รายการอัพเดทล่าสุด

การเลี้ยงหมูหลุม


การเลี้ยงหมูหลุมแบบเกษตรธรรมชาติ
       “หมูหลุม” เป็นภาษาชาวบ้านที่เรียกการเลี้ยงหมูแบบขุดหลุมลึก โดยมีวัสดุรองพื้นหลุม ดั้งเดิมมาจากประเทศเกาหลี มีแนวคิดตามหลักการของ “เกษตรกรรมธรรมชาติ” ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของระบบเกษตรกรรมยั่งยืน เป็นการเกษตรที่ไม่เพียงแต่คำนึงถึงผลผลิตจากการเกษตรเท่านั้น แต่มีปรัชญาแนวคิดอยู่เบื้องหลังของการทำงาน เป็นการพัฒนารูปแบบการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความเป็นองค์รวมของระบบนิเวศน์ด้านการเกษตร วงจรชีวภาพห่วงโซ่อาหาร ดิน พืช สัตว์ จุลินทรีย์ พลังธรรมชาติหมุนเวียนจากพลังงานแสงแดด และน้ำ นำมาเป็นปัจจัยในการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ที่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน พืชที่ปลูกส่วนหนึ่งนำมาเลี้ยงสัตว์ สัตว์ถ่ายมูลออกมาก็นำปุ๋ยมูลสัตว์มาเพิ่มความอุดมสมบรูณ์ให้กับดินเพื่อการ ปลูกพืช รวมถึงด้านเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่น และการพึ่งพาตนเองในด้านการผลิตและการบริโภคขนาดเล็กและขนาดกลาง ที่เหมาะสมกับทรัพยากร ภูมิปัญญาในท้องถิ่น และวัฒนธรรมที่มีในชุมชน โดยมีเป้าหมายเชิงนโยบายอยู่ที่การพัฒนาชนบท การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน การอยู่ดีกินดีของคนชนบท และสุขภาพของประชากร นำไปสู่การแก้ไขปัญหาความยากจนในที่สุด

ประโยชน์การเลี้ยงหมูหลุม
ลดต้นทุนค่าอาหารได้ถึง 50 - 70 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากเน้นการใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น และการใช้พืชผักนานาชนิด มาใช้เลี้ยงหมูเป็นหลัก
ลดภาระการเลี้ยงหมูของเกษตรกรเนื่องจากไม่ต้องทำความสะอาดพื้นคอก
ลดมลภาวะของเสียจากการเลี้ยงหมู “ไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่มีแมลงวัน” ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมในชุมชน
ได้ปุ๋ยอินทรีย์ สำหรับการปลูกพืช
การสร้างโรงเรือนหมูหลุม

ควรสร้างบนที่ดอน น้ำท่วมไม่ถึง อากาศถ่ายเทได้สะดวก
สร้าง โรงเรือนตามแนวทิศตะวันออก – ตะวันตก
วัสดุการก่อสร้างโรงเรือน ควรเป็นวัสดุที่หาง่ายในท้องถิ่น ตั้งแต่โครงสร้างจนถึงหลังคา เช่นใช้ไม้ยูคาฯ สำหรับทำเสาและโครงหลังคา ใช้ไม้โครงไม้ไผ่ มุงหลังคาด้วยหญ้าคา แฝก จาก หรือกระเบื้อง
พื้นที่สร้างคอกคำนวณ จาก จำนวนหมู 1 ตัวต่อพื้นที่ 1.5-2  ตารางเมตร
คอกขนาด 2.5 x 3 เมตร เลี้ยงหมูได้ 4 ตัว
คอกขนาด 4 x 4 เมตร เลี้ยงหมูได้ 8 ตัว

ขั้นตอนการสร้างคอกหมูหลุม
ขุดดินออกในส่วนพื้นที่จะสร้างคอก ลึก 90 เซ็นติเมตร
ใช้อิฐบล็อกกั้นด้านข้างคอกเหนือขอบหลุมสูงประมาณ 20 เซ็นติเมตร เพื่อกั้นดิน และฝนสาดลงในหลุม
ใส่วัสดุรองพื้นคอกลงไปในหลุม ซึ่งประกอบด้วย  
ขี้เลื่อย หรือแกลบ 100 ส่วน
ดินส่วนที่ขุดออก หรือปุ๋ยคอก 10 ส่วน
เกลือ 0.3 - 0.5 ส่วน
รำละเอียด 1 ส่วน

ขั้นตอนการเตรียมพื้นคอกหมูหลุม
       แบ่งความลึกของหลุมเป็น 3 ส่วน แต่ละส่วนมีความลึกประมาณ 30 เซนติเมตร ในแต่ละชั้น ให้เริ่มต้นจากการใส่แกลบหรือขี้เลื่อยลงไปก่อน ให้มีความสูงประมาณ 30 เซนติเมตร ตามด้วยดินที่ขุดหรือปุ๋ยคอก โรยทับด้วยรำละเอียดและเกลือ จากนั้นรดด้วยน้ำหมักชีวภาพให้มีความชื้นพอหมาด (ความชื้นประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์) ถ้าจะให้ผลดีต่อประสิทธิภาพการย่อยสลายวัสดุรองพื้นคอก ควรโรยดินที่มีเชื้อราขาวบาง ๆ (เชื้อไตรโครเดอร์มา) ในแต่ละชั้น ทำจนครบ 3 ชั้น ในชั้นสุดท้าย ให้แกลบหรือขี้เลื่อยสูงเพียง 20 เซนติเมตร เพราะชั้นบนสุดโรยแกลบปิดหน้าหนา 1 ฝ่ามือ ทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน จึงนำหมูมาเลี้ยง
พันธุ์สุกร             

       ควรใช้สุกร 3 สายเลือดจากฟาร์มที่เชื่อถือได้ และคัดสายพันธุ์มาสำหรับการเลี้ยงแบบปล่อยได้ดี ลูกสุกรขุนหย่านมแล้ว อายุประมาณ 1 - 2 เดือน น้ำหนักประมาณ 15-20 กิโลกรัม


การจัดการเลี้ยงดู
การนำลูกหมูมาเลี้ยง ควรมีน้ำหนัก ตั้งแต่ 15 – 20 กิโลกรัม
ในช่วงเดือนแรกให้ใช้อาหารเม็ดหมูอ่อนก่อนหลังจากนั้นค่อยเปลี่ยน เป็นอาหารผสมพวกรำ –ปลายข้าว และผสมพืชหมัก เศษผักหรือผักต่าง ๆ ในท้องถิ่น
น้ำดื่มใช้น้ำหมักสมุนไพร,น้ำหมักผลไม้,อัตรา 2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 10 ลิตร
ใช้น้ำหมักชีวภาพรดพื้นคอก สัปดาห์ละครั้งเพื่อช่วยลดกลิ่น
หากขี้เลื่อยหรือแกลบภายในหลุมยุบตัวลง ให้เติมเข้าไปใหม่จนเสมอปากหลุม
การให้อาหาร
       ในช่วงหมูเล็ก(หลังจากหย่านมจนถึงน้ำหนัก 30 กิโลกรัม) จะใช้อาหารเม็ดของอาหารหมูอ่อน หรืออาจจะผสมอาหารหมูเล็กเอง(อาหารข้น) ซึ่งประกอบด้วยรำอ่อน ปลายข้าว กากถั่วเหลืองและ ปลาป่น หรือใช้น้ำปลาหมักหรือน้ำหอยเชอร์รี่หมักแทนปลาป่นก็ได้ โดยนำไปผสมกับอาหารข้นในตอนที่จะให้หมูกินอาหาร เมื่อหมูน้ำหนัก 30 กิโลกรัมขึ้นไป จะให้รำ ปลายข้าว ผสมกับพืชหมัก ซึ่งพืชหมักคือ การนำเอาผักต่าง ๆ ต้นกล้วย ต้นถั่วเขียว กระถิน หรือหญ้าขน หญ้าเนเปียร์ มาหมักเป็นเวลา 7วัน และผสมกับปลาหมัก หรือหอยเชอร์รี่หมักเพื่อเป็นแหล่งโปรตีนและแร่ธาตุให้กับหมู แทนปลาป่น ด้านน้ำดื่มจะใช้สมุนไพรชนิดต่าง ๆ มาหมัก เพื่อให้หมูกินตลอดเวลา การทำน้ำหมักชีวภาพจะทำมาจากส่วนผสม บอระเพ็ด ตะโกส้ม สาบเสือ ตะไคร้หอม และมะกรูด ช่วยดับกลิ่น และช่วยบำรุงสุขภาพของหมู จะมีการราดน้ำหมัก และกลบปุ๋ยคอก อาทิตย์ละ 1 ครั้ง  

       การเลี้ยงหมู 1 ชุด (5 ตัว) จะให้ปุ๋ยประมาณ 2,500 กิโลกรัม ทำให้เกษตรกรมีปุ๋ยคอกไปใส่นาข้าว การเลี้ยงหมูชีวภาพจะใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 4 เดือน  ได้น้ำหนักประมาณ 100  กก.

วิธีการทำอาหารหมักหมูหลุม
ใช้ต้นกล้วย หรือหญ้า นำมาสับให้เป็นชิ้นเล็กๆ
ผสมกับน้ำตาล ทรายแดง โดยใช้อัตราส่วน น้ำตาล 1 กิโลกรัมต่อต้นกล้วย หรือหญ้าสับ 25 กิโลกรัม และเกลือ 2.5 ขีด คลุกเคล้าให้ เข้ากันดี(หรือ ๑๐๐-๔-๑)
ใส่ ใน ถัง-โอ่งหมัก  ปิดด้วยกระดาษ หรือถุงปุ๋ยที่อากาศถ่ายเทได้ หมักทิ้งไว้ในที่ร่ม 4-5 วัน
การนำอาหารหมักมาใช้เลี้ยงหมู

       การนำอาหารหมัก โดยเฉพาะพืชหมัก ซึ่งเป็นอาหารเยื่อใยที่ตามปกติหมูจะย่อยได้น้อย แต่การนำมาหมักจะช่วยให้หมูใช้ประโยชน์จากพืชหมักได้มากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการนำไปใช้เลี้ยงหมูควรคำนึงถึงอายุของหมูด้วย โดยมีหลักการใช้อาหารหมัก ดังนี้

หมูรุ่น (น้ำหนัก 30 – 60 กก.)
ใช้อาหารผสม 2 ส่วน ผสมอาหารหมัก 1 ส่วน ให้กินวันละ 2-3 กก. ต่อวัน

หมูขุน (น้ำหนัก 60 – 100 กก.)
ใช้อาหารผสม 1 ส่วน ผสมอาหารหมัก 1 ส่วน ให้กินวันละ 4-6 กก. ต่อวัน

แม่หมูอุ้มท้อง
ใช้อาหารผสม 1 ส่วน ผสมอาหารหมัก 2 ส่วน ให้กินวันละ 3-4 กก. ต่อวัน


การทำน้ำหมักสมุนไพร

       น้ำหมักสมุนไพรที่นำมาผสมในน้ำดื่ม จะช่วยลดกลิ่นมูลของหมูได้เป็นอย่างดี โดยทำให้การเลี้ยงหมู ไม่มีกลิ่นเหม็น และไม่มีแมลงวัน

วิธีการทำ

ใช้สมุนไพร เช่น ตะไคร้ ใบมะกรูด ข่า ขมิ้น บอระเพ็ด และใบเตย นำสมุนไพรทั้งหมดมาสับเป็นชิ้นเล็กๆ
นำสมุนไพร 1 กิโลกรัม ผสมกับน้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม หมักใส่ในถังพลาสติกหรือไห
ปิดด้วยกระดาษ หมักทิ้งไว้อย่างน้อย 1 เดือน
การนำมาใช้
         ใช้น้ำหมักสมุนไพร 2 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำสะอาด 10 ลิตร นอกจากนี้ยังสามารถนำไปรดพื้นคอกเพื่อลดกลิ่น โดยใช้น้ำหมัก สมุนไพร 3-4 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 20 ลิตร

การเลี้ยงไก่ไข่




จากหลากหลายอาชีพ...มาประสบความสำเร็จในการเลี้ยงไก่ไข่
สถานการณ์ การเลี้ยงไก่ไข่ตอนนี้ดีหรือไม่...เพราะหลายคนคงเข็ดขยาดกับการเลี้ยงสัตว์ปีกไปชั่วขณะ สาเหตุมาจากไข้หวัดนกนั่นไง แต่ที่ไม่เข็ดยังมีและเลี้ยงได้ผลดีซะด้วย วันนั้นทางซีพีเอฟเขาพาสื่อมวลชนไปดูการเลี้ยงไก่ไข่ของเกษตรกรที่ทางซีพีเอฟเขาสนับสนุนอยู่ อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯขับรถปื้ดเดียวก็ถึงจังหวัดเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ก็จังหวัดพระนครศรีอยุธยานั่นแล ส่วนอำเภอที่เขาอยู่ก็รู้จักกันดี อำเภอภาชีที่รถไฟแล่นผ่าน เขาเลี้ยงไก่ไข่ด้วยปริมาณ 32,000 ตัว

นายสมบูรณ์ ทัศนพงษ์ อยู่บ้านเลขที่ 32/3 หมู่ 2 ตำบลโคกม่วง ในอดีตนายสมบูรณ์ ประกอบอาชีพหลากหลาย ทั้งพนักงานขับรถโดยสารประจำทาง ก่อสร้าง และเลี้ยงหมู จากนั้นหันมาเลี้ยงไก่ไข่ในโครงการสนับสนุนของทางรัฐบาล โดยเริ่มจากปริมาณไก่ไข่ที่ 100 ตัว ควบคู่ไปกับการเลี้ยงไก่เนื้อกับบริษัทแห่งหนึ่ง แต่ด้วยรายได้ที่ไม่แน่นอน ทั้งประจวบเหมาะกับได้รับการแนะนำให้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงไก่ไข่ ในรูปแบบประกันราคาของบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ จึงเข้าร่วมโครงการฯ

 สมบูรณ์เล่าให้ฟังว่า ผมมีชีวิตอยู่ได้ วันนี้นับว่าประสบความสำเร็จหาที่สุดไม่ได้แล้ว จากการที่เกิดมาจากความยากจน ทำมาก็หลายอาชีพ การศึกษาก็เรียนมากับพระ เป็นลูกศิษย์พระ มีวันนี้ก็นับว่าดีที่สุดแล้ว จากอาชีพนี้  เดิมผมมีที่ทำกิน 14 ไร่ ณ วันนี้มีเพิ่มขึ้นเป็น 60 ไร่

“เริ่มแรกเลี้ยงไก่ 4,200 ตัว จากนั้นก็ปรับเพิ่มเป็น 5,000 ตัวในปีต่อมา เพราะกำไรดี เลี้ยงไก่ที่ 4,200 ตัวกำไรตั้ง 160,000 บาท เกิดมาไม่เคยได้เงินมากอย่างนั้นก็ดีใจ ตกลงด้วยคำพูดขอเพิ่มเป็น 20 โรง วางโครงการพอสร้างได้ 6 โรง เจ้าหน้าที่ซีพีเอฟเค้าก็บอกว่าผู้ใหญ่พอก่อน เพราะว่าเราทำโครงการแบบส่งเสริมเกษตรกรไม่ใช่ธุรกิจ ให้เกษตรกรคนอื่นบ้าง จะได้กระจายกันทั่วประเทศ แล้วเขาถามว่าผมพอใจไหม ผมก็บอกว่าพอใจ ทำไปก็ดี ได้ที่ทำกินเพิ่มขึ้นมาอีก 40 ไร่ เป็น 60 ไร่”

สมบูรณ์เล่าว่ารุ่นที่แล้วสามารถทำได้ถึงตัวละ 100 บาท จากปกติที่เลี้ยงแล้วขายที่ 70-80 บาทต่อตัว ก็ได้กำไรสุทธิไปถึง 3 ล้าน ทำไปกำไรก็ได้ไม่เท่ากันหรอก อยู่ที่ความสามารถของเราด้วย ด้านบริษัทก็มีหน้าที่ให้คำปรึกษา ให้เทคโนโลยี คอยหาเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาถ่ายทอดให้ เกษตรกรก็มีหน้าที่เลี้ยง ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ใช้ประสบการณ์

ความหนาแน่นของการเลี้ยงพื้นที่กว้าง 8 เมตร ยาว 60 เมตร บรรจุไก่ 5,300 ตัวต่อโรง ทั้งหมด 6 โรงเรือน โดยใช้โรงเรือนแบบอุโมงค์ลมที่ทางบริษัทเค้ามาทำให้ก่อน เมื่อก่อนนี้เลี้ยงกันแบบโรงเรือนเปิด ยุงเยอะก็ต้องกางมุ้ง กลางวันร้อนก็ต้องมีการฉีดสเปรย์น้ำให้ แต่ปรากฏว่าผลผลิตก็ไม่ดี ต่างจากวันนี้ที่มีระบบอุโมงค์ลมอย่างที่ว่า


สุดท้ายนายสมบูรณ์ให้ความเห็นในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้...ในเรื่องราคาเนื่องจากเป็นในรูปแบบของการเลี้ยงประกันราคายังไงเราก็จะขายได้ตามราคาประกัน ราคาไข่ตกไข่ขึ้นก็ไม่มีผลต่อเรา อยู่ที่ความสามารถของเราว่าหากผลิตไข่ได้มากเราก็จะได้กำไรมาก เรื่องตลาดเรื่องราคาบริษัทเขาดูแล เขารับความเสี่ยงไป เรามีหน้าที่เพียงผลิต ก็ถือว่าดี แต่ก็ยังห่วงอยู่เรื่องปัญหาไข่ล้นตลาด เพราะต่อไปนานไปบริษัทอาจรับไม่ไหว เกษตรกรอาจต้องลดการเลี้ยง หรืออาจต้องเลิกอาชีพไปเลย อยากจะเชิญชวนสมาคม หรือบริษัททุกบริษัทมาร่วมกันทำโครงการประกันราคา เราจะได้รู้ว่าไก่มันมีเท่าไหร่ จะได้ควบคุมได้ มันก็จะไม่มีปัญหา แต่ถ้าคิดว่ามือใครยาวสาวได้สาวเอา ไม่สามัคคีกันมันก็จะไม่หมดปัญหา แก้ปัญหาไข่ล้นตลาดไม่ได้...

นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีที่น่าเอาเยี่ยงอย่าง

การเลี้ยงไก่ดำ


ไก่ดำภูพาน
เป็นสัตว์เลี้ยงสายพันธุ์หนึ่งที่ได้สายพันธุ์ในปี 2545 จากการ พัฒนาพันธุ์ของ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริจังหวัดสกลนครและได้นำไปส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงกันในช่วงเวลาต่อมา...เพื่อเสริมรายได้อีกทางหนึ่งตามแนวของเศรษฐกิจพอเพียง

นายสัตวแพทย์วิศุทธิ์ เอื้อกิ่งเพชรหัวหน้างานศึกษาและพัฒนาด้านปศุสัตว์ ผู้ริเริ่มโครงการพัฒนาไก่ดำสายพันธุ์ภูพานได้บอกถึงความเป็นมาว่า....โครงการนี้เริ่มจากเมื่อ 15 ปีก่อน โดยกรมปศุสัตว์ได้นำเข้าไก่ดำมาจากประเทศจีน แล้วนำมาเลี้ยงไว้ที่จังหวัดสกลนคร

ในช่วงแรกๆก็เลี้ยงกันแบบพื้นบ้าน ไม่มีการพัฒนาสายพันธุ์กระทั่งถึงสังคมผู้บริโภคในปัจจุบันมีความตระหนักต่อการรักษาสุขภาพจะต้องบริโภคอาหารที่เป็นยา มากกว่าการกินยาเป็นอาหาร....

ไก่ดำถูกจัดเข้ามาอยู่ในกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพเลยกลายเป็นที่ต้องการของตลาดสูงตามกระแสนิยมด้วยเชื่อที่ว่าเป็นอาหารที่มีคุณสมบัติในการบำรุงสุขภาพคนป่วย ผู้สูงอายุหญิงมีครรภ์ และหลังคลอด
และเมื่อนำไปตุ๋นร่วมกับเครื่องยาจีนจะทำให้คุณสมบัติเยี่ยมยอด ในการเพิ่มสมรรถนะการทำงานของร่างกายในหลายๆ ส่วน...โดยเฉพาะทางเพศ

เพราะคุณประโยชน์มากมายนี้เอง...ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯจึงมีความคาดหวังว่าจะผลิตไก่ดำสายเลือดดี พันธุ์แท้ตรงตามลักษณะความต้องการของตลาดโดยแรกเริ่มในการพัฒนาได้รวบรวมเอาไก่ดำที่เกษตรกรเลี้ยงกันอยู่ในพื้นที่จังหวัดสกลนครมาผสมพันธุ์กันแล้วคัดเลือกตัวที่มีคุณลักษณะตามที่ต้อง การมาเป็นพ่อแม่พันธุ์เพื่อผลิตลูกไก่ดำไปส่งเสริมเป็นอาชีพให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ...

โดยวางแผนผสมแบบ in Breed เมื่อทดลองผสมข้ามกันแต่ละสายพันธุ์กระทั่งมีความดำมากขึ้น...ตั้งแต่ขนดำ หนังดำ เล็บดำ เนื้อเทาดำและกระดูกก็สีเทาดำอีกด้วย...ใช้เวลา 2 ปี จนกระทั่งสายพันธุ์นิ่งจึงได้ไก่ดำที่มีลักษณะดีขึ้น แล้วก็แตกออกเป็น 5 สายพันธุ์


หัวหน้างานศึกษา และ พัฒนาด้านปศุสัตว์ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯได้บอกต่ออีกว่า....จนถึงปี พ.ศ.2549 การพัฒนาสายพันธุ์ไก่ดำภูพานเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์จากนั้นจึงนำไปส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงภายใต้ระบบการเลี้ยงแบบชาวบ้านเดิมๆ ให้อาหารแบบการโปรยข้าวเปลือกให้เหมือนเก่าก่อนที่ปู่ย่าตายายเคยปฏิบัติกันไม่มีต้นทุนหรือเทคนิคการเลี้ยงที่ซับซ้อนยุ่งยาก

แต่สามารถจำหน่ายเป็นรายได้ที่สูงกว่าการเลี้ยงไก่พื้นเมืองตามปกติเป็นการสร้างอาชีพทางเลือกอีกทางหนึ่งและผลการเลี้ยงกับกำไรที่ได้จากการขายไก่ดำภูพานนี้เป็นที่พึงพอใจของเกษตรกรอย่างมาก

เมื่อเปรียบเทียบจากเมื่อก่อนที่เคยเลี้ยงไก่พื้นเมือง 1 ตัวใช้ระยะเวลาการเลี้ยง 4-5 เดือน ขายได้ตัวละ 60-70 บาท แต่หากเลี้ยงไก่ดำภูพานใช้ระยะเวลาเท่าๆกันจะสามารถขายได้ถึงตัวละ 200 บาทเลยทีเดียว.....รายได้และกำไรมากขึ้นถึง 2-3 เท่าตัว...

ไก่ดำภูพานจึงเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่เลี้ยงแบบธรรมดาแต่รายได้ไม่ธรรมดา...!!!

สนใจอยากหารายได้แบบไม่ธรรมดานี้ ติดต่อได้ ที่หัวหน้างานศึกษา และพัฒนาปศุสัตว์ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ โทร. 0-4274-7458-9 หรือ 08-1965-3468 เวลากลางวันสะดวกที่สุด

แต่เขามีข้อกำหนดไว้ว่า...ต้องสั่งจองเป็นชุด...ชุดละ 1,000 บาท มีตัวผู้ 1 ตัว กับตัวเมียอีก 4 ตัว (ครอบครัวละไม่เกิน 2 ชุด) และ ต้องทำคอกและมีตาข่ายกั้นไม่ให้มีการผสมกับไก่สายพันธุ์อื่นๆเด็ดขาดเพราะอาจจะทำให้เกิดการกลายพันธุ์ได้...!!!

การทำสารสะเดา


การทำสารสะเดา
ข้อความ : 1. นำเมล็ดสะเดาตากแห้งบดให้ละเอียด ใส่กากน้ำตาล อีเอ็ม และน้ำพอท่วม แช่ใว้ประมาณ 1 เดือนในถังพสาสติกเก็บใว้ในที่ร่ม ก่อนใช้ฉีดพืชผักให้ผสมน้ำ 1 ขวด ลิโพ ต่อน้ำ 20 ลิตร ถ้าแมลงระบาดให้ฉีดทุกวัน ถ้าไม่ระบาดให้ฉีด ทุกๆ 7 วัน  ( สะเดา/กากน้ำตาล/อีเอ็ม/น้ำ = 1 กิโล /1ขวดลิโพ/1ช้อนโต๊ะ/น้ำพอท่วม) จากประสบการณ์ตรง ถ้าไม่มีกากน้ำตาลและอีเอ็มก็ใช้น้ำธรรมดาก็ได้

2. ใช้ใบสะเดาแช่แทนเมล็ด โดยสับใบสะเดาให้ได้ขนาด ไม่เกิน 2 เชนติเมตร ส่วนผสมก็เหมือนกับเมล็ด น้ำหมักจากใบจะได้หมดน้อยกว่าจากเมล็ดแต่ประหยัดค่าใช้จ่ายเพราะหาได้ตลอดปี

การใช้สารสะเดาเพื่อกำจัดแมลงศัตรูพืช
เมื่อวันที่ 29 เมษายน 52
สะเดา เป็นพืชที่รู้จักกันดี ปัจจุบันยิ่งเป็นที่รู้จักกันมากยิ่งขึ้น เพราะสะเดามีคุณประโยชน์ทางด้านกำจัดแมลงศัตรูพืช ทดแทนการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม แต่สะเดาก็มีหลายพันธุ์ดังที่กรมส่งเสริมการเกษตรมีข้อมูลไว้ว่า สะเดา แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ  สะเดาอินเดีย สะเดาไทย สะเดาช้าง หรือต้นเทียม ไม้เทียม 


ศ.ดร.ขวัญชัย สมบัติศิริ ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร ม.เกษตรศาสตร์ เขียนหลักการและวิธีการใช้สะเดาป้องกันและกําจัดแมลงศัตรูพืชไว้ในเอกสารเผยแพร่ทางวิชาการ ฉบับที่ 1 โครงการเกษตรกู้ชาติ ม.เกษตรศาสตร์ ไว้ว่า เนื้อสะเดามีรสหวาน เป็นอาหารของนก และใช้เป็นยาฆ่าเชื้อโรค นํ้ามันสะเดาที่สกัดได้จากเมล็ดในจะนําไปใช้ในอุตสาหกรรมผลิตสบู่ ยาสีฟัน เป็นยารักษาเส้นผม เป็นยาคุมกําเนิด (โดยการฉีดนํ้ามันสะเดาเข้าไปในอวัยวะเพศหญิงฆ่าเชื้ออสุจิ) เป็นยารักษาโรคผิวหนัง โรคเรื้อนโรคปวดตามข้อ แผลปวดตามข้อ แผลเป็นหนองแก้พิษแมลงกัดต่อย และใช้เป็นสารฆ่าแมลงบางชนิดภายหลังจากการสกัดนํ้ามันจากเมล็ดสะเดาแล้ว กากที่เหลือสามารถนําไปสกัดด้วยแอลกอฮอล์หรือนํ้าเพื่อสกัดสารอะซาไดแรคติน (azadirachtin) ใช้ทําเป็นสารฆ่าแมลง กากที่เหลือจากการสกัดครั้งนี้ เรียกว่า นีม เค้ก (neem cake) ยังสามารถใช้เป็นประโยชน์อย่างอื่นได้ เช่น ผสมกับกากนํ้าตาลใช้เป็นอาหารสัตว์ เป็นปุ๋ยหรือผสมกับปุ๋ยยูเรียทําเป็นปุ๋ยละลายช้า เป็นสารฆ่าแมลงสารฆ่าโรคพืช และไส้เดือนฝอยบางชนิด

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า สารอินทรีย์ที่สกัดได้จากเมล็ดสะเดาที่สำคัญ คือสารอะซาไดแรคติน สามารถออกฤทธิ์ในการป้องกันกำจัดได้หลายรูปแบบ คือเป็นสารฆ่าแมลง สารไล่แมลงทำให้แมลงไม่ชอบกินอาหาร ยับยั้งการเจริญเติบโตของแมลง การเจริญเติบโตผิดปกติทำให้หนอนไม่ลอกคราบหนอนตายในระยะลอกคราบ สารออกฤทธิ์มีผลต่อการสร้างฮอร์โมน ทำให้แมลงมีการผลิตไข่และการฟักไข่ลดน้อยลง แต่สารอะซาไดแรคตินจะมีอันตรายน้อยต่อมนุษย์และสัตว์ศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูพืชและสภาพแวดล้อม จากการทดลองพบสารอะซาไดแรคติน มากที่สุดในเมล็ดสะเดา โดยเฉพาะสะเดาอินเดีย พบปริมาณสูงที่สุด คือ  7.6 มก./กรัม โดยเฉลี่ย สะเดาไทยพบ 6.7 มก./กรัม โดยเฉลี่ย และสะเดาช้าง (ต้นเทียม) พบ 4.0 มก./กรัม โดยเฉลี่ย 

สำหรับวิธีนำสะเดามาทำเป็นสารสำหรับกำจัดแมลงกรมส่งเสริมการเกษตรแนะไว้ดังนี้ ให้เอาเมล็ดสะเดาแห้งที่ประกอบด้วยเปลือกหุ้มเมล็ดและเนื้อเมล็ด มาบดให้ละเอียดแล้วนำผงเมล็ดสะเดามาหมักกับน้ำในอัตรา 1 กิโลกรัม/น้ำ 20 ลิตร โดยใช้ผงสะเดาใส่ไว้ในถุงผ้าขาวบางแล้วนำไปแช่ในน้ำนาน 24 ชั่วโมง ใช้มือบีบถุงตรงส่วนของผงสะเดา เพื่อสารอะซาไดแรคตินที่อยู่ในผงสะเดาสลายตัวออกมาให้มากที่สุด เมื่อจะใช้ก็ยกถุงผ้าออก พยายามบีบถุงให้น้ำในผงสะเดาออกให้หมดแล้วนำไปฉีดป้องกันกำจัดแมลง ก่อนนำไปฉีดแมลงควรผสมสารจับใบเพื่อให้สารจับกับใบพืชได้ดีขึ้น 

ควรใช้สารสกัดนี้ ฉีดพ่นในเวลาเย็นจะมีผลในการฆ่าแมลงได้ดี ใช้ฉีดพ่น 5-7 วันต่อครั้ง และควรใช้สลับกับสารฆ่าแมลงเป็นครั้งคราว แต่ถ้าเป็นช่วงที่แมลงระบาดอย่างรุนแรง ต้องใช้สารฆ่าแมลงฉีดพ่น ซึ่งจะลดความเสียหายได้รวดเร็ว  


ศ.ดร.ขวัญชัย บอกไว้ว่า การเก็บและรักษาผลหรือเมล็ดสะเดาที่ถูกต้อง จะช่วยให้สารออกฤทธิ์ในสะเดามีปริมาณสูงมีผลให้สารสกัดสะเดาที่สามารถใช้ป้องกันและกําจัดแมลงศัตรูพืชได้ผลดี การเก็บและรักษาผลหรือเมล็ดสะเดาที่ไม่ดีจะเกิดเชื้อราเข้าทําลายสารออกฤทธิ์ โดยเฉพาะสารอะซาไดแรคติน

วิธีการที่ถูกต้องเริ่มตั้งแต่การเก็บ ควรเก็บผลสะเดาที่ร่วงหล่นอยู่ใต้ต้น หรือ เก็บผลสุกสีเหลืองจากกิ่งก็ได้ อย่าปล่อยทิ้งผลสะเดาที่ร่วงบนดินนานเกินไป จากนั้นนํามาผึ่งแดดประมาณ 2-3 สัปดาห์จนเปลือกสะเดาแห้งเป็นสีนํ้าตาลจึงนํามาผึ่งในร่มประมาณ 2-4 สัปดาห์ เพื่อให้เมล็ดในแห้งสนิท ขั้นตอนต่อไปคือเก็บบรรจุในถุงตาข่ายพลาสติกหรือกระสอบป่าน (ยกเว้น กระสอบปุ๋ย) ซึ่งสามารถวางซ้อนกันได้ โดยมีแผ่นไม้วางข้างล่างเพื่อป้องกันความชื้นจากดินการเก็บรักษาในลักษณะเป็นผลแห้งนี้จะนําไปใช้ได้เฉพาะการผลิตใช้เอง ไม่เหมาะที่จะนําไปผลิตเป็นอุตสาหกรรม (มีต่อในวันพุธหน้า).
ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 29 เมษายน 2552

ทำปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด



การทำปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดคุณภาพสูง


สูตรการทำปุ๋ยอินทรีย์ สูตรที่ 1
1.มูลสัตว์ 250 กิโลกรัม
2.แร่ฟอสเฟส 150 กิโลกรัม
3.แร่โดโลไมท์ 100 กิโลกรัม
4.รำละเอียด 50 กิโลกรัม
5.เศษพืชหมักแล้ว 200 กิโลกรัม
6.มูลค้างคาว 100 กิโลกรัม
7.ปูนมาร์ล 100 กิโลกรัม
8.แร่ภูไมท์ 50 กิโลกรัม



สูตรการทำปุ๋ยอินทรีย์ สูตรที่ 2
1.มูลวัว 100 กิโลกรัม
2.แร่ฟอสเฟส 240 กิโลกรัม
3.มูลค้างคาว 80 กิโลกรัม
4.กระดูกป่น 480 กิโลกรัม
5.รำละเอียด 100 กิโลกรัม



สูตรการทำปุ๋ยอินทรีย์ สูตรที่ 3
1.แร่โดโลไมท์ 100 กิโลกรัม
2.แร่ฟอสเฟส 100 กิโลกรัม
3.มูลสัตว์ 300 กิโลกรัม
4.รำละเอียด 100 กิโลกรัม
5.เศษพืชหมักแล้ว 400 กิโลกรัม


สุดยอดเกษตรแนวใหม่ปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ อัดเม็ดสูตร มูลค้างคาว
สุดยอดเกษตรแนวใหม่ ราชาแห่งปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดสูตร มูลค้างคาว นาโนออแกนิคปุ๋ยอิทรีย์-ชีวภาพ ตราต้นทิพย์  สามารถช่วยย่อยสลายซากพืช ซากสัตว์ในดินแปรเปลี่ยนสภาพเป็นโปรตีน ให้พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ จุลินทรีย์ยังช่วยย่อยสลายดินให้ร่วนซุยทำให้พืชขยายรากเพิ่มจำนวนรากฝอยและช่วยให้รากยาวขึ้น ต้นพืชก็จะแข็งแรงและสมบูรณ์ขึ้น สามารถเพิ่มผลผลิตให้เกษตรกร

วิทยาศาสตร์การเกษตรแนวใหม่
จากการศึกษาค้นคว้าและทดลองเรื่องพืชพันธุ์ต่างๆ ตามแนววิทยาศาสตร์การเกษตรแนวใหม่ นอกจากพืชจะต้องการแร่ธาตุอาหารหลักคือ ไนโตรเจน, ฟอสฟอรัส, โปรตัสเซียม แล้วพืชยังต้องการวิตามิน, กรดอะมิโน และเกลือแร่ต่างๆ อีกมากมายในปริมาณและสัดส่วนที่ต่างกันออกไปตามพืชแต่ละชนิด
ผลวิจัยได้พบว่าพืชเกือบทุกชนิดต้องการไนโตรเจน เฉลี่ยเพียง 1.5% ฟอสฟอรัส 0.5% โปรตัสเซียม 1% เท่านั้น ฉนั้นการที่เราให้ธาตุอาหารตามสูตรที่มีอยู่เดิมคือ 15-15-15, 16-16-16, 46-0-0 ฯลฯ จึงถือเป็นการให้ปุ๋ยเกินความจำเป็นทำให้มีธาตุอาหารตกค้างในดินจำนวนมาก ก่อให้เกิดการตรึงธาตุอาหารในดิน และมีผลต่อลักษณะทางกายภาพของดิน เช่นดินแข็งเป็นก้อน ดินเสีย ดินเปรี้ยว ซึ่งมีผลเสียต่อดินในระยะยาว

- การมีฟอสฟอรัสในดินสูงทำให้พืชขาด Zn, Fe, Cu
- การมีโปรตัสเซียมในดินสูงทำให้พืชขาด Mg, Ca, B
- การมีกำมะถันในดินสูงทำให้พืชขาด Mn, Mo, S
- การมีเหล็กในดินสูงทำให้พืชขาด Ca, Mo, Fe
- การใช้ปูนขาวหรือโดโลไมท์มากเกินไปทำให้พืชขาดธาตุ Zn, Mn, Fe, B, Mo

ปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ ตราต้นทิพย์ สูตรมูลค้างคาว นาโนออแกนิค

ส่วนผสม
1. มูลค้างคาว
2. แร่ฟอสเฟต
3. แร่โดโลไมท์ดิน
4. แร่โดโลไมท์หิน
5. แร่ภูไมท์
6. แร่ธีโอไลท์
7. แร่แคลเซียม
8. ส่าเหล้า
9. กากฮามิ
10. ปุ๋ยหมัก
11. R.P. สารลำเลียง
12. โฮโมน (โปรตีนจากธรรมชาติ)
13. จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์
14. สาหร่าย (USA)

คุณประโยชน์
1. ช่วยโอบอุ้มและพยุงธาตุสารอาหารต่างๆ เอาไว้ เพื่อให้พืชสามารถดูดซึมไปใช้ได้อย่างช้าๆ และต่อเนื่องยาวนานก่อนที่จะถูกน้ำละลายลึกลงดิน
2. เสริมสร้างประสิทธิภาพการทำงานระบบภายในของพืช และระบบการทำงานของราก การลำเลียงอาหาร การสังเคราะห์แสงและกระบวนการต่างๆ ทางเคมีของพืช
3. ช่วยการกระจายและการเจริญเติบโตของราก กิ่ง ใบ การผลิตดอกติดผล
4. ช่วยผลผลิตให้สูงกว่าเดิมมากทั้งปริมาณ ขนาด คุณภาพ รสชาติ และสีสันของผลผลิต
5. ช่วยเพิ่มปริมาณแร่ธาตุสารอาหารพืชทางดิน

การทำน้ำปุ๋ยชีวภาพ



ปุ๋ยชีวภาพ (ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตร)   ปุ๋ยเป็นยุทธปัจจัยที่สำคัญ ในการผลิตพืช เนื่องจากปุ๋ยเป็นอาหารของพืช สามารถจำแนกปุ๋ยได้ 3 ประเภท คือ ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ และปุ๋ยเคมี ในการเลือกใช้ปุ๋ยนั้น เกษตรกรควรศึกษา ข้อดี และข้อเสีย ของปุ๋ยแต่ละประเภท ก่อนเลือกใช้ปุ๋ยแต่ละชนิดปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ การใช้ปุ๋ยมีประสิทธิภาพ ได้แก่ การเลือกใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับชนิดและอายุของพืช ความชื้นในดิน คุณสมบัติของดิน และวิธีการใช้ปุ๋ยแบบผสมผสาน จะเป็นแนวทางที่สามารถช่วยให้เกษตรกรได้รับทั้งผลตอบแทนที่สูงสุด เสริมสร้างระบบการผลิตพืชแบบยั่งยืนและความปลอดภัยให้กับสภาพแวดล้อม

คำนิยามปุ๋ย ความหมายโดยทั่วไป ปุ๋ย หมายถึง วัตถุหรือสารที่เราใส่ลงไปในดิน โดยมีความประสงค์ที่จะให้ธาตุอาหาร เพิ่มเติมแก่พืช ให้มีปริมาณที่เพียงพอ และสมดุลตามที่พืชต้องการใน พรบ.ปุ๋ย ปี 2518 ได้ให้คำจำกัดความปุ๋ยไว้ว่า หมายถึง สารอินทรีย์ หรือ อนินทรีย์ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือทำขึ้นก็ตาม สำหรับใช้เป็นธาตุอาหารแก่พืชได้ ไม่ว่าโดยวิธีใด หรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในดิน เพื่อบำรุงความเติบโตแก่พืช

ปุ๋ยเคมี หมายถึง ปุ๋ยที่ได้จากสารอนินทรีย์ หรืออินทรีย์สังเคราะห์ รวมถึงปุ๋ยเชิงเดี่ยว ปุ๋ยเชิงผสม และปุ๋ยเชิงประกอบ และหมายความตลอดถึงปุ๋ยอินทรีย์ที่มีปุ๋ยเคมีผสมอยู่ด้วย แต่ไม่รวมถึงปูนขาว ดินมาร์ล ปูนพลาสเตอร์ หรือยิบซั่ม

ปุ๋ยอินทรีย์ หมายถึง ปุ๋ยที่ได้จากอินทรียวัตถุ ซึ่งผลิตด้วยกรรมวิธี ทำให้ชื้น สับ บด หมัก ร่อนหรือวิธีการอื่น ๆ แต่ไม่ใช่ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยชีวภาพ

ปุ๋ยชีวภาพ หมายถึง ปุ๋ยที่ประกอบด้วยจุลินทรีย์ที่มีชีวิต ที่สามารถสร้างธาตุอาหารหรือช่วยให้ธาตุอาหารเป็นประโยชน์กับพืช หรืออาจเรียกว่า ปุ๋ยจุลินทรีย์ (ยุทธศาสตร์ปุ๋ยชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร. 2548-2553)

ประโยชน์ของปุ๋ยชีวภาพ  ช่วยทดแทนปุ๋ยเคมีในพืชตระกูลถั่ว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยเคมี ใส่เพียงครั้งเดียวตลอดชีวิตพืช ช่วยสร้างความสมดุลของธาตุอาหารพืช ใช้ในปริมาณเพียงเล็กน้อย ราคาถูก


E.M. (อี.เอ็ม.) คืออะไร (ข้อมูลจาก กศน.บ้านแพรก)   
E.M. ย่อมาจากคำว่า Effective Micro-organisms หมายถึง กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพคิดค้นพบโดย ศาสตราจารย์ ดร.เทรโอะ ฮิงะ (TEROU HIGA) แห่งมหาวิทยาลัยริวกิว เมืองโอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น โดยใช้เทคนิคทางชีวภาพ รวบรวมเฉพาะกลุ่มจุลินทรีย์ หมวดสร้างสรรค์ที่มีอยู่ในธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ช่วยปรับปรุงสภาพความสมดุลของสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น จุลินทรีย์หมวดสร้างสรรค์ที่มีใน EM ได้แก่ กลุ่มจุลินทรีย์แสง แลกโตบาซิรัส เพนนิซีเลี่ยม ไตรโคเดอมา ฟูเซเลียม สเตปโตไมซิส อโซเบคเตอ ไรโซเบียม ยีสต์รา รูปเส้นใย ฯลฯ

จุลินทรีย์ใน EM ส่วนใหญ่เป็นจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการอากาศ และมีพลัง “แอนติออกซิเดชั่น” ซึ่งเป็นพลังสร้างสรรค์ของชีวิต ป้องกันมิให้มีการทำลายชีวภาพที่สำคัญของเซลล์ได้ป้องกันฤทธิ์ของสารพิษได้หลายชนิด รักษาสภาพธรรมชาติของเซลล์ ได้มิให้เสื่อมสภาพรักษาสุขภาพของคนและสัตว์ มิให้เป็นโรคหรือเจ็บป่วยได้ง่าย   

ลักษณะโดยทั่วไปของ EM
เป็นของเหลวสีน้ำตาลกลิ่นหอมอมเปรี้ยวอมหวาน (เกิดจากการทำงานของกลุ่มจุลินทรีย์ต่าง ๆ ใน E.M.) เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีชีวิต ไม่สามารถใช้ร่วมกับสารเคมีหรือยาปฏิชีวนะและยาฆ่าเชื้อต่าง ๆ ได้ ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต เช่น คน สัตว์ พืช และแมลงที่เป็นประโยชน์ ช่วยปรับสภาพความสมดุลของสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ ที่ทุกคนสามารถนำไปเพาะขยายเพื่อช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง
 
ลักษณะการผลิต
เพาะขยายจากจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์มากกว่า 80 ชนิด จากกลุ่มจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง
- กลุ่มจุลินทรีย์ผลิตกรดแลคติค
- กลุ่มจุลินทรีย์ตรึงไนโตรเจน
- กลุ่มจุลินทรีย์เอคทีโนมัยซีทส์
- กลุ่มจุลินทรีย์ยีสต์
ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ได้จากธรรมชาตินำมาเพาะเลี้ยงและขยายให้จุลินทรีย์ขยายตัวด้วยปริมาณที่สมดุลกันด้วยเทคโนโลยีพิเศษ โดยใช้อาหารจากธรรมชาติ เช่น โปรตีน รำข้าว และสารประกอบอื่น ๆ ที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีต
    
ประโยชน์ของจุลินทรีย์โดยทั่วไป
ด้านการเกษตร
- ช่วยปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างในดินและน้ำ
- ช่วยแก้ปัญหาจากแมลงศัตรูพืชและโรคระบาดต่าง ๆ
- ช่วยปรับสภาพดินให้ร่วนซุย อุ้มน้ำและอากาศผ่านได้ดี
- ช่วยย่อยสลายอินทรีย์วัตถุ เพื่อให้เป็นปุ่ญ (อาหาร) แก่อาหารพืชดูดซึมไปเป็นอาหารได้ดี ไม่ต้องใช้พลังงานมากเหมือนการให้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์
- ช่วยสร้างฮอร์โมนพืช พืชให้ผลผลิตสูงและคุณภาพดีขึ้น
- ช่วยให้ผลผลิตคงทน สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน มีประโยชน์ต่อการขนส่งไกล ๆ เช่น ส่งออกต่างประเทศ
- ช่วยกำจัดกลิ่นเหม็นจากฟาร์มปศุสัตว์ ไก่และสุกร ได้ภายในเวลา 24 ชม.
- ช่วยกำจัดน้ำเสียจากฟาร์มได้ภายใน 1 – 2 สัปดาห์
- ช่วยกำจัดแมลงวัน โดยการตัดวงจรชีวิตของหนอนแมลงวันไม่ให้เข้าดักแด้เกิดเป็นตัวแมลงวัน
- ช่วยป้องกันอหิวาห์และโรคระบาดต่าง ๆ ในสัตว์แทนยาปฏิชีวนะและอื่น ๆ ได้
- ช่วยเสริมสุขภาพสัตว์เลี้ยง ทำให้สัตว์แข็งแรงมีความต้านทานโรคสูง ให้ผลผลิตสูงอัตราการตายต่ำ   
ด้านการประมง
- ช่วยควบคุมคุณภาพในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำได้
- ช่วยแก้ปัญหาโรคพยาธิในน้ำเป็นอันตรายต่อกุ้ง ปลา กบ หรือสัตว์น้ำที่เลี้ยงได้
- ช่วยรักษาโรคแผลต่าง ๆ ในปลา กบ จระเข้ ฯลฯ ได้
- ช่วยลดปริมาณขี้เลนในบ่อ และทำให้เลนไม่เน่าเหม็น สามารถนำไปผสมปุ๋ยหมักใช้พืชต่างๆ ได้อย่างดี   

ด้านสิ่งแวดล้อม   
     - ช่วยปรับสภาพเศษอาหารจากครัวเรือน ให้กลายเป็นปุ๋ยที่มีประโยชน์ต่อพืชผักได้
- ช่วยปรับสภาพน้ำเสียจากอาคารบ้านเรือน โรงงาน โรงแรมหรือแหล่งน้ำเสีย
- ช่วยดับกลิ่นเหม็นจากกองขยะที่หมักหมมมานานได้   
    
การเก็บรักษาจุลินทรีย์
              สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน อย่างน้อย 6 เดือน ในอุณหภูมิห้องปกติ ไม่เกิน 46 – 50 C ต้องปิดฝาให้สนิท อย่าให้อากาศเข้าและอย่าเก็บไว้ในตู้เย็น ทุกครั้งที่แบ่งไปใช้ต้องรีบปิดฝาให้สนิท การนำ E.M. ไปขยายต่อควรใช้ภาชนะที่สะอาดและใช้ให้หมดภายในเวลาที่เหมาะสม

ข้อสังเกต
หากนำไปส่องด้วยกล้องจุลทัศน์ที่มีกำลังขยายสูงไม่ต่ำกว่า 700 เท่า จะเห็น จุลินทรีย์ชนิดต่าง ๆ อยู่มากมาย E.M. ปกติจะมีกลิ่นหอมอมเปรี้ยวอมหวาน ถ้าเสียแล้วจะมีกลิ่นเน่าเหมือน กลิ่นจากท่อน้ำทิ้งเก่า ๆ (E.M. ที่เสียใช้ผสมน้ำรดกำจัดวัชพืชได้) กรณีที่เก็บไว้นาน ๆ โดยไม่มีเคลื่อนไหวภาชนะ จะมีฝ้าขาว ๆ เหนือผิวน้ำ E.M.นั่นคือการทำงานของ E.M. ที่ผักตัวเมื่อเขย่าแล้วทิ้งไว้ชั่วขณะ ฝ้าสีขาวจะสลายตัวกลับไปใน E.M. เหมือนเดิม   
    
การประยุกต์ใช้จุลินทรีย์ การงานต่าง ๆ ดังนี้
งานด้านเกษตร 
E.M.ผสมน้ำ 1 : 1,000 – 2,000 ฉีดพ่นรดราดต้นไม้ สัปดาห์ละ 1 – 2 ครั้ง
การขยายจุลินทรีย์
เมื่อต้องการใช้จุลินทรีย์ในงานเกษตรที่มีเนื้อที่มาก ๆ ควรใช้จุลินทรีย์ที่ได้ขยายปริมาณให้มากขึ้น เพื่อเป็นการประหยัดต้นทุน โดยให้อาหารแก่จุลินทรีย์ ได้แก่ กากน้ำตาล น้ำอ้อย น้ำตาลทรายแดง นมแดง นมข้นหวาน หรือน้ำซาวข้าว เป็นต้น การขยายจุลินทรีย์ให้กับพืช

วัสดุ
จุลินทรีย์ กากน้ำตาล อย่างละ 1 ลิตร/น้ำ 1,000 ลิตร

วิธีทำ
ผสมกากน้ำตาลกับน้ำที่สะอาด คนให้ทั่วจนกากน้ำตาลละลายหมด
น้ำ E.M. ผสมในน้ำคนจนเข้ากันทั่ว ปิดฝาให้สนิททิ้งไว้ 1 – 3 วัน ภาชนะที่ใช้ต้องสะอาดจะใช้ถังพลาสติกหรือตุ่ม



วิธีใช้
เมื่อหมักไว้ตามกำหนดที่ต้องการแล้ว นำ E.M. ที่ขยายไปผสมกับน้ำละลายอีกในอัตรา EM1/น้ำ 2,000 ลิตร ฉีดพ่นรดต้นไม้ พืชผัก ไม้ผล ไม้ดอกไม้ประดับทุกชนิด ทุกวันหรือวันเว้นวันหรือสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง ใช้หญ้าแห้วหรือใบไม้แห้งหรือฟางคลุมดินบริเวณโคนต้นไม้ เพื่อรักษาความชื้นและ EM ย่อยสลายเป็นอาหารของพืช และเพื่อปรับสภาพของดินให้ดีขึ้นด้วย



ข้อสังเกต
1. เมื่อนำไปขยายเชื้อในน้ำ และกากน้ำตาลจะมีกลิ่นหอมและเป็นฟองขาว ๆ ภายใน 2 – 3 วัน ถ้าไม่มีฟองดังกล่าวแสดงว่า การหมักขยายเชื้อยังไม่ได้ผล
2. EM ที่นำไปขยายเชื้อแล้วควรใช้ให้หมดภายใน 3 วัน หลังจากหมักได้ที่แล้ว ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเสื่อมคุณภาพ ที่อาจเกิดจากความไม่สะอาดของน้ำ ภาชนะ และสิ่งแปลกปลอมจากอากาศเฉพาะเชื้อ EM ส่วนใหญ่ไม่ต้องการอากาศ

การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ


การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ
คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มีนวัตกรรมใหม่ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่ ไม่ต้องมีการเติมอากาศและไม่ต้องมีการพลิกกลับกอง อีกด้วย เกษตรกรสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดีที่มีค่าตามมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ให้ เสร็จภายในเวลาเพียง 30 วัน ด้วยเทคนิคที่เรียกว่า “วิศวกรรมแม่โจ้ 1” ที่ไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีกลิ่นและน้ำเสีย ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จะเบา นุ่ม และไม่มีกลิ่น

ต่อไปนี้เป็นคำบอกเล่าของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธีระพงษ์ สว่างปัญญางกูร ผู้อำนวยการสถานบริการวิชาการ คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร

การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ด้วยวิธี “วิศวกรรม แม่โจ้ 1” นี้มีหลักการทำงานที่ง่ายมาก วัตถุดิบมีเพียงเศษพืชและมูลสัตว์เท่านั้น วิธีการทำก็คือ นำเศษพืช 3 ส่วนกับมูลสัตว์ 1 ส่วน โดยปริมาตรมาผสมคลุกเคล้าให้ทั่วถึงรดน้ำให้มีความชื้น แล้วขึ้นกองเป็นรูปสามเหลี่ยมที่มีความสูงไม่ต่ำกว่า 1.50 เมตร มีความยาวของกองไม่จำกัดขึ้นอยู่กับปริมาณเศษพืชและมูลสัตว์ที่มี



กองปุ๋ยที่สูง 1.5 เมตร    จะทำให้สามารถเก็บกักความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยาการย่อยสลายของจุลินทรีย์ เอาไว้ในกองปุ๋ย ซึ่งความร้อนนี้นอกจากจะเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับ   จุลินทรีย์ชนิดชอบความร้อนสูงที่มีในมูลสัตว์แล้ว เมื่อความร้อนนี้ลอยตัวขึ้นจะทำให้ภายในกองปุ๋ยเกิดเป็นสุญญากาศแล้วจะ     ชักนำเอาอากาศภายนอกที่เย็นกว่าไหลเข้าไปภายในกองปุ๋ย  อากาศภายนอกที่ไหลหมุนเวียนเข้ากองปุ๋ยนี้ช่วยทำให้เกิดสภาวะการย่อยสลายของ จุลินทรีย์แบบใช้อากาศที่ไม่ทำให้เกิดกลิ่นหรือน้ำเสียใด ๆ

  “...หัวใจสำคัญของการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ด้วยวิธีนี้ คือ ต้องรักษาความชื้นภายในกองปุ๋ยให้มีความเหมาะสมอยู่เสมอตลอดทั้ง 30 วัน หากกองปุ๋ยแห้งเกินไปกิจกรรมการย่อยสลายของจุลินทรีย์จะหยุดชะงักลง และหากกองปุ๋ยเปียกโชกมากเกินไปจุลินทรีย์ก็จะชะงักกิจกรรมอีก เนื่องจากน้ำที่ห่อหุ้มล้อมรอบจุลินทรีย์จะทำให้อากาศไม่สามารถเข้าถึง จุลินทรีย์ได้...”

วิธีการดูแลความชื้นของกองปุ๋ยให้เหมาะสมมี 2 ขั้นตอนคือ ขั้นตอนที่หนึ่ง ให้รดน้ำภายนอกกองปุ๋ยทุกเช้า (ถ้าฝนตกก็ให้งดขั้นตอนนี้) และ ขั้นตอนที่สอง ให้คอยตรวจสอบความชื้นภายในกองปุ๋ยโดยการล้วงมือเข้าไปจับดูเนื้อปุ๋ยดู ถ้าพบว่าวัสดุเริ่มแห้งก็ให้ใช้  ไม้แทงกองปุ๋ยให้เป็นรูลึกถึงข้างล่างแล้วกรอกน้ำลงไป ควรแทงรูและเติมน้ำเช่นนี้รอบกองปุ๋ยระยะห่างกันประมาณ 40 เซนติเมตร ซึ่งอาจต้องทำขั้นตอนที่สองนี้ทุก 7-10 วันถ้าจำเป็น เมื่อเติมน้ำเสร็จแล้วให้ปิดรูไว้เสียเพื่อไม่ให้สูญเสียความร้อนภายในกอง ปุ๋ย
 การเติมความชื้นเข้าไปในกองปุ๋ยขั้น   ตอนที่สองนี้แม้ว่าอยู่ในช่วงของฤดูฝนก็ยังต้องมี  การเติมน้ำเข้าไปในกองปุ๋ย ทั้งนี้เพราะน้ำฝน  ไม่สามารถไหลซึมเข้าไปในกองปุ๋ยได้ ซึ่งเป็น คุณสมบัติเฉพาะของปุ๋ยอินทรีย์ที่จะอุ้มน้ำและ  ไม่ยอมให้น้ำส่วนเกินไหลซึมลงไปด้วยแรงโน้ม  ถ่วงของโลก จึงจำเป็นต้องใช้เทคนิคการแทง  กองปุ๋ยดังกล่าวเพื่อรักษาระดับความชื้นภายใน   กองปุ๋ยให้เหมาะสมอยู่เสมอ ดังนั้น จึงอาจ กล่าวได้ว่าเกษตรกรสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์   ด้วยวิธี “วิศวกรรมแม่โจ้ 1” นี้ในฤดูฝนได้ด้วย     เพราะฝนไม่สามารถชะล้างเข้าไปในกองปุ๋ยได้


เศษพืชที่เกษตรกรสามารถนำมาใช้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธีนี้ได้แก่ เศษพืชที่เหลือจากการเกษตรกรรมทุกชนิด เช่น ฟางข้าว ซังและเปลือกข้าวโพด เป็นต้น รวมทั้งผักตบชวา เศษผักจากตลาด และเศษใบไม้ทั้งแห้งและสด ส่วนมูลสัตว์สามารถนำมาใช้ได้ทั้งมูลโค มูลไก่ มูลช้าง และมูลสุกร โดยไม่มีผลต่อคุณภาพของปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตได้

หลังจากที่วัตถุดิบอยู่ในกองปุ๋ยแบบ “วิศวกรรมแม่โจ้ 1” ได้ครบ 30 วัน ก็จะมีความสูงเหลือเพียง 1 เมตร โดยไม่มีการพลิก       กลับกองหรือเติมอากาศใด ๆ ทั้งสิ้น หลังจากนั้นกองทิ้งไว้เฉย ๆ ให้แห้ง หรือนำไปเกลี่ยผึ่งแดดให้แห้งอีกประมาณ 7 วันเพื่อให้จุลินทรีย์ในกองปุ๋ยสงบตัว เมื่อแห้งดีแล้วก็สามารถนำ    ไปใช้ได้อย่างมั่นใจว่าจุลินทรีย์ในกองปุ๋ยจะไม่ไปรบกวนการเจริญเติบโตของ ต้นพืช

ม.แม่โจ้มีฐานเรียนรู้การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ “วิศวกรรมแม่โจ้ 1” สำหรับให้ผู้ที่สนใจเข้าชมการสาธิตได้ทุกวันเวลาราชการ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ติดต่อได้ที่ ผศ.ธีระพงษ์ สว่างปัญญางกูร โทร. 0-5387-5563.

การทำปุ๋ยหมักจุลินทรีย์



การทำปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ จากเศษอาหาร

ทุกครัวเรือน ร้านอาหาร ภัตตาคาร ฯลฯ ล้วนมีเศษอาหารที่เป็นผักผลไม้ และเศษอาหารอื่น ๆ จำนวนมากน้อยแล้วแต่สถานที่ สามารถนำไปหมักเป็นปุ๋ยหมักชั้นเลิศ เพื่อใส่พืชผักและผลไม้ที่ปลูกไว้ได้
อุปกรณ์

- ถังพลาสติกมีฝาปิดขนาด 20 – 200 ลิตร แล้วแต่ปริมาณเศษอาหารที่จะได้หรือต้องการ เจาะรูติดก๊อกน้ำบริเวณก้นถัง เพื่อไว้ระบายน้ำปุ๋ยหมัก ใช้ก๊อกให้มีขนาดโตพอสมควร เพื่อป้องกันการอุดตัน

- ถุงขยะพลาสติกสีดำ เจาะรูเล็ก ๆ 2 – 3 รู เพื่อให้น้ำปุ๋ยหมักผ่านทะลุได้ หรือจะใช้ตาข่ายไนล่อนตาถี่เย็บเป็นถุงก็ได้ หรือจะใช้กระสอบปุ๋ยน้ำซึมผ่านได้ก็ใช้ได้

- นำเอาถุงใส่ปุ๋ยที่เตรียมไว้ ใส่ลงในถังหมักปุ๋ยที่มีวัสดุรองก้นถัง ให้สูงจากระดับก๊อกน้ำเล็กน้อย

- ใช้กากน้ำตาล 20 – 40 ซีซี ใส่คลุกกับเศษอาหาร 1 ก.ก. และใส่จุลินทรีย์ EM ขยาย  10 – 20 ซีซี คลุกอีกครั้ง ใส่ลงในถุงใส่ปุ๋ยทุกวันจนเต็มถุง

- ปิดฝาถังหมักไว้ตลอดเวลา หมักไว้อย่างน้อย 7 วัน ก็จะมีน้ำปุ๋ยหมักซึมออกมา อยู่ที่ก้นถังหมัก
- ไขก๊อกเอาน้ำปุ๋ยหมักที่ได้ไปผสมน้ำในอัตรา 1 : 500 – 1,000 รดพืชและต้นไม้ทุก ๆ วัน
- ผสมน้ำปุ๋ยหมักกับอัตราส่วน 1 : 20 – 50 หรือไม่ผสมก็ได้ราดพื้นห้องส้วมชักโครกหรือจุดที่มีกลิ่นเหม็นบริเวณบ้าน หรือราดในท่อน้ำทิ้งเพื่อดับกลิ่นก็ได้ผลดี
- กากอาหารที่เหลือก็สามารถไปคลุมกับดินเป็นปุ๋ยต้นไม้ได้ดี

ข้อสังเกต
ถ้าหมักได้ที่จะไม่มีแมลงวันหรือมีกลิ่นเหม็น แต่กลิ่นจะหอมอมเปรี้ยว
ถ้ามีกลิ่นเหม็นและมีกลิ่นก๊าซแอมโมเนีย แสดงว่าหมักไม่ได้ผล
ระหว่างหมักอาจจะมีหนอนแมลงวันเกิด แต่มันไม่กลายเป็นแมลงวัน จะเป็นหนอนตัวโตกว่าปกติ มีอายุอยู่นานได้หลาย ๆ วัน แล้วจะตายไปเอง
หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป

บทความที่ได้รับความนิยม

 
Support : |
Copyright © 2011-2012 อาชีพพารวย - All Rights Reserved
เข้าสู่ปีที่ 2 อาชีพพารวย เพื่อนคู่คิดนักเกษตร พ.ศ. 2555
เว็บไซต์เพื่อนเกษตร