่องจากหน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชอายุยาว ปลูกครั้งเดียวสามารถทยอยเก็บเกี่ยวได้นาน 3-5 ปี ดังนั้นควรไถพรวนย่อยดินให้ดี โดยเฉพาะแหล่งปลูกที่มีชั้นดินดานตื้น ต้องไถระเบิดชั้นดินดาน ปัจจุบันภาคเอกชนเริ่มมีแนวทางปฏิบัติในการเตรียมแปลงแบบใหม่ โดยมีการหว่านแกลบดิบบาง ๆ ทั่วทั้งผิวหน้าของแปลง ในอัตรา 10 ตัน/ไร่
และใช้รถขุด(แม็คโคร) ตักดินเดิมขึ้นมามีความลึก 1 เมตร เปรียบเหมือนกับการกลับดินชั้นล่างขึ้นมา ปรับปรุงให้มีคุณภาพดี เหมือนดินชั้นบน ใช้แทรกเตอร์ปาดผิวหน้าดินให้เรียบ และหว่านปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ขี้ไก่แกลบ อัตรา 15 ตันต่อไร่ ผสมกับขี้เถ้าแกลบ 5 ต้นต่อไร่ และใช้รถแทรกเตอร์ ผาน 3 พรวนย่อยดินและตากดินไว้นาน 2 เดือน หลังจากนั้นใช้รถไถพรวนดินและยกร่องแปลงปลูก
ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี แถบอำเภอดำเนินสะดวก และอำเภอบางแพ เกษตรกรยกร่องสวนขนาดกว้างบนแปลง 4-5 เมตร มีทางเดินของ แปลงข้างละ 0.5 เมตร ความยาวแปลง 50 - 100 เมตร และมีร่องน้ำ ด้านข้างกั้นแต่ละร่องแปลง ขนาดความกว้างร่องน้ำ 1.0-1.5 เมตร ไถดินให้ลึก 30-40 เซนติเมตร เก็บเศษหญ้า และวัชพืชออกให้หมด หว่านปูนเปลือกหอยไร่ละ 200 กิโลกรัม ตากดินไว้ 10-15 วัน และหว่านปุ๋ยคอกประเภทขี้ไก่ แกลบ หรือขี้เป็ด ไร่ละ 2 ตัน และย่อยดินให้ละเอียดโดยใช้รถไถดินตามขนาดเล็ก หรือใช้แรงงานคน จังหวัดอื่น ๆ เช่น จังหวัดนครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี (ยกเว้นอำเภอดำเนินสะดวก) รวมทั้งจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น กาสินธุ์ ฯลฯ ใช้วิธีปลูกแบบไร่ใช้รถแทรกเตอร์ชักร่องเป็นแถวปลูกคล้ายแถวปลูกอ้อย และอาศัยวิธีการให้น้ำผ่านข้างระหว่างแถวปลูกหน่อไม้ฝรั่ง โดยวิธีปล่อย ให้น้ำไหลผ่านตามร่องน้ำข้างแถวปลูก หรือเกษตรกรใช้ วิธีการให้น้ำแบบระบบสปริงเกอร์ บริเวณพื้นที่ด้านข้างที่ทำเป็นแถวปลูก ทำการพูนยกโคนขึ้นมาสูงจากร่องน้ำประมาณ 20-30 เซนติเมตร มีการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ชนิดขี้ไก่แกลบ หรือขี้เป็ด ไร่ละ 2 ตัน หว่านปูนขาวเพื่อปรับสภาพความเป็นกรดในดิน อัตรา 200 กิโลกรัม/ไร่

การจัดระยะปลูก
ควรปลูกแบบแถวเดี่ยว ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 0.5 เมตร และระยะระหว่างแถว 1.0 - 1.5เมตร

การเตรียมหลุมปลูก
ใช้จอบขุดทำหลุมปลูกในแปลงที่เตรียมไว้ โดยขุดหลุมลึก 15-25 เซนติเมตร หลุมกว้าง 20 เซนติเมตร รองกันหลุมด้วยฟูราดาน เพื่อป้องกัน
แมลงในดิน ใช้อัตรา 1 ช้อนชาต่อหลุม และปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตรา 1 ช้อนชาต่อหลุม รวมทั้งใส่ปุ๋ยคอก หรือขี้เถ้าแกลบผุ
อัตรา 2 กำมือต่อหลุม คลุกเคล้ารองกันหลุม

การปลูก

ปลูกหลุมละ 1 ต้นโดยพยายามแผ่รากของต้นกล้า ไม่ให้ขดอยู่เป็นกระจุก แล้วกลบดินรอบโคนต้นหนา 3-4 เซนติเมตร หรือพยายามพูนดิน
รอบโคนต้นให้เหนือระดับดินบนแปลงเล็กน้อย จึงกดดินรอบ ๆ โคนต้นกล้าให้แน่น รดน้ำให้พอชื้น

การย้ายต้นกล้าหน่อไม้ฝรั่งลงปลูกในแปลง
เลือกต้นกล้าอายุ 3-4 เดือนมีความแข็งแรง สมบูรณ์ ต้นใหญ่ มีรากมาก ถ้าเป็นต้นกล้าที่ย้ายปลูกอยู่ในถึงพลาสติกอยู่แล้ว สามารถย้ายปลูกได้ทันที
ตัดยอดด้านบนของต้นกล้าหน่อไม้ฝรั่งให้เหลือความสูงของต้น 15 เซนติเมตร แช่ส่วนรากและโคนของต้นหน่อไม้ฝรั่ง ในน้ำสะอาด ผสมสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น เบนเลท หรือไดโฟลาแทน อัตรา 1 ช้อนชาต่อน้ำ 20 ลิตร นาน 15 นาที เวลาที่เหมาะสมที่จะย้ายกล้าควรเป็นช่วงที่มีแดดอ่อน ๆ เวลาบ่ายใกล้เย็น

การดูแลรักษา
การให้น้ำ
-ใช้เรือรดน้ำติดเครื่องยนต์วิ่งไปตามร่องน้ำ
-ใช้ระบบติดสปริงเกอร์พ่นน้ำเป็นละอองฝอย
-ใช้วิธีเปิดน้ำเข้าทางท่อให้ไหลเข้ามาในร่องระบายน้ำข้างแถวปลูก

หลักการให้น้ำ
ควรให้ผิวหน้าดินชื้น แต่อย่าให้จนดินเฉอะแฉะ เพราะถ้าแปลงปลูก เป็นดินเหนียว จะทำให้ปริมาณผลผลิตของหน่อไม้ฝรั่งลดลง
หน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชที่ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้ผลผลิตดี
หน่อไม้ฝรั่งที่ได้รับน้ำไม่สม่ำเสมอ จะมีคุณภาพของหน่อไม่ดี โดยจะมีเส้นใย (ไฟเบอร์) มาก หน่อจะเหนียวทำให้คุณภาพในการบริโภคจะด้อยลง

การใส่ปุ๋ย
ปุ๋ยอินทรีย์ ถึงแม้ว่าเกษตรกรจะใส่ไปแล้วในตอนเตรียมดิน แต่เนื่องจากหน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชอายุยาว และเก็บผลผลิตไปทุก 2 เดือน สภาพดินในแปลงปลูกจะยุบตัวลง ทำให้รากตื้นไม่มีประสิทธิภาพใน การหาอาหาร ทำให้ลำต้นล้มง่าย เกษตรกรจำเป็นต้องใส่ ปุ๋ยอินทรีย์กลบโคนต้นให้สูงในระดับที่ช่วยให้ทรงต้นแข็งแรง ได้แก่ ปุ๋ยขี้ไก่แกลบ ปุ๋ยขี้เป็ด ขี้หมู หรือปุ๋ยอินทรีย์หมักจากเศษพืช อัตรา 0.5 -1 ตัน/ไร่
ปุ๋ยเคมี แบ่งใส่ตามระยะเวลาการเจริญเติบโต ดังนี้
* หลังย้ายกล้า 10-15 วัน ใส่ปุ๋ยเคมีแอมโมเนียซัลเฟต (21-0-0) อัตรา 15 กรัม/หลุม หรือ 30 กิโลกรัม/ไร่ เมื่ออายุครบ 1 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตรา 15 กรัม/หลุม
หรือ 30 กิโลกรัม/ไร่ และใส่ซ้ำทุกเดือน
* ในช่วงที่เกษตรกรพักต้นแม่ โดยการบำรุงต้นหน่อไม้ฝรั่งด้วยปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยเคมีแล้ว ควรงดการเก็บเกี่ยวหน่อไม้ฝรั่งในช่วงดังกล่าวด้วย เพื่อป้องกันไม้ให้ต้นแม่โทรมเร็วเกินไป
* ในช่วงเตรียมแปลง ควรใช้สารควบคุมวัชพืช เพื่อป้องกันไม่ให้เมล็ดหญ้า งอก เมื่อต้นหน่อไม้ฝรั่งเจริญเติบโตขึ้นมาแล้ว ควรใช้แรงงานกำจัดวัชพืช แทนการใช้สารเคมี เนื่องจากกอของหน่อไม้ฝรั่งที่โตแล้วทรงพุ่มมักจะชนกัน การใช้สารเคมีจะทำให้ชะงักการเจริญเติบโต เกษตรกรมักนิยมกำจัดวัชพืช โดยการใช้เสียมมือเล็ก ๆ ขุดเพื่อเก็บเศษหญ้าและวัชพืชไปพร้อม ๆ กับการแต่งต้น
* ในช่วงที่พักต้นแม่(ทุก 2 เดือน) ควรงดการให้น้ำ รอให้ดินหมาด ก่อนจึงกำจัดวัชพืช เพราะทำให้ขุดรากและลำต้นใต้ดินขึ้นมาได้หมด

เทคนิคที่ควรทราบ
การพักต้น
เนื่องจากต้นหน่อไม้ฝรั่งมีการเจริญเติบโต แตกหน่อและกิ่งก้านเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าต้นเหนือดินแน่นเกินไป จะแย่งน้ำและอาหารกันเอง และทำให้เกิดร่มเงามากเกินไป แสงสว่างส่องไม่ถึงผิวหน้าดิน ทำให้หน่อที่เกิดใหม่มีขนาดเล็ก ผอมยาว และมีสีขาวมากกว่าสีเขียว ถ้ามีจำนวนต้นแม่ต่อกอน้อยเกินไป จะสร้างอาหารสะสมไม่เพียงพอ จะมีผลทำให้หน่อมีขนาดเล็กเช่นกัน เมื่อเก็บเกี่ยวหน่อไม้ฝรั่งไปแล้วนาน 2 เดือน ต้นหน่อไม้ฝรั่งเริ่มโทรม ผลผลิตจะเริ่มลดลง และหน่อมีขนาดเล็กลงไปเรื่อย ๆ จึงจำเป็น ต้องตัดแต่งต้น และพักต้นไว้ โดยการถอนแยกต้นที่เหลือง และโทรมเป็นโรค หรือถูกแมลงรบกวนทิ้ง คัดเลือกต้นที่แข็งแรงต่อกอไว้ 4-5 ต้น เลี้ยงไว้เป็นต้นแม่ ระยะเวลาการพักต้นแต่ละครั้งอยู่ระหว่าง 20-30 วัน
การพักต้นนี้เกษตรกรต้องงดการเก็บเกี่ยวผลผลิตด้วย จึงต้อง วางแผนในการพักต้น โดยต้องไม่พักต้นพร้อม ๆ กัน เพื่อจะได้มีบางแปลงเก็บผลผลิตขายได้ และบางแปลงพักต้น เพื่อจะได้มีรายได้หมุนเวียนได้ตลอดปี

การพูนดินกลบโคนต้น
เป็นวิธีการที่จำเป็นในการปลูกหน่อไม้ฝรั่งหน่อเขียว เพราะสภาพดิน ที่ยุบตัวลงจากการเข้าไปทำงานของเกษตรกรในแปลง ระหว่างการถอน เก็บเกี่ยวผลผลิต การพูนโคนต้นหน่อไม้ฝรั่ง ควรทำควบคู่ไป กับการใส่ปุ๋ยทุกครั้ง เพื่อเป็นการประหยัดแรงงาน และทำให้หน่อ ที่เกิดใหม่มีความสมบูรณ์ และมีคุณภาพหน่อที่ดี

โรคที่สำคัญของหน่อไม้ฝรั่ง
โรคใบเทียมร่วง (Cercospora blight Branches spot)
โรคต้นไหม้ (Stem blight)
โรคแอนแทรกโนส (Anthracnose)
โรคเน่าเปียก (Wet rot)

โรคใบเทียมร่วง
ลักษณะอาการ
แผลสีม่วงอมน้ำตาลหรือม่วงแดงกลม ตรงกลางสีเทา ต่อมาแผล จะขยายใหญ่เป็นสีน้ำตาล อาการดังกล่าวพบเกิดขึ้นที่ปลายกิ่ง ทำให้ใบแห้งร่วง กิ่งแห้ง ยืนต้นตาย
เชื้อสาเหตุ
เกิดจากเชื้อรา (Cercospora asparagi Sacc)
การแพร่ระบาด
เกิดระบาดมากในไดูฝน สปอร์แพร่กระจายโดยน้ำฝน ลม มักเกิด ระบาดพร้อมหรือร่วมกับโรคต้นไหม้
การป้องกันกำจัดด้วยสารเคมี
* ชื่อสามัญ Benomyl ชื่อการค้า Benlate-OD 50 % wp อัตราการใช้ 15 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7 วัน
* ชื่อสามัญ Copper oxychloride ชื่อการค้า Cupravit Forte 50 wp Cuprox 87 % wp อัตราการใช้ 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7 วัน

โรคต้นไหม้
ลักษณะอาการ
ลำต้นเป็นแผลสีน้ำตาล รูปรียาวเป็นเคียว ลำต้นเมื่อแผล กระจายกว้างขึ้นจะทำให้ลำต้นใหม่แห้งเป็นทางยาว อาจพบโรคนี้ทั้งที่โคนต้น กิ่ง ก้าน และใบ ทำให้ใบร่วง ต้นแห้งตายในที่สุด
เชื้อสาเหตุ
เกิดจากเชื้อรา Phomopsis sp.
การแพร่ระบาด
สปอร์ของเชื้อราแพร่กระจายในช่วงไดูฝน อากาศมีความชื้นสูง สปอร์ ถูกน้ำฝนชะและลมพาจากต้นเป็นโรคไปยังต้นปกติ
การป้องกันกำจัด
* ชื่อสามัญ Cabendazim ชื่อการค้า Bentox 50%wp,
Derrosan 60%wp,Bavistin 50%wp
Bavisan 50%wp อัตราการใช้ 20 กรัมต่อนำ้ 20 ลิตร    พ่นทุก 7 วัน
* ชื่อสามัญ Copper oxhlorideชื่อการค้า Cupravit
Cuprox    อัตราการใช้ 40 กรัมต่อนำ้ 20 ลิตรพ่นทุก 7 วัน

โรคแอนแทรกโนส
ลักษณะอาการ
แผลมีสีน้ำตาลเป็นวงกลมซ้อนกัน ขอบแผลรอบนอกช้ำสีเขียวเข้ม แผลยุบลงตามความยาวของลำต้น เชื้อราเจริญออกมาเป็นตุ่มสีดำ ตามแนววงกลมที่ซ้อน ๆ กัน ต้นเป็นโรคจะแห้งตาย
เชื้อสาเหตุ
เกิดจากเชื้อรา (Colletotrichum sp.)
การแพร่ระบาด
ระบาดรุนแรงในฤดูฝน ความชื้นในอากาศสูง สปอร์ถูกชะโดยน้ำฝนหรือลม พาไปยังต้นปกติที่อยู่ข้างเคียง

การป้องกันกำจัด
*ชื่อสามัญ Benomyl ชื่อการค้า Benlate-OD 50%wp    อัตราการใช้ 15 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7 วัน
*ชื่อสามัญ Copper oxychloride ชื่อการค้า Cupravit Forte 50 wp, Cuprox 87% wp อัตราการใช้ 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7 วัน

โรคเน่าเปียก
ลักษณะอาการ
มีแผลฉ่ำน้ำสีเขียวเกิดที่ปลายยอดของต้นอ่อน เชื้อราสร้างเส้นใย สีเทาอ่อนยื่นออกมาเป็นก้าน ที่ปลายก้านมีสีดำเล็ก ๆ
เชื้อสาเหตุ
เกิดจากเชื้อรา (Choanephora sp.)
การแพร่ระบาด
ระบาดรุนแรงกับต้นอ่อนของหน่อไม้ฝรั่งในช่วงที่มีฝนตกชุก ที่ ี่สภาพอากาศมีความชื้นสูง จะทำให้หน่อมีอาการเน่าลุกลามรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อมีแดดออกสลับกับฝนตก
การป้องกันกำจัด
*ชื่อสามัญ Triforin ชื่อการค้า Saprol 20%EC อัตราการใช้ 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตรพ่นทุก 5-7 วัน
*ชื่อสามัญ Thiabendazole ชื่อการค้า    Pronto 45% wp    อัตราการใช้ 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรพ่นทุก 5-7 วัน

แมลงที่สำคัญและการป้องกันกำจัด
หนอนกระทู้หอม
ชื่ออื่น ๆ หนอนหลอดหอม หนอนหนังเหนียว, Beet armyworm, Lessew armyworm
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Spodopter exigua (Hiibner)
วงศ์ : Noctuidae
อันดับ : Lepidoptera
รูปร่างลักษณะและชีวประวัติ
หนอนกระทู้หอมมีลำตัวอ้วน ผนังลำตัวเรียบ มีหลายสี เช่น เขียวอ่อน เทาปนดำ น้ำตาลดำ น้ำตาลอ่อน ด้านข้างจะมีแถบสีขาวพาดตามลำตัว หนอนมีการเจริญเติบโต 6 ระยะ โตเต็มที่ขนาด 2.5 เซนติเมตร
การแพร่กระจายและฤดูกาลระบาด
พบระบาดตามแหล่งปลูกผัก เช่น จังหวัดราชบุรี และระบาดในจังหวัดใกล้เคียง เช่น กรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ปทุมธานี กาญจนบุรี และประจวบคีรีขันธ์ แหล่งปลูกผักดังกล่าวมีการระบาดของหนอนกระทู้หอมเป็นประจำ และมักระบาดรุนแรงในช่วง ฤดูร้อน
พืชอาหาร
หนอนกระทู้หอมทำลายพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจมากมายหลายชนิด ไม้ผล พืชไร่ และไม้ดอก ได้แก่ พืชตระกูลกะหล่ำ หอมใหญ่ หน่อไม้ฝรั่ง มันเทศ กระเจี๊ยบเขียว ฯลฯ
การป้องกันกำจัด
1. การใช้เชื้อจุลินทรีย์ ที่แนะนำให้ใช้ในการป้องกันกำจัด 2 ชนิด คือ
1.1 ไวรัส (NPV) ของหนอนกระทู้หอมของกรมวิชาการเกษตร อัตรา 30 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร สะปอต-เอ็กซ์ อัตรา 6-10 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร ผสมกับสารจับใบในอัตราตามฉลาก พ่นในช่วงเวลาเย็นทุก 5 วันต่อครั้ง
1.2 เชื้อแบคทีเรีย Bt. เช่น เซนทารี เดลฟิน แบคโทสปิน เอ็ซพี ฟลอร์แบค ดับบลิวดีจี ได้เม่ลดีเอฟ อัตรา 60-80 กรัม/น้ำ 20 ลิตร พ่นช่วงเวลาเย็นทุก 5 วันต่อครั้ง
2. สารสกัดสะเดา อัตรา 100 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร พ่นเมื่อพบหนอนกระทู้หอมระบาด
3. สารฆ่าแมลง ที่แนะนำให้ใช้กับหนอนกระทู้หอม ได้แก่ ไดอะเฟน ไทยูรอน
(โปโล 25% SC) เทบูฟิโนไซด์ (มินิค 20%F) คลอร์ฟินาเพอร์ (แรมเพจ 10%EC) ฟลูเฟนนอน ซูรอน (แคสเคด 5%SC)

หนอนเจาะสมอฝ้าย
ชื่ออื่น ๆ หนอนเจาะสมออเมริกัน หนอนเจาะฝักข้าวโพด หนอนเจาะผลมะเขือเทศ
Cotton Bollworm, American bollworm, Corn earworm
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Helicoverpa armigera (HiiBner)
วงศ์ : Noctuidae
อันดับ : Lepidoptera
การแพร่กระจายและฤดูกาลระบาด
หนอนเจาะสมอฝ้ายพบระบาดในอัฟริกาและเอเซีย ในเมืองไทย หนอนชนิดนี้ระบาดรุนแรงทั่วทุกแห่ง เนื่องจากหนอนเจาะสมอฝ้ายมีพืชอาหารมากมาย ที่สำคัญทางเศรษฐกิจ จึงทำให้พบการทำลายเสมอในแปลงพืชดังกล่าว
พืชอาหาร
หนอนเจาะสมอฝ้ายมีพืชอาหารมากมายทั้งพืชผัก ไม้ผล ไม้ดอก และพืชไร่ ได้แก่ ถั่วลันเตา ถั่วฝักยาว พริก มะเขือเทศ หน่อไม้ฝรั่ง กระเจี๊ยบเขียว ฯลฯ
การป้องกันกำจัด
1. เชื้อจุลินทรีย์ไวรัส NPV ของหนอนเจาะสมอฝ้าย อัตรา 30 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 5 วัน เมื่อพบแมลงระบาดในช่วงเวลาเย็น โดยผสมกับสารจับใบเป็นวิธีที่พบว่าให้ผลดีในการป้องกันกำจัด
2. สารฆ่าแมลงประเภทกลุ่มไพรีทรอยด์ เช่น แลมบ์ดาไซฮาโลทริน (คาราเต้ 2.5%EC) ไซเพอร์เมทริน (ริมคอร์ด 25%EC) ไซฟลูทริน (ไบทรอยด์ 10%EC) หรือสารระงับการลอกคราบคลอร์ฟลูอาซูรอน (อาทาบรอน 5%EC) และสารกลุ่มอื่น ๆ คือ ไซเพอร์เมทริน/ฟอสซาโลน (พาร์ซอน 6.25%/22.5%EC) อย่างใดอย่างหนึ่งโดยใช้อัตราตามคำแนะนำการป้องกันกำจัดแมลงและสัตว์ศัตรู พืช พ่นทุก 5 วัน จนกว่าการระบาดลดลง

หนอนกระทู้ผัก
ชื่ออื่น ๆ หนอนกระทู้ยาสูบ หนะนกระทู้ฝ้าย หนอนรัง, Common cutworm, Tobacco cutworm, Cotton worm, Cotton leaf worm, Fall armyworm
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Spodoptera litura(Fabricius)
วงศ์ : Noctuidae
อันดับ : Lepidoptera
การแพร่กระจายและไดูกาลระบาด
หนอนกระทู้ผักพบทั่วทุกภาคของประเทศไทย มักพบระบาดทั่ว ๆ ไปตลอดปีไม่จำกัดไดูกาล
พืชอาหาร
แมลงชนิดนี้มีพืชอาศัยกว้างมาก เช่นเดียวกับหนอนกระทู้หอม
การป้องกันกำจัด
1. วิธีกลโดยเก็บกลุ่มไข่และหนอนทำลายวิธีนี้พบว่าได้ผลดี และลดการระบาดลดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. การใช้เชื้อจุลินทรีย์ ได้แก่ ไวรัส NPV ของหนอนกระทู้ผัก อัตรา 30 มล./น้ำ 20 ลิตร ผสมสารจับใบอัตราตามฉลาก ฉีดพ่นในช่วงเวลาเย็นทุก 5 วัน เมื่อพบหนอนระบาด
3. สารฆ่าแมลง ดูตามคำแนะนำที่ใช้ในหนอนกระทู้หอม

หนอนคืบ

ชื่ออื่น ๆ หนอนเขียว หนอนคืบ หนอนเขียวคืบ Cabbage looper, Cabbage Semi-looper
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Trichoplusia ni Hiibner
วงศ์ : Noctuidae
อันดับ : Lepidoptera
การแพร่กระจายและฤดูกาลระบาด
หนอนคืบเป็นแมลงศัตรูที่พบตามแหล่งปลูกทั่ว ๆ ไปในประเทศไทย เช่น จังหวัดราชบุรี นครปฐม กรุงเทพฯ เพชรบุรี นนทบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี สิงห์บุรี นครนายก ชัยนาท ประจวบคีรีขันธ์ ฉะเชิงเทรา ส่วนใหญ่จะระบาดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม
พืชอาหาร
หนอนคืบสามารถทำลายในพืชผักและพืชอื่น ๆ ได้หลายชนิดที่สำคัญ ได้แก่ กะหล่ำปลี หน่อไม้ฝรั่ง คื่นช่าย คะน้า ผักกาดขาว ฯลฯ
การป้องกันกำจัด
การใช้สารฆ่าแมลง หากพบหนอนคืบผักระบาด พ่นด้วย อะบาเม็กติน (เวอร์ทิเม็ค 1.8%EC แบคทีเรีย(Bt.) เดอะเฟนไทยูรอน (โฟโล 25%SC) คลอร์ฟินาเมอร์ (แรมเพจ 10%SC) ฟิโปรนิล (แอสเซนด์ 5%SC) เป็นต้น โดยแนะนำให้มีการฉีดพ่นสลับ

เพลี้ยไฟฝ้าย
ชื่ออื่น ๆ Cotton thrips
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Thrips palmi karny
การแพร่กระจายและฤดูกาลระบาด
เพลี้ยไฟฝ้ายพบครั้งแรกในฝ้ายและยาสูบที่เกาะสุมาตรา ชวา และอินเดีย มีเขตแพร่กระจายทั่วไปในแถวเอเซียใต้ และตะวันออกเฉียงใต้มานานแล้ว
เพลี้ยไฟฝ้ายพบทำลายพืชได้เกือบตลอดปี และพบต่ำในช่วงไดูฝน การระบาดมักพบเสมอในช่วงไดูร้อนหรือช่วงที่มีอากาศแห้งแล้วฝนทิ้งช่วงเป็น เวลานาน
พืชอาหาร
เพลี้ยไฟฝ้ายเป็นแมลงศัตรูที่มีพืชอาหารที่สำคัญทางเศรษฐกิจมากมายหลายชนิด ได้แก่ ในพืชผัก เช่น มะเขือเปราะ แตงโม แตงกวา หน่อไม้ฝรั่ง ในไม้ผล เช่น มะม่วง ส้มโอ องุ่น ฯลฯ
การป้องกันกำจัด
1. รองก้นหลุมเวลาหยอดเมล็ดหรือย้าย อัตรา 5 กรัม/หลุม สามารถป้องกันเพลี้ยไฟและแมลงปากดูดอื่น ๆ ได้ประมาณ 20 วัน
2. การป้องกันกำจัดวิธีกล โดยการติดกับดักกาวเหนียวสีฟ้า จำนวน 80 กับดักต่อไร่ พบว่ามีประสิทธิภาพในการดักจับเพลี้ยไฟชนิดนี้ ได้เป็นอย่างดีและสามารถลดการระบาดลงได้
3. หากมีการระบาดของเพลี้ยไฟพ่นด้วยสารฆ่าแมลงคาร์โบซัลแฟน (ฟอสซ์ 20%EC) เมทิโอคาร์พ (เมซูโรล 50%wp) โปรธิโอฟอส (ไตกุไธออน 50%EC) เพนโปรพาทริน (คาริตอล 10%EC) ฟอร์โมไทออน (แอนธิโอ 33%EC) อิมิดาคลอพริด (คอนฟิดอร์ 10%SL) เบนฟูราคารีพ (ออนคอล 20%EC) อีโทเฟนพรอกซ์ (เพอร์มิท 5%EC) หรือฟิโปรฟิล (แอสเซนด์ 5%SC) อย่างใดอย่างหนึ่งโดยวิธีการพ่นสลับด้วยช่วงพ่น 5 วัน ต่อครั้งจนกว่าการระบาดลดลง

เพลี้ยไฟหอม
ชื่ออื่น ๆ เพลี้ยไฟมันฝรั่ง Potato thrips, Onion thrips
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Thrips tabaciLindeman
การแพร่กระจายและฤดูกาลระบาด
สำหรับในประเทศไทยพบทุกแหล่งที่มีการปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ส่วนในต่างประเทศพบในที่มีภูมิอากาศคล้ายคลึงกับประเทศไทย ได้แก่ ประเทศในแถวเอเซีย ปัจจัยที่สำคัญต่อการระบาดของเพลี้ยไฟ ได้แก่ ฝน และอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส ซึ่งจะลดการเคลื่อนย้าย และการระบาดของเพลี้ยไฟลงได้มากในช่วงเดือนที่มีการ ระบาดมากสุด ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-พไษภาคม
พืชอาหาร
หน่อไม้ฝรั่ง หอม กระเทียม ฝ้าย ทานตะวัน บวบ น้ำเต้า ปอ มะเขือ ฯลฯ
การป้องกันกำจัด
1. กับดักกาวเหนียวสีเหลือง อัตรา 80 กับดัก/ไร่ ติดตั้งในแปลงหน่อไม้ฝรั่งสูง 1 เมตร จะช่วยในการทำนายการะบาดและลดจำนวนประชากรของเพลี้ยไฟได้ดี
2. สารสกัดสะเดา 0.1% อัตรา 100 มล./น้ำ 20 ลิตร พ่นเมื่อพบการระบาดทุก 5 วัน จนกว่าการระบาดจะลดลง
3. สารฆ่าแมลง คาร์โบซัลแฟน (มอสซ์ 20%EC) ฟิโพรฟิล (แอสเซนด์ 5%SC) หรือ อิมิดาคลอพริด (คอนฟิดอร์ 10%SL) พ่นเมื่อพบการระบาดทุก 5 วัน จนกว่าการระบาดจะลดลง

การคัดเกรด
เกรดที่บริษัทกำหนดขึ้นเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการรับซื้อ ได้แก่
* เกรด A ตูม ราคารับซื้อกิโลกรัมละ 52.61 บาท
* เกรด A บาน ราคารับซื้อกิโลกรัมละ 42-48 บาท
* เกรด B ราคารับซื้อกิโลกรัมละ 30-35 บาท
และตกเกรด ซึ่งบริษัทไม่รับซื้อ แต่จะมีพ่อค้าในท้องถิ่นเป็นผู้รับซื้อ ราคากิโลกรัมละ 7-27 บาท ทั้งนี้มีการแบ่งเกรดย่อยของหน่อตกเกรดเหล่านี้ โดยพ่อค้าในท้องถิ่นอีกครั้งหนึ่ง หลังจากคัดเกรดแล้ว บริษัทรับซื้อหน่อไม้ฝรั่งจะนำผลผลิตเข้าไปเก็บในรถห้องเย็น ซึ่งจะจอดรับผลผลิตตามจุดต่าง ๆ ในแหล่งปลูก โดยเก็บรักษาผลผลิตที่อุณหภูมิ 10-12 องศาเซลเซียส จนกว่าจะถึงโรงงานบรรจุกระป๋องเพื่อส่งออกต่อไป

การแปรรูป
ผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากผลผลิตหน่อไม้ฝรั่ง ได้แก่
1. หน่อไม้ฝรั่งบรรจุกระป๋อง
2. น้ำหน่อไม้ฝรั่ง
3. หน่อไม้ฝรั่งแช่แข็ง
4. ซุปหน่อไม้ฝรั่ง
5. หน่อไม้ฝรั่งดอง

การปลูกผักกวางตุ้ง

การเตรียมดิน
   เนื่องจากผักกาดเขียวกวางตุ้งเป็นผักที่มีระบบรากตื้น ดังนั้นในการเตรียมดินควรขุดไถดินให้ลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร แล้วทำการตากดินทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วัน ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายตัวแล้วให้มาก คลุกเคล้าให้เข้ากันดี แล้วทำการไถพรวนให้ดินละเอียด ในกรณีที่ดินมีสภาพเป็นกรดก็ควรใส่ปูนขาวเพื่อปรับระดับ pH ของดินให้เหมาะสม ขนาดของแปลงปลูกกว้าง 1 เมตร ยาวประมาณ 10 เมตร หรือ ตามความเหมาะสม


การปลูก  ในการปลูกผักกาดเขียวกวางตุ้งนิยมทำกัน 2 วิธีด้วยกัน คือ

        1.  การปลูกแบบหว่านแมล็ดโดยตรง วิธีนี้นิยมใช้ในการปลูกแปลงที่ยกร่อง มีร่องน้ำกว้าง และพื้นที่ควรมีการเตรียมอย่างดี และเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ผักกาดเขียวกวางตุ้งมีขนาดเล็กมาก ดังนั้นก่อนหว่านควรผสมกับทรายเสียก่อน โดยใช้เมล็ดพันธุ์ 1 ส่วนผสมกับทรายสะอาด 3 ส่วน แล้วหว่านให้กระจายทั่วแปลงสม่ำเสมอแล้วหว่านกลบด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักหนาประมาณ 1/2-1 เซนติเมตร หลังจากนั้นคลุมด้วยฟางข้าวบางๆ เพื่อช่วยเก็บรักษาความชุ่มชื้นในดิน เสร็จแล้วรดน้ำให้ชุ่มหลังจากงอกได้ประมาณ 20 วัน ควรทำการถอนและจัดให้มีระยะระหว่างต้น 20-25 เซนติเมตร

        2.  การปลูกแบบโรยเมล็ดเป็นแถว การปลูกวิธีนี้หลังจากเตรียมดินแล้วจึงทำร่องลึกประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร ให้เป็นแถวโดยให้ระยะระหว่างแถวห่างกัน 20-25 เซนติเมตร นำเมล็ดพันธุ์ผสมกับทราย แล้วทำการโรยหรือหยอดเมล็ดเป็นแถวตามร่อง แล้วกลบด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักบางๆ คลุมด้วยฟางข้าวบางๆ รดน้ำให้ชุ่มด้วยสม่ำเสมอ หลังจากปลูกได้ประมาณ 20 วัน หรือต้นกล้ามีใบ 4-5 ใบ จึง่ทำการถอนแยกในแถว โดยพยายามจัดระยะระหว่างต้นให้ห่างกันประมาณ 20-25 เซนติเมตร ให้เหลือหลุมละ 1 ต้น

การดูแลรักษา
การให้น้ำ  เนื่องจากผักกาดเขียวกวางตุ้งเป็นผักที่ต้องการน้ำมาก และมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเกษตรกรจะต้องให้น้ำอย่างพึงพอและสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง โดยใช้ระบบพ่นฝอยหรือใช้สายยางติดหัวฝักบัว อย่าให้ผักกาดเขียวกวางตุ้งขาดน้ำในระยะการเจริญเติบโต เพราะจะทำให้ผักกาดเขียวกวางตุ้งชะงักการเจริญเติบโตได้

        การใส่ปุ๋ย เนื่องจากผักกาดเขียวกวางตุ้งเป็นผักกินใบและก้านใบ ดังนั้นการใส่ปุ๋ยควรใช้ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) หรือแอมโมเนียมซัลเฟต อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นการเร่งการเจริญเติบโตทางใบและก้านใบให้เร็วขึ้น หรือใช้ปุ๋ยสูตร 20-11-11 หรือสูตรใกล้เคียง ในอัตรา 30-50 กิโลกรัมต่อไร่ หลังจากใส่ปุ๋ยทุกครั้งควรมีการราดน้ำตามทันที อย่าให้ปุ๋ยตกค้างสำหรับการพรวนดินและกำจัดวัชพืช ควรทำให้ระยะแรกพร้อมกับการถอนแยก

การเก็บเกี่ยว
อายุการเก็บเกี่ยวของผักกาดเขียวกวางตุ้งค่อนข้างเร็ว คือ ประมาณ 35-45 วัน การเก็บเกี่ยวโดยเลือกต้นที่มีขนาดใหญ่ตามต้องการ แล้วใช้มีดคมดๆ ตัดที่โคนต้ แล้วทำการตัดแต่งใบนอกที่แก่หรือใบที่ถูกโรคหรือแมลงทำลายออก หลังจากตัดแต่งแล้วจึงบรรจุภาชนะเพื่อส่งจำหน่ายตลาดต่อไป

        สำหรับการเก็บรักษา เนื่องจากผักกาดเขียวกวางตุ้งเป็นผักอวบน้ำ ดังนั้นการเก็บรักษาจึงควรเก็บไว้ในที่อุณหภูมิต่ำประมาณศูนย์องศาเซลเซียสที่ความชื้นสัมพัทธ์ 95 เปอร์เซ็นต์ จะสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานถึง 3 สัปดาห์

โรคและแมลง
โรคและแมลงที่เข้าทำลายผักกาดเขียวกวางตุ้งส่วนใหญ่เป็นชนิดเดียวกับที่เข้าทำลายพวกผักกาดขาว คะน้า กะหล่ำปลี และผักกาดหอม ซึ่งมีดังนี้

        โรคเน่าคอดิน  สาเหตุเกิดจากเชื้อรา Pythium sp. หรือ Phytophthora sp. เป็นโรคที่เกิดขึ้นในแปลงปลูกผักกาดเขียวกวางตุ้งที่หว่านเมล็ดแน่นเกินไป อับลม และต้นเบียดกันแน่นแสงแดดส่องไม่ถึงโคนต้น ถ้าในแปลงมีเชื้อโรคอยู่แล้วต้นกล้า จะเกิดอาการเป็นแผลช้ำที่โคนต้นระดับดินเนื้อเยื่อตรงแผลจะเน่าและแห้งไปอย่างรวดเร็ว ถ้าถูกแสงแดดทำให้ต้นกล้าหักหรือพับ เพราะมีแผลช้ำที่โคนต้นระดับดิน ต้นจะเหี่ยวตายในเวลารวดเร็วบริเวณที่เป็นโรคจะค่อยๆ ขยายวงกว้างออกไปเป็นวงกลมกว้างขึ้น ภายในวงกลมที่ขยายออกไปจะไม่มีต้นกล้าเหลืออยู่เลย ส่วนต้นที่โตแล้วจะค่อยๆ เหี่ยวตายไป

        การป้องกันกำจัด บนแปลงปลูกควรมีการระบายน้ำที่ดี ไม่ควรหว่านเมล็ดผักแน่นเกินไป ใช้ยาป้องกันกำจัดเชื้อราละลายน้ำในอัตราความเข้มข้นน้อยๆ ราดลงไปบนผิวดินบนแปลงให้ทั่วสัก 1-2 ครั้ง เช่น เทอราคลอเบนฟอร์ด ซึ่งเป็นยาป้องกันกำจัดเชื้อราในดินโดยตรงจะได้ผลยิ่งขึ้น หรือจะใช้ริคโดมิล เอ็มแซด 72 ละลายน้ำรดก็ได้ผลดี

        โรคใบจุดของผักกวางตุ้ง  สาเหตุเกิดจากเชื้อรา Alternaria brasaiciala อาการจะปรากฎที่ใบล่างของลำต้น โดยเริ่มแรกพบเป็นจุดสีเหลืองซีดขนาดเล็ก ต่อมาแผลจะขยายใหญ่ขึ้น และแห้งเป็นสีน้ำตาลอ่อน มีลักษณะค่อนข้างกลม ที่บริเวณแผลจะพบเชื้อขึ้นเป็นวงสีดำซ้อนกันอยู่ แผลเหล่านี้เมื่อรวมกันก่อให้เกิดอาการใบไหม้

        การป้องกันกำจัด คลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารเคมี ไธแรม, มาเน็บ 2-3 กรัมต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม เก็บใบล่างที่แสดงอาการไปเผาทำลาย หรือฉีดพ่นด้วยสารเคมีแมนโคเซปหรือไปโปรไดโอน ในอัตรา 20-30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร เมื่อพบอาการ โดยฉีดพ่นทุก 15 วัน

        โรคราน้ำค้างของผักกวางตุ้ง  สาเหตุเกิดจากเชื้อรา Peronospora parasitica  อาการจะปรากฏเป็นจัดสีขาวซีดบนใบ ต่อมาแผลขนาดใหญ่ขึ้นแผลซีดสีฟางข้าว ยุบตัวลง แผลมีขนาดรูปร่างไม่แน่นอน เมื่อพลิกดูใต้ใบ ในตอนเช้าที่มีอากาศชื้นจะพบส่วนของเชื้อเจริญเป็นขุยสีขาวฟูขึ้นบริเวณใต้แผลอาการมักเริ่มแสดงที่ใบล่างๆ ก่อนแล้วจึงลุกลามสู่ใบที่อยู่ถัดขึ้นมา หากเป็นรุนแรงใบจะแห้งตายไป

        การป้องกันกำจัด  คลุกเมล็ดด้วยสารเมทาแลคซิลในอัตรา 7 กรัมต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม เก็บใบล่างที่แสดงอาการของโรคใส่ถุงพลาสติกแล้วนำไปเผาทำลาย หรือฉีดพ่นด้วยสารเคมีซีเน็บหรือแคปแทน ในอัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เมื่อตรวจพบอาการ

        เพลี้ยอ่อน  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lipaphis erysimi ตัวอ่อนของเพลี้ยวอ่อนออกจากท้องแม่ได้โดยไม่ต้องได้รับการผสมพันธุ์ ตัวอ่อนเมื่อออกจากแม่ใหม่ๆ จะพบว่ามีลำตัวขนาดเล็กมาก ต้องส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ ลำตัวมีสีเหลืองอ่อน นัยน์ตาสีดำ ขาทั้ง 3 คู่มีสีเดียวกับลำตัว หนวดสั้น รูปร่างคล้ายตัวเต็มวัย ระยะเป็นตัวอ่อนจะมีการลอกคราบ 4 ครั้ง ตัวอ่อนมีอายุประมาณ 5-6 วัน หลังจากนั้นก็จะเป็นตัวเต็มวัย ตัวเต็มวัยมีทั้งพวกที่มีปีกและไม่มีปีก ระยะตัวเต็มวัยมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 6-18 วัน ตัวเต็มวัยตัวหนึ่งสามารถออกลูกได้ตลอดชีวิตประมาณ 75 ตัว

        ลักษณะการทำลาย  เพลี้ยอ่อนสามารถเข้าทำลายได้ทั้งในระยะตัวอ่อนและตัวเต็มวัย โดยการดูดกินน้ำเลี้ยงจากพืชทั้งส่วนยอด ใบอ่อนและใบแก่ ลักษณะอาการที่เห็นได้ชัดคือ ส่วนยอดและใบจะหงิกงอ เมื่อจำนวนเพลี้ยอ่อนเพิ่มมากขึ้นพืชจะเหี่ยว ใบที่ถูกทำลายจะค่อยๆ มีสีเหลือง นอกจากนี้เพลี้ยอ่อนยังอยู่ตามซอกใบซึ่งเป็นที่รังเกียจของผู้บริโภค

        การป้องกันกำจัด  เมื่อพบเพลี้ยอ่อนเข้าทำลายควรใช้สารเคมีกลุ่มมาลาไธออน เช่น มาลาเทน, มาลาไธออน 83% ในอัตรา 30-55 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่น 2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 7 วัน นอกจากนี้อาจใช้ในอัตรา 5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ทำการพ่นเป็นครั้งคราว

        หนอนใยผัก  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Plutella xylostella ตัวหนอนเกิดจากไข่ที่แม่ผีเสื้อวางไว้ใต้ใบ ไข่มีสีเหลือง ค่อนข้างกลม วางติดกัน 2-5 ฟอง อายุไข่ฟักประมาณ 3 วัน จึงเป็นตัวหนอน ตัวหนอนมีขนาดค่อนข้างเล็กมองเห็นยาก มีการเจริญรวดเร็วกว่าหนอนอื่นๆ ระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ ก็จะโตเต็มที่มีขนาด 1 เซนติเมตร ส่วนท้ายมีปุ่มยื่นออกมา 2 แฉก เมื่อถูกตัวจะดิ้นอย่างแรงและทิ้งตัวลงในดินโดยการสร้างใย ดักแด้มีขนาด 1 เซนติเมตร อยู่ภายในใยบางๆ ติดใต้ใบ อายุดักแด้ 3-4 วัน ตัวเต็มวัยมีสีเหลืองเทา ตรงส่วนหลังมีแถบสีเหลือง อายุเต็มวัย 1 สัปดาห์ มักพบตัวเต็มวัยตามใบ โดยเกาะอยู่ในลักษณะยกหัวขึ้น


        ลักษณะการทำลาย การวางไข่ของแม่ผีเสื้อค่อนข้างหนาแน่น ในต้นหนึ่งจะพบหนอนมากกว่า 10 ตัว หนอนใยผักจะกัดกินผิวด้านล่างใบจนเกิดรูพรุน รอยที่เห็นจะแตกต่างกับหนอนชนิดอื่นและมักจะเข้าไปกัดกินยอดที่กำลังเจริญเติบโต ทำให้ยอดผักเสีย ทำให้เสียคุณภาพ

        การป้องกันกำจัด  สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การใช้สารเคมีกำจัดตัวหนอนโดยตรง การใช้เชื้อแบคทีเรียบาซิลลัสทรูรินเจนซิสทำลาย และหมั่นตรวจดูแปลงปลูกอยู่เสมอเมื่อพบตัวหนอนควรรีบทำลายทันที

        ด้วงหมัดผัก  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Phyllotreta sinuata ตัวเต็มวัยเป็นแมลงปีกแข็งขนาดเล็ก ยาว 1 1/2 มิลลิเมตร ตัวเต็มวัยจะวางไข่ในดินบริเวณใกล้ๆ ต้นพืช  ตัวอ่อนมีขนาดเล็กสีขาวใส โตเต็มวัยจะกัดกินใบจนเป็นรูพรุน ทำความเสียหายได้ในระยะที่ผักกำลังเจริญเติบโต สำหรับตัวอ่อนที่เป็นหนอนชอบกัดกินราก บางครั้งอาจเกิดการระบาดในระยะที่ยังเป็นต้นกล้า

        การป้องกันกำจัด  การไถตากดินในฤดูแล้งจะช่วยทำลายตัวอ่อนหรือดักแด้ที่อยู่ในดินได้ กำจัดวัชพืชในบริเวณแปลงผักเพื่อตัดวงจรอาหารของตัวหนอน หรือฉีดพ่นด้วยเซฟวิน 85 หรือแลนเนท

การเพาะเลี้ยงหอยหวาน



หอยหวาน หรือบางท้องถิ่นเรียกว่าหอยตุ๊กแก ที่พบมากในประเทศมี 2 ชนิด คือ บาบิโลเนียอารีโอลาตา
(Babylonia areolata)  และบาบิโลเนียสไปราต้า  (Babylonia spirata)   ชนิดแรกเป็นชนิดที่มีผู้นิยมบริโภคมากกว่า หอยหวานเป็นสัตว์น้ำที่มีราคาค่อนข้างแพง ตามท้องตลาดทั่วไปราคากิโลกรัมละ 120-200 บ.

            ปัจจุบันสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดชลบุรี   สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำที่เกาะสีชัง จ.ชลบุรี,ศูนย์พัฒนาประมงทะเลฯ  ต.บ้านเพ จ.ระยอง  และศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งระยอง ต.ตะพง จ.ระยอง รวมทั้งภาคเอกชนบางรายได้พยายามเพาะขยายพันธุ์หอยชนิดนี้ให้มีมากขึ้น เพื่อให้มีปริมาณลูกหอยมากเพียงพอและลดต้นทุนการผลิตลูกหอยหวาน เป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรและผู้สนใจเลี้ยงหอยชนิดนี้เป็นการค้าต่อไป

หลักเกณฑ์การคัดเลือกสถานที่
             สถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงหอยหวานนั้นเป็นเงื่อนไขที่สำคัญเบื้องต้นของความสำเร็จในการดำเนินการ โดยมีข้อควรพิจารณาดังนี้
            1. พื้นที่ที่เหมาะสม ควรเป็นพื้นที่ที่อยู่ติดกับทะเล หรือเป็นเกาะอยู่ห่างจากทะเลไม่มากนัก สามารถนำน้ำทะเลมาใช้ได้สะดวกและ เพียงพอ ต้นทุนน้ำจะได้ไม่แพงมากนักไม่ควรอยู่ใกล้ปากแม่น้ำ หรือลำคลองขนาดใหญ่ที่มีน้ำจืดไหลลงมาจำนวนมากในฤดูฝน เพราะอาจจะเกิดปัญหาความเค็มของน้ำลดลงรวดเร็ว ซึ่งจะมีผล

ต่ออัตราการตายของหอย
            2. น้ำทะเลที่จะใช้เลี้ยงหอยหวานควรมีความเค็มใอยู่ในช่วง 28 – 35 พีพีที หอยหวานอาจจะเจริญเติบโตช้าลง และหากมีความเค็มต่ำกว่า 20 พีพีที หอยบางส่วนจะเริ่มตายลง
            3. สถานที่ที่จะใช้เลี้ยงหอยหวาน ควรตั้งอยู่ใกล้ภัตตาคาร โรงแรม และร้านอาหารประเภทต่างๆ หากอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวก็ย่งดี   เพราะจะได้จำหน่ายผลผลิตหอยหวานได้สะดวกยิ่งขึ้น
           4. สถานที่สำหรับใช้เลี้ยงหอยหวาน ไม่ควรตั้งอยู่ใกล้โรงงานหรือแหล่งมลพิษต่างๆ ที่จะเป็นสาเหตุให้น้ำทะเลที่จะนำมาใช้เลี้ยงหอยหวานเกิดความสกปรก  น้ำไม่ใสสะอาดเท่าที่ควร อาจมีเชื้อโรคหรืสารพิษปนเปื้อน หอยที่เลี้ยงไว้เกิดโรคต่างๆ ตายได้
            5. แหล่งเลี้ยงหอยหวาน ควรอยู่ใกล้แหล่งอาหารที่จะใช้เลี้ยงหอยหวาน เช่น เนื้อปลา เนื้อหอยแมลงภู่ ทำให้ต้นทุนอาหาร มีราคาถูกไม่เสียค่าขนส่งแพง มีอาหารให้หอยกินอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ

การเตรียมบ่อหรือภาชนะที่ใช้เลี้ยง
            บ่อหรือภาชนะที่ใช้เลี้ยงหอยหวานนั้นมีหลายรูปแบบเป็นเหลี่ยมหรือรูปร่างกลม   แต่ต้องมีระบบที่จะทำให้สามารถถ่ายน้ำได้สะดวก  อาจเป็นบ่อคอนกรีต บ่อผ้าใบ หรือถังไฟเบอร์กลาสที่มีรูปร่างทรงกลม มีท่อน้ำล้น  และทางน้ำเข้าออกสะดวก มีระบบให้อากาศในปริมาณที่พอเพียง พื้นก้นบ่อหรือก้นถังดังกล่าวควรจัดให้มีทรายรองพื้นภาชนะ เริ่มจากการใช้ทรายละเอียด หากลูกหอยยังมีขนาดเล็ก ปริมาณทรายที่ใช้ไม่จำเป็นต้องมากนัก ให้ทรายมีความหนาพอท่วมตัวหอยที่เลี้ยงก็เพียงพอแล้ว ในกรณีที่ผู้เลี้ยงไม่ประสงค์ใช้ทรายรองพื้นก้นบ่อหรือภาชนะที่ใช้เลี้ยงก็ประสงค์พอทำได้ โดยที่ผู้เลี้ยงต้องหมั่นเช็ดถูพื้นผิวบ่อหรือภาชนะที่ใช้เลี้ยงให้สม่ำเสมอมากยิ่งขึ้นทั้งนี้เพื่อเป็นการกำจัดเมือกและสิ่งสกปรกจากมูลหอยรวมทั้งอาหารหอยที่เหลือตกค้างซึ่งมักจะเกิดขึ้นเสมอ

นอกจากนี้แล้วผู้เลี้ยงยังควรตรวจวัดปริมาณออกซิเจน ค่าแอมโมเนีย ไนไทรต์ และไนเตรด เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอบ่อหรือภาชนะที่ใช้เลี้ยงไม่ควรมีขนาดใหญ่มากนัก ควรเป็นขนาดที่สะดวกกับการระวังดูแลรักษาความสะอาดบ่อที่มีขนาดเส้นฝ่าศูนย์กลาง 1 เมตร  ก็น่าจะใช้ได้ดีแต่ต้องมีผิวภาชนะที่ราบเรียบ ไม่ขรุขระซึ่งอาจจะเป็นที่สะสมของเชื้อโรคต่างๆ ได้ ควรทำการพรางแสง  เพื่อไม่ให้แสงสว่างส่องตัวหอยมากนัก แสงสว่างที่มากเกินไปนอกจากเป็นการรบกวนหอยที่เลี้ยงแล้วยังเป็นการกระตุ้นให้แพลงตอนและสาหร่ายที่อยู่ในบ่อเกิดการสังเคราะห์แสง เกิดสาหร่ายสีเขียวจำนวนมากเกาะที่ก้นบ่อและผนังบ่อ ซึ่งเป็นสาเหตุให้น้ำเสียและเปลือกหอยที่เลี้ยงก็จะมีสาหร่ายและสิ่งปนเปื้อนเกาะติด ทำให้ดูสกปรกและไม่สะอาด เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค

น้ำที่ใช้เลี้ยงหอยหวานในบ่อหรือภาชนะต้องเป็นน้ำที่ใสสะอาด ไม่มีตะกอนแขวนลอย หากมีอยู่มากน้ำจะขุ่นตะกอนขนาดเล็กเหล่านี้ไปเกาะที่เหงือกภายในตัวหอย ทำให้หอยตายได้และน้ำที่ใช้เลี้ยงหอยก็ควรมีความเค็มในรอบปีไม่แตกต่างกันมากนัก ขนาดความลึกของน้ำในบ่อหรือภาชนะที่ใช้เลี้ยงไม่จำเป็นต้องลึกมากนัก ขนาดความลึกประมาณ 40 ซม. ก็ใช้ได้แล้ว ทั้งนี้ขึ้นกับขนาดและความหนาแน่นของหอยที่นำมาเลี้ยงรวมทั้งปัจจัยอื่นๆด้วย

ขนาดและอัตราการปล่อย
          เนื่องจากปัจจุบันมีผู้สนใจที่จะเลี้ยงหอยหวานมากขึ้น  ในขณะที่หน่วยราชการและเอกชนยังไม่สามารถผลิตลูกพันธุ์หอยชนิดนี้ได้เพียงพอกับความต้องการของผู้ที่สนใจจะนำไปทดลองเลี้ยง อย่างไรก็ตามหน่วยงานของกรมประมงก็พยายามค้นคว้าวิจัย เพื่อพัฒนาการเพาะขยายพันธุ์หอยหวานชนิดนี้ หากสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้ด้วยตนเอง ก็สามารถลดต้นทุนที่เป็นลูกพันธุ์หอยลงได้มาก  ขนาดลูกหอยหวานที่เหมาะสมจะนำไปเลี้ยงนั้น อย่างน้อยควรมีความยาวเปลือกตั้งแต่ 0.5 ซม ขึ้นไป ถ้าจะให้ได้ผลดีควรมีความยาวเปลือกตั้งแต่ 1 ซม. หากนำลูกหอยดังกล่าวไปเลี้ยงก็จะมีอัตราการรอดตายค่อนข้างสูง   อัตราการปล่อยลูกหอย ขนาดความยาวเปลือก 1 – 1.5 ซม.   ที่เหมาะสมควรปล่อยประมาณ 300 – 500 ตัวต่อพื้นที่ก้นบ่อ  1 ตารางเมตร อย่างไรก็ตาม อัตราปล่อยจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการจัดการเรื่องการเลี้ยงและการดูแลรักษาที่ดีผู้เลี้ยงก็สามารถที่จะปล่อยลูกหอยลงเลี้ยงในบ่อได้หนาแน่นเพิ่มขึ้น

อาหารและการให้อาหาร
          โดยธรรมชาติของหอยหวานที่คืบคลานบนพื้นทะเล จะชอบกินอาหารประเภทเนื้อเป็นหลัก หากนำลูกหอยหวานมาเลี้ยงในบ่อก็สามารถเลี้ยงด้วยเนื้อปลา เนื้อหอยแมลงภู่ เนื้อหอยกะพง รวมทั้งอาหารเม็ดกุ้งทะลและอาหารผสมอื่นๆทั้งนี้ขึ้นกับความสะดวกในการจัดซื้อจัดหาและราคาของอาหารชนิดนั้นๆ ปัจจุบันพบว่าการใช้เนื้อหอยแมลงภู่เลี้ยงหอยหวาน หอยหวานจะมีอัตราการเจริญเติบโตดีกว่าการใช้เนื้อปลา  การให้อาหารขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารที่จะให้และขนาดของลูกหอยหวานที่เลี้ยง หากใช้เนื้อปลาควรใช้เนื้อปลาที่ราคาไม่แพงนัก เช่นเนื้อปลาข้างเหลือง หรือปลาเบญจพรรณอื่นๆ ทำการแล่เอาเฉพาะเนื้อปลา  สับเป็นชิ้นๆใหญ่เล็กตามขนาดของหอยที่เลี้ยง   หากใช้เนื้อหอยแมลงภู่ควรซื้อหอยแมลงภู่ขนาดเล็กหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า  หอยเป็ด มีขนาดความยาวเปลือกไม่เกิน 3 ซม.  ซึ่งชาวประมงผู้เลี้ยงหอยแมลงภู่จะตัดหลักหอยขนาดเล็กนี้จำหน่ายในราคาถูกจะทำให้ต้นทุนค่าอาหารต่ำลง   หอยแมลงภู่และเนื้อปลาที่ใช้ควรมีความสะอาด   หากเป็นหอยแมลงภู่ก็ทำผ่าตัวหอยแล้วแบะให้ฝาหอยทั้งสองข้างอ้าออก  หอยหวานก็จะสามารถเข้ามาดูดกินเนื้อหอยแมลงภู่ได้สะดวก หากใช้อาหารชนิดอื่นๆ นอกจากที่กล่าวมาแล้วก็จำเป็นต้องดัดแปลงวิธีการให้อาหารให้เหมาะสมเป็นชนิดไปปริมาณอาหารที่ให้ในกรณีที่ใช้เนื้อปลาเลี้ยงควรให้ 2 – 10 % ของน้ำหนักหอยหวานทั้งหมดที่เลี้ยงหากใช้เนื้อหอยแมลงภู่เลี้ยงก็ควรให้ 5 – 30 % ของน้ำหนักหอยทั้งหมดที่เลี้ยง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ จึงจำเป็นต้องปรับปริมาณอาหารที่ให้เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้อาหารที่ใช้เลี้ยงเหลือมากเกินไปหรือไม่เพียงพอ ปกติแล้วจะให้วันละ 2 ครั้งในช่วงเวลาเดียวกันทุกวัน โดยให้วันละ 2 – 3 ชั่วโมงหลังให้อาหารแล้วเก็บอาหารส่วนที่เหลือออกให้หมด

การดูแลรักษา
          การเลี้ยงหอยหวานในระดับที่มีความหนาแน่นมากนั้น จะมีเศษอาหารที่ให้และมูลหอยซึ่งเป็นอินทรีย์สารจำนวนหนึ่งเมื่อระบายน้ำซึ่งมีอินทรีย์สารเหล่านี้ลงทะเลก็จะเป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในทะล จึงไม่มีผลในทางลบกับสภาพแวดล้อมในทะเลแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามผู้เลี้ยงจะต้องหมั่นทำความสะอาดทรายรองพื้นหรือบ่อเลี้ยงเป็นประจำ 3  วันครั้งหรือสัปดาห์ละ 1 ครั้ง  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ คุณสมบัติของน้ำที่ใช้เลี้ยงและสภาพพื้นทรายว่ามีสีดำและสกปรกมากหรือไม่เพียงใด   หากพื้นทรายที่หอยอาศัยอยู่เกิดมีลักษณะคราบสีดำแผ่กว้างออกมากขึ้น   จำเป็นต้องจัดการทำความสะอาดที่รองพื้นดังกล่าวกรณีที่ตรวจพบว่าน้ำมีปริมาณออกซิเจนต่ำมาก และมีปริมาณแอมโมเนีย  ไนไทร์ตและไนเตรดค่อนข้างสูง   ผู้เลี้ยงต้องทำการปรับเปลี่ยนน้ำในบ่อเลี้ยงใหม่ หรือทำการปรับระบบให้น้ำที่ใช้เลี้ยงให้มีการไหลถ่ายเทมากขึ้นตามความจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำที่ใช้เลี้ยงคุณภาพเสื่อมและเสียเร็ว ผู้เลี้ยงควรเก็บอาหารที่ใช้เลี้ยงออกทุกครั้ง ควรทำการตรวจสอบประจำวันเกี่ยวกับระบบน้ำ  ระบบการให้อากาศ  และสภาพการเปลี่ยนความเค็มของน้ำในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกะทันหันจะต้องเร่งแก้ไขทันที โดยเฉพาะในฤดูฝน  หากมีฝนตกมากน้ำฝนหลากไหลลงสู่ทะเลน้ำบริเวณชายฝั่งจะมีความเค็มลดลงมาก หากนำน้ำดังกล่าวมาใช้ในบ่อเลี้ยงจะส่งผลการกินอาหารของหอย อาจทำให้หอยโตช้าลงหรือตายได้   การตรวจสอบการเจริญเติบโตของหอยหวานในบ่อที่เลี้ยง ควรดำเนินการอย่างน้อยเดือนละครั้ง รวมทั้งการดำเนินการข้อสังเกตต่างๆ ของผู้เลี้ยง นำมาวิเคราะห์พิจารณาหาปัญหา หาสาเหตุและแนวทางการแก้ไข จะช่วยให้การเลี้ยงมีการพัฒนาและประสบผลสำเร็จมากยิ่งขึ้น

ต้นทุนและการผลิต
          ต้นทุนการเลี้ยงหอยหวานนั้นจะใช้ทุนมากในช่วงเริ่มต้น คือต้นทุนคงที่ ได้แก่  บ่อหรือภาชนะที่ใช้เลี้ยง ถ้าหากมีอายุการใช้งานยาวนานมากกว่า 5 ปีจะทำให้เกิดความคุ้มทุนได้  สำหรับต้นทุนผันแปรที่สำคัญที่ใช้เงินลงทุนมากก็คือ  ค่าลูกพันธุ์หอยหวานที่นำมาเลี้ยง รวมทั้งค่าอาหารที่ใช้ปัจจุบันราคาลูกพันธุ์หอยหวานขนาดที่มีความยาวเปลือกประมาณ 0.5 ซม. นั้นราคาไม่แพงนัก  แต่ถ้าเป็นลูกพันธุ์หอยขนาดที่มีความยาวเปลือกถึง 1 ซม.อาจมีราคามากกว่า ตัวละ 1 บาท อย่างไรก็ตามในอนาคตอันใกล้นี้ ต้นทุนการผลิตลูกหอยจะต่ำลงมาก เนื่องจากกรมประมงและหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนกำลังพัฒนาวิธีการเพาะและอนุบาลลูกหอยวัยอ่อนให้มีอัตรารอดมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ต้นทุนต่ำลง

เมื่อนำลูกหอยหวานขนาดดังกล่าวมาเลี้ยงเป็นเวลาประมาณ 5 – 6 เดือน จะมีอัตรารอดประมาณ 90 %
หอยจะมีนำหนักประมาณ 80 – 100 ตัว/กิโลกรัม โดยสามารถคัดขนาดและเริ่มจับจำหน่ายได้บ้างแล้ว หากตลาดต้องการหอยที่มีขนาดใหญ่ชึ้นก็สามารถเลี้ยงต่อจนกระทั่งหอยมีขนาดน้ำหนัก 40 -50 ตัว/กิโลกรัม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้บริโภคและราคาที่รับซื้อภายในประเทศรวมทั้งราคารับซื้อเพื่อการส่งออกในขณะนั้น

การเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลากระพงขาว



ารเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลากระพงขาว

ปลากะพงขาว Lates calcarifer ( Bloch )
ชื่อสามัญเรียก (Giant Perch)
ปลากะพงขาว เป็นปลาน้ำกร่อยขนาดใหญ่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Lates calcarifer (Bloch) ชื่อสามัญเรียกว่า Giant Perch หรือ Sea Bass สามารถอาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำจืด น้ำกร่อยและน้ำเค็ม ปลาชนิดนี้เลี้ยงกันแพร่หลายในเขตจังหวัดชายทะเลของประเทศไทย เนื่องจากเลี้ยงง่าย โตเร็ว เนื้อมีรสชาติดีและมีราคา ปัจจุบันประเทศไทยสามารถเพาะพันธุ์ปลากะพงขาวได้เป็นจำนวนมาก เพื่อเลี้ยงในประเทศและส่งขายต่างประเทศ ในปัจจุบันพบปลากระพงขาวแพร่กระจายอยู่ทุกจังหวัด ทั้งในอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามันจะอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำที่ไม่ห่างออกไปจากชายฝั่งมากนัก โดยอาศัยอยู่ชุกชุมตามปากแม่น้ำลำคลองและปากทะเลสาบ อย่างไรก็ตาม ปลากะพงขาว ยังสามารถขึ้นไปอาศัยและเจริญเติบโตยังแหล่งน้ำจืดได้อีกด้วย จึงจัดเป็นปลาประเภทสองน้ำอย่างแท้จริง

วิธีการเลี้ยงปลากะพงขาว
ปลากะพงขาวเป็นปลาที่นิยมเลี้ยงกันมาก เพราะพันธุ์ปลาหาได้ง่าย เนื่องจากสถานีประมงของทางราชการและฟาร์มเอกชนสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้ปีละหลายสิบล้านตัว นอกจากนี้ปลากะพงขาวยังสามารถอยู่อาศัยได้ในน้ำจืดอีกด้วย จึงสามารถเลี้ยงได้ในแหล่งน้ำที่มีปริมาณน้ำจืดหลากลงมามาก ๆ ในฤดูฝนได้โดยไม่เป็นอันตราย

การเตรียมพันธุ์ปลา
ปลากะพงขาวที่จะปล่อยเลี้ยงในกะชังต้องมีขนาดความยาว 10 เซนติเมตร (4 นิ้ว) ขึ้นไป จึงจะเลี้ยงได้ผลดี มีอัตรารอดตายมากกว่า 90%

การจัดปลาลงเลี้ยงในกระชังและอัตราปล่อย
การจัดปลาลงเลี้ยงในกระชังนั้น จะต้องคัดปลาที่มีขนาดใกล้เคียงกันอยู่ในกระชังเดียวกัน เพราะถ้าปล่อยปลาขนาดต่างกันมาก ปลาใหญ่จะแย่งกินอาหารได้มากกว่าและปลาขนาดเล็กจะไม่กล้าเข้าไปแย่งอาหาร ทำให้ปลาเจริญเติบโตต่างกันมาก จากผลการทดลองของกองเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งพบว่า สามารถปล่อยปลากะพงขาวขนาด 4 นิ้วลงไปเลี้ยงได้ในอัตราปล่อยตั้งแต่ 100-300 ตัวต่อตารางเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและทำเลของที่ตั้งกระชัง โดยในบริเวณริมฝั่งแม่น้ำลำคลองที่มีสภาพน้ำไม่ดีนัก น้ำไหลถ่ายเทไม่ดีพอ สามารถปล่อยเลี้ยงได้ในอัตรา 100 ตัวต่อตารางเมตร

การอนุบาลลูกปลากะพงขาววัยอ่อน
ในการอนุบาลลูกปลากะพงขาววัยอ่อนสิ่งที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งคือการเตรียมอาหารสำหรับลูกปลาวัยอ่อนอาหารที่ให้ในระยะแรกที่ลูกปลาเริ่มกินอาหารเป็นแพลงก์ตอนสัตว์ (zooplankton) ที่มีขนาดเล็กมาก มีชื่อทั่วไปว่าโรติเฟอร์ (Rotifer) ชนิดที่ใช้เลี้ยงลูกปลากะพงขาวเป็นโรติเฟอร์น้ำกร่อย ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brachionus plicatilis ซึ่งลูกปลาวัยอ่อนชอบกินและทำให้ลูกปลาโตเร็วและแข็งแรงมีอัตรารอดสูง ดังนั้นการเตรียมเพาะโรติเฟอร์ไว้มาก ๆ จึงจำเป็นในการอนุบาลลูกปลาเป็นอย่างยิ่ง แต่ถ้าไม่มีโรติเฟอร์ก็จะไม่มีประโยชน์อันใดเลย เพราะอาหารลูกปลาวัยอ่อนเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการอยู่รอดของลูกปลามาก

น้ำที่ใช้ในการอนุบาลลูกปลา
น้ำที่ใช้อนุบาลลูกปลาควรเป็นน้ำสะอาด ก่อนใช้กรองด้วยผ้ากรองตาละเอียด เพื่อป้องกันสิ่งเจือปนอื่น ๆ โดยเฉพาะไข่ของสัตว์น้ำที่อาจติดมากับน้ำ ซึ่งถ้าติดลงไปในบ่ออนุบาลแล้ว จะกลับกลายเป็นศัตรูที่น่ากลัวของลูกปลาวัยอ่อน เช่น แมงกะพรุนตัวเล็ก ๆ สามารถกินลูกปลาเล็ก ๆ ได้ ถ้าไม่ระวังให้ดีจะกินลูกปลาหมดภายในเวลาไม่เกิน 7 วัน
ความเค็มของน้ำในตอนเริ่มปล่อยลูกปลาลงอนุบาลในตอนแรก ความเค็มจะอยู่ที่ระดับ 28-30 ppt. และเนื่องจากปลากะพงขาวเป็นปลาน้ำกร่อย โดยธรรมชาติแล้วเราจะพบลูกปลาเล็ก ๆ จะเข้าไปอาศัยเลี้ยงตัวอยู่ในแหล่งน้ำที่เกือบจะจืดสนิท ดังนั้นในการอนุบาลลูกปลาจึงทำการลดความเค็มลงเป็นประจำทุกวัน โดยลดแต่ละครั้งประมาณ 1 - 2 ppt.จนความเค็มได้ระดับ 10-15 ppt. จึงหยุดลดความเค็ม

อาหาร
อาหารที่ใช้อนุบาลลูกปลากะพงขาวอายุ 1-30 วัน ส่วนใหญ่เป็นพวกไรน้ำที่มีชีวิต เพราะลูกปลาวัยนี้ชอบกินอาหารที่มีชีวิตมาก ไรน้ำที่ให้มีหลายชนิดขึ้นอยู่กับอายุและขนาดของลูกปลา การให้ไรน้ำที่มีชีวิตมีผลเสียตอนที่เราไม่สามารถเตรียมอาหารให้ทันกับจำนวนลูกปลาที่ออกมา จะทำให้ลูกปลาขาดอาหารโตช้าและไม่แข็งแรง ถ้าจำนวนมาก ๆ ลูกปลาจะเหลือรอดน้อยมาก และการเตรียมอาหารบางอย่างก็ต้องใช้เวลา ดังนั้น จึงต้องทราบแน่ชัดว่าจะใช้อาหารชนิดใด ตอนลูกปลาขนาดไหนอยู่กี่วัน ควรเริ่มทำการเตรียมอาหารตั้งแต่เมื่อไร เพื่อจะได้ใช้อาหารนั้น ๆ ทันเวลาและพียงพอกับปริมาณลูกปลาที่อนุบาลแล้ว


ชนิดและระยะการให้ไรน้ำต่าง ๆ เพื่อเป็นอาหารแก่ลูกปลามีดังนี้
โรติเฟอร์ เป็นไรน้ำที่มีขนาดเล็ก กินแพลงก์ตอนขนาดเล็กเป็นอาหาร เช่น Chlorella Bunaliella, Chlamydomonas, Cyclotella, Yeast หรือ Bread yeast ฯลฯ ดังนั้นในระยะที่ให้โรติเฟอร์แก่ลูกปลาจึงนิยมใส่ Chlorella ลงในบ่ออนุบาลด้วย เพื่อจะได้เป็นอาหารสำหรับโรติเฟอร์ที่เหลือจากลูกปลากิน ทำให้โรติเฟอร์ส่วนที่เหลือจะสามารถขยายพันธุ์ในบ่ออนุบาล เป็นอาหารลูกปลาคราวต่อไป นอกจากนั้นการใส่ Chlorella ลงในบ่อจะเป็นการช่วยบดบังแสงให้แก่ลูกปลา และช่วยดึงของเสียบางอย่างที่ละลายอยู่ในน้ำเป็นการช่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำให้อยู่ในสภาพดีด้วย
อาธิเมีย เริ่มให้อาธิเมียแก่ลูกปลาเมื่อปลาอายุได้ 8 วัน เพราะมีลูกปลาตัวโตสามารถกินได้ ปกติแล้วจะให้อาธิเมียไปจนกว่าลูกปลาจะกินไรแดงได้ จึงหยุดให้อาธิเมียหรือเมื่อลูกปลามีอายุได้ 20 วัน
ไรแดง เป็นไรน้ำจืดที่สามารถเพาะเตรียมขึ้นได้ ดังนั้นในการให้ไรแดงเป็นอาหารแก่ลูกปลา จึงต้องคำนึงถึงความเค็มของน้ำในบ่ออนุบาล ปกติระยะที่ให้ไรแดงความเค็มของน้ำจะอยู่ที่ระดับ 10-15 ppt. ความเค็มระดับดังกล่าว ไรแดงจะตายภายใน 10-20 นาที ลูกปลาจะกินก่อนที่ไรแดงจะตาย เป็นการขจัดปัญหาเรื่องอาหารเหลือ อันจะก่อให้เกิดปัญหาน้ำเสียได้
ลูกกุ้งเคยและตัวอ่อนของแมลง ลูกกุ้งเคยตัวเล็ก ๆ และตัวอ่อนของแมลงเล็ก ๆ เช่น ลูกน้ำเหมาะกับการให้เป็นอาหารลูกปลาเมื่อลูกปลามีอายุ 21 วันขึ้นไป แต่ปัญหาก็มีเพราะบางครั้งลูกกุ้งเคยหายาก
เนื้อปลาสับละเอียด ลูกปลาที่มีอายุ 21 วันขึ้นไป เริ่มฝึกให้กินเนื้อปลาสับละเอียดได้ โดยในตอนแรก ๆ ลูกปลาซึ่งไม่เคยชินและยังไม่ยอมกิน ต้องพยายามฝึกเป็นประจำ โดยให้ทีละน้อย ๆ ให้หลาย ๆ ครั้ง ในวันหนึ่ง ๆ ส่วนเศษอาหารที่เหลือดูดออกในตอนเย็นไม่ควรปล่อยค้างคืนไว้ในบ่อ เมื่อปลาเคยชินกับเนื้อปลาที่ฝึกให้กิน ก็หยุดให้ไรน้ำ

สภาพแวดล้อมอื่น ๆที่ต้องระมัดระวังในการอนุบาลลูกปลากะพงขาว
อุณหภูมิ ปกติอุณหภูมิในบ่ออนุบาลลูกปลาเฉลี่ย 27Co ถ้าอุณหภูมิสูงถึง 30Co หรือ 31Co ลูกปลาจะกินอาหารมาก ว่ายน้ำกระวนกระวาย ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า 24Co ลูกปลาจะไม่ค่อยกินอาหารและทำให้อ่อนแอเกิดโรคแทรกได้ง่าย
- แสงสว่าง ปกติลูกปลาจะเคลื่อนที่เข้าหาแสง แต่แสงสว่างถ้าจ้าเกินไปจะมีผลต่อระบบสายตา ของลูกปลา โดยเฉพาะลูกปลาอายุ 1-5 วัน ทำให้ลูกปลาไม่ค่อยจับอาหารกินและแสงไฟขนาด 200 แรงเทียนเมื่อส่องใกล้ ๆ ลูกปลาทำให้ลูกปลาเกิดอาหารผิดปกติเสียการทรงตัวในการว่ายน้ำ
โรค โรคที่เกิด เท่าที่ปรากฏมีโรคโปรโตซัว (Ciliated Protozoa) แต่ยังไม่ทราบชนิดแน่นอน โรคพวกนี้จะเกาะตามเหงือกปลา ทำให้ปลาเกิดอาการระคายเคืองและเกิดมีเมือกหุ้มเหงือกทำให้หายใจไม่สะดวก ปลาที่เป็นโรคนี้จะมีสีลำตัวคล้ำผิดปกติ จะรวมอยู่เป็นกลุ่มตามมุมบ่อ เป็นโรคที่เกิดและระบาดอย่างรวดเร็ว ทำให้ปลาตายหมดภายในไม่เกิน 5 วัน
การเจริญเติบโตและผลผลิต ปลากะพงขาวที่เลี้ยงในกระชังจะเจริญเติบโตได้ขนาดตลาด (500 - 800 กรัม) ในระยะเวลาการเลี้ยงประมาณ 6-7 เดือน จากการศึกษาของวิเชียร (2528) ซึ่งได้ทำการเลี้ยงปลากะพงขาวในกระชัง โดยปล่อยปลาที่มีขนาด 10-15 เซนติเมตร ในอัตรา 100 ตัวต่อตารางเมตร เมื่อเลี้ยงได้ 6 เดือน สามารถให้ผลผลิตสูงถึง 59 กิโลกรัมต่อพื้นที่กระชัง 1 ตารางเมตร

ข้อดีของปลากะพงขาว ที่เกษตรกรนิยมนำมาเลี้ยงคือ
เป็นปลาที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว เนื้อมีรสชาติดี มีราคาดีพอสมควร
หาพันธุ์ปลาได้ง่าย มีทุกขนาด และสามารถหาได้ในปริมาณไม่จำกัด
สามารถเลี้ยงได้แพร่หลายทั้งในแหล่งน้ำจืด น้ำกร่อย หรือน้ำเค็มโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณปากแม่น้ำที่มีความเค็มแปรเปลี่ยนได้ง่าย
ข้อเสียของการเลี้ยงปลากะพงขาว
มีปัญหาเรื่องตลาด เนื่องจากส่งไปขายต่างประเทศได้น้อยมาก ทั้งนี้เพราะต่างประเทศได้สั่งซื้อ
ลูกปลาจากประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านไปเลี้ยง ทำให้มีปริมาณเนื้อปลาพอเพียง

บทความที่ได้รับความนิยม

 
Support : |
Copyright © 2011-2012 อาชีพพารวย - All Rights Reserved
เข้าสู่ปีที่ 2 อาชีพพารวย เพื่อนคู่คิดนักเกษตร พ.ศ. 2555
เว็บไซต์เพื่อนเกษตร