รายการอัพเดทล่าสุด

การเพาะเลี้ยงไรแดง




กาเพาะเลี้ยงไรแดง
ไรแดงเป็นอาหารธรรมชาติที่ดีสำหรับการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนโดยเฉพาะสัตว์น้ำเศรษฐกิจ ทั้งปลาสวยงามและปลาเศรษฐกิจ เช่น ปลา ปอมปาดัวร์ ปลากัด กุ้งก้ามกราม ปลากะพง ปลาบึก ปลาเทโพ และปลาดุกอุย เป็นต้น ในอดีตไรแดงส่วนใหญ่รวบรวมได้จากแหล่งน้ำโสโครกตามบ้านเรือน โรงฆ่าสัตว์ หรือโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งมีปริมาณไม่แน่นอน ปัจจุบันไรแดงจากธรรมชาติมีปริมาณลดลงเพราะสภาพสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เปลี่ยนไปในขณะที่ความต้องการไรแดงกลับเพิ่มขึ้น ทำให้ประสบปัญหาการขาดแคลนไรแดงในการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนมากขึ้น ซึ่งมีผลโดยตรงกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กรมประมงได้ศึกษาวิจัยและประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงไรแดง ซึ่งเป็นการลดปัญหาการขาดแคลนไรแดง และช่วยส่งเสริมการพัฒนาอาชีพการเพาะเลี้ยงไรแดง และการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
ไรแดง  เป็นอาหารธรรมชาติที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ดังนั้นการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนด้วยไรแดงจึงทำให้อัตราอดและอัตราการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำวัยอ่อนสูงมาก ไรแดงน้ำหนักแห้งประกอบด้วยโปรตีน 74.09 เปอร์เซ็นต์ คาร์ดบไฮเดรต 12.50 เปอร์เซ็นต์ ไขมัน 10.19 เปอร์เซ็นต์ และเถ้า 3.47 เปอร์เซ็นต์
 
ไรแดง  เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังจำพวกกุ้ง หรือที่เรียกว่า crustacean มีชื่อวิทยาศาสตร์ Moina macrocopa และมีชื่อสามัญว่า Water flea เป็นแพลงก์ตอนสัตว์ชนิดหนึ่งมีขนาด 0.4-1.8 มิลลิเมตร ลำตัวมีสีแดงเรื่อ ๆ ถ้าอยู่รวมกันเป็นจำนวนมากจะมองเห็นไรแดงมีสีแดงเข้มไรแดงเพศเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าเพศผู้ ลำตัวอ้วนเกือบกลมมีขนาดเฉลี่ย 1.3 มิลลิเมตร ส่วนเพศผู้ตัวเล็กและค่อนข้างยาวกว่า มีขนาดเฉลี่ย 0.5 มิลลิเมตร ตัวอ่อนที่ออกมาจากถุงไข่ของแม่ใหม่ ๆ จะมีขนาด 0.22-0.35 มิลลิเมตร มีสีจางกว่าตัวเต็มวัย ในสภาวะสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ไรแดงจะมีประชากรเพศผู้ 5 เปอร์เซ็นต์ เพศเมีย 95 เปอร์เซ็นต์ 
 
ไรแดง มีการสืบพันธุ์ 2 แบบ คือ 
แบบที่ 1 เป็นการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ
ไรแดงเพศเมียจะไข่แล้วฟักเป็นตัวโดยไม่ต้องผสมกับไรแดงเพศผู้ โดยปกติไรแดงจะมีอายุระหว่าง 4-6 วัน แพร่พันธุ์ได้ 1-5 ครั้ง หรือเฉลี่ย 3 ครั้ง ๆ ละ 19-23 ตัว ทั้งนี้ สภาวะแวดล้อมจะต้องเหมาะสม
 
แบบที่ 2 เป็นการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ
ในสภาวะแวดล้อมที่ผิดปกติ เช่น อุณหภูมิหรือต่ำเกินไป ความเป็นกรดเป็นด่างไม่เหมาะสมหรือขาดแคลนอาหาร ไรแดงจะเพิ่มปริมาณเพศผู้มากขึ้นแล้วไรแดงเพศเมียจะสร้างไข่ขึ้นอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งจะต้องได้รับการผสมพันธุ์จากเพศผู้แล้วสร้างเปลือกหุ้มหนา แม่ 1 ตัว จะให้ไข่ชนิดนี้ 2 ฟอง หลังจากนั้นตัวเมียก็จะตาย เนื่องจากสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมนั้น ไข่จะถูกทิ้งให้อยู่ก้นบ่อหรือก้นแหล่งน้ำนั้น ไข่เปลือกแข็งนี้สามารถทนต่อสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมได้นาน และจะฟักออกเป็นตัวเมื่อสภาวะแวดล้อมที่ดีขึ้นและมีอาหารที่อุดมสมบูรณ์
วิธีการเพาะไรแดง
การเพิ่มผลผลิตของไรแดงในบ่อนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการพลังงานจากแสงแดดเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ที่ทำให้ขบวนการต่าง ๆ ในภาพดำเนินไปด้วยดี ปุ๋ยและอาหารต่าง ๆ จะถูกย่อยสลายโดยบักเตรี ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อการแพร่ขยายของน้ำเขียว อีกทั้งยังทำให้เกิดขบวนการสังเคราะห์แสง ซึ่งจะใช้ของเสียต่างๆ จำพวกแอมโมเนีย คาร์บอนไดออกไซด์ และอื่น ๆที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต ทำให้คุณสมบัติของน้ำดีขึ้น การหมุนเวียนของน้ำจะเพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อไรแดง การเพิ่มปริมาณน้ำเขียวมากขึ้น และการใส่ยีสต์ก็สามารถช่วยในการเพิ่มผลผลิตของไรแดงได้อย่างมหาศาลเช่นเดียวกัน 
 
แบ่งออกเป็น 2 วิธี คือ
1.การเพาะเลี้ยงไรแดงในบ่อซีเมนต์ 
2.การเพาะเลี้ยงไรแดงในบ่อดิน
1.การเพาะไรแดงในวงบ่อซีเมนต์
เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าไรแดงมีประโยชน์มากมาย   ในด้านการอนุบาลสัตว์น้ำ  และใช้เป็นอาหารสำหรับกุ้งหรือปลาขนาดเล็กได้เป็นอย่างดีอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ โดยเฉพาะโปรตีนสูงมากแต่มักติดขัดตรงที่หายาก   และไม่แน่นอนบางวันก็มีบางวันก็หาซื้อไม่ได้โดยเฉพาะคนที่อยู่ต่างจังหวัดนี่ไม่ต้องพูดถึงหายากมากๆ  ถ้าไม่นับที่เป็นแบบแช่แข็ง   ผมเลยเอาประสพการณ์ที่ลองทำขึ้นมาแบบง่ายๆแต่ได้ผลจริงมาให้ลองทำกันดูเผื่อเป็นแนวทางอีกแนวทางหนึ่งให้เลือกใช้

วัสดุอุปกรณ์และส่วนผสมที่ต้องใช้
1. บ่อปูนขนาด 80 ซม. เป็นอย่างน้อย  ( ยิ่งมีขนาดใหญ่กว่านี้ก็ดีจะได้ผลผลิตเยอะ )
2. น้ำปราศจากคลอลีน 
3. รำ   2   ช้อน
4. ปลาป่น  1  ช้อน
5. ปูนขาว   1/4  ช้อน
6. ปุ๋ยสูตร  16- 20 - 0      1 ช้อน
7. ปุ๋ยสูตร  46- 0 - 0  ( ปุ๋ยยูเรีย )    1 ช้อน
8. ผ้าโอลอนแก้ว

สูตรนี้สำหรับบ่อขนาด   80 ซม.  ถ้าบ่อเล็กหรือใหญ่กว่านี้ก็ลดเพิ่มไปตามส่วนมีขั้นตอนการทำดังนี้
1. ใส่น้ำลงในบ่อปูนจนเต็ม  โดยใช้ผ้าโอลอนแก้วกรองน้ำด้วยเพือป้องกันศัตรูไรแดง
2. ใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงไป   แต่ปุ๋ย  16- 20 - 0   ต้องละลายน้ำก่อนเพาะถ้าหากใส่ไปเลยจะลละลายได้ยา
3. ใส่หัวเชื้อน้ำเขียวลงไป  ประมาณ  5  ลิตร  (  มากหรือน้อยกว่านี้ก็ได้  ถ้าใส่มากน้ำก็เขียวเร็ว )
4. หมั่นกวนน้ำบ่อยๆ  จะทำให้น้ำเขียวเร็วขึ้น
5. ประมาณ 2 ถึง สามวันจะได้น้ำเขียวที่ใช้สำหรับเป็นอาหารของไรแดง
6. นำหัวเชื้อไรแดงที่มีชีวิตใส่ลงไป
7. ประมาณ 2  วันจำนวนไรแดงจะเพิ่มขึ้นจนสามารถตักให้ปลากินได้
หลังจากที่ไรแดงหมดให้เอาน้ำออกและตากบ่อให้แห้ง  อย่างน้อย 1 วัน   แล้วจึงเริ่มจากข้อที่ 1 ใหม่
 
ข้อแนะนำ
1. หลังจากใส่ส่วนผสมลงไปแล้ว  ควรเป่าออ็กด้วย  จะทำให้คุณภาพน้ำดีขึ้น   แต่ไม่ควรเป่านานเกิน  12  ชม.   เพราะน้ำเขียวจะตาย
2. ฝนมีผลต่อจำนวนผลผลิต  หน้าฝนถ้ามีหลังคากันฝนแบบโปร่งแสงจะดีมาก
3.สำหรับมือใหม่ ควรมีบ่ออย่างน้อย  4 บ่อเพื่อให้ครบวงจร 
1. น้ำเขียวมีกลิ่นเหม็น
2.  น้ำไม่เขียว
3. ไรแดงที่ปล่อยไม่ขยายเพิ่ม

วิธีแก้
1. อาหารผสมมากเกินไป  ควรลดสัดส่วนลงมา
2. มีศัตรูไรแดงคอยกินน้ำเขียวอยู่ควรหาผ้าโอล่อนกรองน้ำทุกชนิดก่อนใส่ลงบ่อ   หรืออาหารผสมน้อยเกิน   หรือ  ไม่มีแดดจะทำให้น้ำเขียวช้า
3. น้ำมีคุณสมบัติไม่เหมาะสม  ควรใส่ออ็กบ้าง  แต่เบาๆเพื่อเพิ่มออ๊กซิเจนในน้ำ
 
2.การเพาะเลี้ยงไรแดงในบ่อดิน 
ไรแดง (Water flea หรือ Moina macrocopa หรือ Crustacean) เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังจำพวกกุ้ง มีขนาด 0.4-1.8 มิลลิเมตร ลำตัวมีสีแดงเรื่อๆ เพศเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าเพศผู้ ไรแดงเป็นอาหารธรรมชาติที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสำหรับการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน ไรแดงน้ำหนักแห้งประกอบด้วยโปรตีน 74.09% คาร์โบไฮเดรต 12.50% ไขมัน 10.19% และเถ้า 3.47% ไรแดงมีการสืบพันธุ์ 2 แบบ คือ แบบไม่อาศัยเพศ และแบบอาศัยเพศ
การเพาะเลียงไรแดงในบ่อดิน

บ่อดินที่จะใช้เพาะเลี้ยงไรแดง ควรมีขนาดประมาณ 200-800 ตารางเมตร โดยวิธีดำเนินการดังนี้ 
1. กำจัดสิ่งรกภายในบริเวณบ่อและศัตรูต่างๆ ของไรแดง ประมาณ 2 วัน
2. กรองน้ำลงบ่อให้มีระดับน้ำสูงจากพื้นบ่อประมาณ 25-40 เซนติเมตร พร้อมกับเติมปุ๋ยและอาหารลงไป 
3. สูตรอาหารที่ใช้ควรมีคุณภาพที่ดี  ถ้าไม่มีอามิ-อามิ ให้ใช้มูลไก่ประมาณ 80 กก./800 ตารางเมตร แล้วใส่น้ำเขียวประมาณ 2 ตัน ถ้าไม่มีน้ำเขียวก็หมักทิ้งไว้ประมาณ 3 วัน 
4. เมื่อน้ำในบ่อมีสีเขียวแล้วให้เติมเชื้อไรแดงอย่างดีประมาณ 2 กิโลกรัม 
5. เริ่มเก็บเกี่ยวไรแดงได้ในวันที่ 4-7 จึงควรเก็บเกี่ยวไรแดงให้ได้มากที่สุด (ควรเก็บเกี่ยวในช่วงเช้าก่อนพระอาทิตย์จขึ้นจะเก็บเกี่ยวได้สะดวกและได้ปริมาณมาก) หลังจากนั้นไรแดงจะเริ่มลดน้อยลง จึงควรเติมอาหารลงไป อาหารที่ควรเติมในระยะนี้ควรจะเป็นพวกย่อยสลายเร็ว เช่น น้ำถั่วเหลือง น้ำเขียว รำ เลือดสัตว์ ปุ๋ยวิทยาศาสตร์และปุ๋ยคอก เป็นต้น โดยเติมอาหารลดลงไปจากเดิมครึ่งหนึ่ง ไรแดงจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นอกภาพใน 2-3 วัน และจะกลับลดลงไปอีกก็ให้เติมอาหารลงไปเท่ากับครั้งที่ 2 ในกรณีนี้การเกิดไรแดงจะลดจำนวนลงมากถึงจะเติมอาหารลงไปอีก ไรแดงก็จะไม่เพิ่มปริมาณมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณการใส่อาหารกับผลผลิตที่ได้และเวลาที่เสียไปเห็นว่าไม่คุ้มกับการลงปุ๋ยแล้วจึงควรเริ่มการเพาะเลี้ยงไรแดงใหม่ ซึ่งปกติแล้วเมื่อไรแดงไม่ได้ 15 วัน ก็จะเริ่มต้นใหม่

การเลี้ยงปลาช่อน


 
การเลี้ยงปลาช่อนเพื่อส่งขายตลาด
ปลาช่อนเป็นปลากินเนื้อ อาหารที่ใช้เลี้ยงปลาช่อนจึงต้องเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง โดยทั่วไปนิยมเลี้ยงด้วยปลาเป็ด อัตราการปล่อยปลา นิยมปล่อยลูกปลาขนาด 8-10 เซนติเมตรหรือ น้ำหนัก 30-35 ตัว/กิโลกรัม ควรปล่อยในอัตรา 40-50 ตัว/ตารางเมตร และเพื่อป้องกันโรคซึ่งอาจจะติดมากับลูกปลา ให้ใช้ฟอร์มาลีนใส่ในบ่อเลี้ยงอัตราความเข้มข้นประมาณ 30 ส่วนในล้าน ( 3 ลิตร/น้ำ 100 ตัน ) ในวันแรกที่ปล่อยลูกปลาไม่จำเป็นต้องให้อาหาร ควรเริ่มให้อาหารในวันรุ่งขึ้น โดยเมื่อปล่อยลูกปลาช่อนลงในบ่อดินแล้ว อาหารที่ให้ในช่วงลูกปลาช่อนมีขนาดเล็ก คือ ปลาเป็ดผสมรำในอัตราส่วน 4:1 หรืออัตราส่วนปลาเป็ดร้อยละ40, รำร้อยละ30, หัวอาหารร้อยละ30 ปริมาณอาหารที่ให้ไม่ควรเกินร้อยละ 4-5 ของน้ำหนักตัวปลา วางอาหารไว้บนตะแกรงหรือภาชนะแบบลอยไว้ใต้ผิวน้ำ 2-3 เซนติเมตร ควรวางไว้หลายๆจุด
 
การถ่ายเทน้ำ ช่วงแรกความลึกของน้ำในบ่อควรอยู่ที่ระดับ 30-40 เซนติเมตร แล้วค่อยๆเพิ่มระดับน้ำสัปดาห์ละ 10 เซนติเมตรจนได้ระดับ 50 เซนติเมตรจึงถ่ายน้ำวันละครั้ง หลังจากอนุบาลลูกปลาในบ่อดินประมาณ 2 เดือน ปลาจะเติบโตไม่เท่ากัน ใช้อวนลากลูกปลาเพื่อคัดขนาด ไม่เช่นนั้นปลาใหญ่จะกินปลาเล็ก หลังจากอนุบาลลูกปลาในช่วง 2 เดือนแล้วต้องใช้เวลาเลี้ยงอีกประมาณ 4-5 เดือนจะให้ผลผลิต 1-2 ตัว/กิโลกรัม เช่น เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งานจะได้ผลผลิตมากกว่า 6,000 กิโลกรัม และเมื่อปลาโตได้ขนาดต้องการจึงจับจำหน่ายซึ่งก่อนจับปลาควรงดอาหาร 1-2 วัน 
การจับขายจับโดยการสูบน้ำออก 2 ใน 3 แล้วตีอวน ระลึกไว้ว่าปลาช่อนเป็นปลาที่ชอบมุดโคลนเลน ดังนั้นถ้าปลาเหลืออยู่น้อย ควรสูบน้ำให้แห้งแล้วจับออกให้หมด นำปลาที่ได้มาล้างโคลนออกก่อนที่จะส่งตลาด
การเลือกสถานที่เลี้ยงปลาช่อนควรจะพิจารณาเป็นข้อๆดังนี้
1. ใกล้แหล่งน้ำจืด ที่สามารถใช้ได้ตลอดปี
2. น้ำไม่เป็นกรดหรือด่างมากจนเกินไป
3. ที่ดอน น้ำไม่ท่วม และเป็นที่ราบ
4. ดินเหนียว หรือปนทราย
5. คมนาคมสะดวก
 

การเตรียมบ่อ
1. พื้นที่ที่ใช้ไม่ควรต่ำกว่าบ่อละครึ่งไร่ลึก 1.5 - 2 เมตร ทำคันดินที่ปากบ่อเมื่อเก็บน้ำได้ระดับสูงสุด ระดับน้ำควรต่ำกว่าคันดินประมาณ 8 เมตร
2. กั้นรั้วตาข่ายหรือไนล่อนที่ปากบ่อกันปลาช่อนกระโดดหนี
3. อัดดินในบ่อให้เรียบแน่น
4. ในกรณีที่เป็นบ่อเก่าควรสูบน้ำทิ้ง เหลือน้ำไว้ลึกประมาณ 20 เซนติเมต
5. โรยโล่ติ๊นกำจัดปลาที่ไม่ต้องการ และโรยปูนขาวในอัตรา 60-100 กิโลกรัมต่อ 1ไร่เพื่อฆ่าพยาธิและปรับสภาพดิน
6. ตากบ่อ 5-7 วัน
7. ใส่ปุ๋ยคอกตากหมาดๆ 40-80 กิโลกรัมต่อไร่
8. ระดับน้ำที่ใช้ในการเลี้ยงปลาช่อนลูกปลาขนาดเล็กกว่า 5 เซนติเมตรน้ำลึก 30-40 เซนติเมตร ปลาและลูกปลาขนาดมากกว่า 6 เซนติเมตรน้ำลึก 80-150 เซนติเมตร

*ลักษณะความแตกต่างระหว่างปลาช่อนเลี้ยงและปลาช่อนนา ปลาช่อนที่จับจากธรรมชาติ*
- ปลาช่อนนา สีเกล็ดของลำตัวจะมีสีไม่แน่นอน แล้วแต่แหล่งน้ำที่อาศัย หัวค่อนข้างใหญ่และยาว ปากค่อนข้างแบน ลำตัวเพรียวยาวแต่ไม่กลม เมื่อผ่าท้องดูจะเห็นว่าบริเวณลำไส้ไม่มีไขมัน นอกเหนือจากฤดูวางไข่ซึ่งตัวเมียที่สมบูรณ์กำลังมีไข่อ่อนจะมีไขมันติดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
- ปลาช่อนเลี้ยง สีเกล็ดของลำตัวจะมีสีเดียวกันหมด หัวเล็กสั้น ปลายปากมนเรียว ลำตัวอ้วนกลมยาวพอประมาณ เมื่อผ่าท้องดูจะเห็นบริเวณลำไส้จะมีไขมันจับเป็นก้อนทุกตัว

โรคและการป้องกัน  โรคพยาธิและอาการของปลาช่อนส่วนใหญ่ ได้แก่ 
1. โรคที่เกิดจากพยาธิภายนอก เช่น เห็บระฆัง ปลิงใส หนอนสมอ จะเกาะดูดเลือดทำให้เกิดเกล็ดหลุด ตัวแข็งมีแผลตามตัว ปลาเกิดการระคายเคือง ถ้าปล่อยไว้นานปลาอาจจะตายหมดบ่อ ให้ใช้ดิปเทอร์เรกซ์ 400g/ 0.5 ไร่ทิ้งค้างคืนงดอาหารจนกว่าจะถ่ายน้ำใหม่หรือใช้ฟอร์มาลีน 150-200 ซีซี ต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่ประมาณ 24 ชั่วโมง
2. ท้องบวมหรือเกล็ดหลุดเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ให้ใช้เทอรามัยซิน 2 กรัมในอาหาร 1 กิโลกรัมให้ปลากิน
3. โรคที่เกิดจากพยาธิภายใน เช่น พยาธิหัวหนาม พบในลำไส้ ลักษณะอาการตัวผอมและกินอาหารลดลง การรักษาโดยใช้ยาถ่ายพยาธิ 

 
โรคอียูเอส
ฤดูหนาว อากาศเย็น  อุณหภูมิน้ำต่ำลง  ถ้าอุณหภูมิน้ำในรอบวันเปลี่ยนแปลงมากอาจส่งผลให้สัตว์น้ำเกิดอาการเครียด  ไม่กินอาหาร  อ่อนแอทำให้ยอมรับเชื้อโรคต่างๆ  ได้ง่ายหรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าโรคระบาดปลา  หรือ  โรคแผลเน่าเปื่อย  โรคอียูเอส  เป็นโรคหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นทุกปีในช่วงปลายฤดูฝนต่อกับฤดูหนาว

ลักษณะอาการภายนอก
ปลาที่เป็นโรคอียูเอสจะมีแผลเลือดออกตามซอกเกล็ด  แผลเปื่อยเน่า  แผลหลุมลึกกระจายตามส่วนหัวและผิวลำตัว  ถ้านำเนื้อเยื่อบริเวณแผลมาตรวจภายใต้กล้องจุลทรรศน์  จะพบเส้นใยของราอาพาโนมัยซีส  (Aphanomyces  invadans)  เส้นใยของเชื้อราชนิดนี้สามารถเจริญชอนไชเข้าไปในกล้ามเนื้อของปลา  และอวัยวะภายในต่างๆ  ได้ดี  ทำให้เซลล์ผิดปกติเกิดการเปลี่ยนแปลงเสื่อมและตาย  เชื้อราชนิดนี้มีกลไกการเกิดโรคที่ซับซ้อน  โดยบางครั้งอาจพบร่วมกับเชื้อโรคอื่นๆ  เช่น  ปรสิต  แบคทีเรีย  และไวรัส  ซึ่งทำให้ความรุนแรงของโรคมากขึ้น  ปลาที่ยอมรับเชื้อราและเกิดโรคนี้ได้ง่ายมักเป็นปลาประเภทมีเกล็ด  ได้แก่  ปลาช่อน  ปลาชะโด  ปลาแรด  ปลาบู่  และปลาสร้อย  ปลาไม่มีเกล็ดบางชนิดมีโอกาสติดเชื้อโรคนี้ได้  เช่น  ปลาดุก  ขณะที่ปลานิลและปลาจีนยังไม่เคยพบว่าเป็นโรคระบาดชนิดนี้

เกษตรกรควรให้ความระมัดระวังเรื่องการระบายน้ำ  โดยไม่ปล่อยน้ำจากแหล่งที่พบปลาป่วย  เข้าบ่อเลี้ยงปลาหรือระบายน้ำจากบ่อปลาป่วยออกจากบ่อเลี้ยงซึ่งจะช่วยควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้ระดับหนึ่ง  อย่างไรก็ตามถ้าน้ำมีอุณหภูมิสูงขึ้น  เชื้อราต่างๆ  จะเจริญได้ช้าลงปลาจะมีภูมิต้านทานโรคมากขึ้น  และปลาจะหายป่วยได้เองในเวลาต่อมา  ดังนั้นเกษตรกรควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและลักษณะการเกิดโรค  เพราะจะช่วยให้สามารถจัดการ  การเลี้ยงและมีแนวทางในการควบคุมโรคได้ดีขึ้น  และสิ่งที่สำคัญ  ฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำควรเตรียมมาตรการการป้องกันโรคไว้แต่เนิ่นๆ  ซึ่งจะช่วยให้การควบคุมการระบาดของโรคชนิดนี้ประสิทธิภาพมากขึ้น
 
แนวทางการควบคุมโรคอียูเอสในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ
1.  ควรมีการจัดการเลี้ยงปลาให้อยู่ในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม  ไม่เสี่ยงต่อการเกิดโรค  หากเกษตรกรเลี้ยงปลาในช่วงปลายฤดูฝนต่อฤดูหนาว  ควรจะต้องเอาใจใส่ดูแลสุขภาพปลาเป็นพิเศษ  โดยเฉพาะในปีที่มีอากาศหนาวจัด
2.  การเลี้ยงปลาโดยทั่วไปควรมีบ่อพักน้ำใช้เพียงพอตลอดฤดูกาล
3.  ถ้าชนิดปลาที่เลี้ยงมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคในช่วงฤดูหนาว ควรวางแผนการเลี้ยงให้ได้ขนาดตามที่ตลาดต้องการและจับปลาก่อนช่วงฤดูหนาว  แต่ถ้าจะเลี้ยงปลาในช่วงฤดูหนาว  ควรเลี้ยงปลาที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดปลาน้อย  และลดปริมาณการให้อาหารให้น้อยกว่าสภาวะปกติ  เนื่องจากในฤดูหนาวปลาจะกินอาหารน้อยลง
4.  ถ้าพบปลาป่วยเป็นโรคระบาดปลาในธรรมชาติ  ให้รีบปิดทางน้ำเข้า  และหยุดการเติมน้ำจากธรรมชาติเข้ามาในบ่อโดยทันที
5.  ถ้าพบปลาตายในบ่อเลี้ยง  ให้กำจัดให้หมดไปโดยการฝังหรือเผา
6.  ในระหว่างที่ไม่สามารถเปลี่ยนถ่ายน้ำได้  ให้ลดปริมาณการให้อาหารลง  หรืองดอาหารเพื่อป้องกันน้ำเน่าเสีย
7.  ควบคุมคุณภาพของน้ำในบ่อ  โดยใช้ปูนขาวในอัตรา  60-100  กิโลกรัม  ต่อบ่อขนาด  1  ไร่  ซึ่งการใส่ปูนขาวนี้  อาจจะต้องใส่ซ้ำทุก  2-3  สัปดาห์  ขึ้นอยู่กับสภาพของน้ำในบ่อโดยเกษตรกรสามารถเก็บน้ำส่งตรวจวิเคราะห์ได้ตามศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงที่ใกล้เคียง
8.  ถ้าน้ำเสียในบ่อเริ่มเน่าเสีย  โดยสังเกตว่ามีก๊าซผุดเกิดขึ้นมาจากพื้นบ่อ  ให้ใช้เกลือสาดบริเวณดังกล่าวประมาณ  200-300  กิโลกรัม  ต่อบ่อขนาด  1  ไร่
9.  เมื่อสภาวะอากาศเริ่มเข้าสู่สภาวะที่เหมาะสม  (อุณหภูมิของน้ำสูงขึ้น)  และพบว่าปลาในธรรมชาติหายป่วย  ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำตามความเหมาะสม  และเพิ่มปริมาณอาหารของปลาได้ตามปกติ
 

ตลาดและการลำเลียงขนส่ง
ในการขนส่งนิยมใช้ลังไม้รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าภายในกรุสังกะสีกว้าง 58 เซนติเมตรยาว 94 เซนติเมตร ความสูง 38 เซนติเมตร สามารถขนส่งโดยรถบรรทุกสู่ตลาดทั่วทุกภาคของประเทศไทย สำหรับภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีปริมาณการนำเข้าปลาช่อมากที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ต้องการปลาช่อนขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักตัวกว่า 1 กิโลกรัม ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นำเข้าปลาช่อนที่มีน้ำหนักประมาณ 400-500 กรัม และ 700-800 กรัม สำหรับตลาดผู้บริโภคปลาช่อนในกรุงเทพฯต้องการปลาใหญ่ซึ่งมีน้ำหนัก 1 กิโลกรัมขึ้นไป เป็นต้น

เผาถ่านถัง 200 ลิตร



การสร้างเตาเผาถ่านถัง 200 ลิตร        
การเผาถ่านด้วยถังน้ำมัน 200 ลิตร ได้ยินว่านำเข้ามาโดยวิทยากรชาวญี่ปุ่น เจ้าพ่อการเผาและการใช้ถ่าน มาพร้อมกับการอบรม เตาหลายประเภท (เช่น เตาอิวาเตะ เตาโยชิมูระ เตาโลงผี ฯลฯ ) เตาเผาถ่านถัง 200 ลิตร แม้ไม่ใช้เตาที่ดีที่สุด ทั้งในแง่คุณภาพ และปริมาณของถ่านที่ได้ แต่กลับเป็นที่นิยม บางหมู่บ้าน ต้องออกกฏห้ามมาเผาบริเวณหมู่บ้าน ให้ไปเผาในไร่ในส่วน เนื้องจากควันที่ออกมาจากเตาที่เผากัน ทั่วหมูบ้าน ครับเตา 200 ลิตรจึงเป็นที่นิยมด้วยความลง วัสดุสร้างเตาหาง่าย ไม้ที่นำมาเผาเป็นไม้เล็กไม้น้อย ได้หมด แถมยังเก็บน้ำส้มควันไม้ได้อีก(ของเหลวที่ได้จากการกลั่นตัวจากควัน ในช่วงเวลาที่เหมาะสม) เอาละเขียนเกิ่นนำพอเป็นพิธี (เดี๋ยวจะหาว่าไม่พยายามทำตัว ให้ frienly) ลงมือทำกันเลยดีกว่า ทำผิดเยอะๆ จะได้ไม่มีอะไรให้ทำพลาดอีก



   
ส่วนประกอบที่ใช้ในการติดตั้ง

1. ถัง 200 ลิตร
2. ข้องอฉากใยหิน เส้นผ่าศูนย์กลาง 4 นิ้ว
3. ท่อตรงใยหิน
เส้นผ่าศูนย์กลาง 4 นิ้ว ยาว 1 ม.
4. อิฐบล็อกจำนวน 5 ก้อน
5. อิฐแดง


  
นำตัวเตาที่เจาะทั้งด้านหน้า และด้านท้ายของเตาเสร็จมาวางไว้ตรงกลาง ระหว่างเสาค้ำยัน โดยให้รูกลมที่เจาะขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 นิ้ว อยู่ด้านล่าง ใช้อิฐแดงรองถังที่ด้านหน้า ใช้กระเบื้อง
ทำเป็น รั้วกันดินฉนวน โดยมีระยะห่างผนัง 80 ซม
 


    นำท่องอใยหินประกอบกับตัวถังที่ ช่องด้านท้าย ต่อข้องอด้วยท่อใยหินตรง ปักเสาเพื่อประคองเสา และใช้ดินโคลน ยารอยต่อ ระหว่างถังกับข้องอ และข้องอกับท่อตรง 





    ใช้เศษกระเบื้องปิดด้านหัวและท้ายถัง ให้มีลักษณะเป็นกลองและบรรจุดินเพื่อเป็น ฉนวนให้เต็ม ว่างไม้หมอนขวางเพื่อให้เกิด ช่องอากาศด้านล้าง จัดเรียงไม้ที่ต้องการ เผาเข้าเตา โดยให้ไม้ท่อนใหญ่อยู่ด้านบน ไม้เล็กอยู่ด้านล่าง  




 ใช้ฝาถังที่ตัดเป็นช่องแล้ว ปิดเตาโดยให้ช้องอากาศอยู่ด้านล้างใช้อิฐบล๊อกก่อเป็นช่องอากาศเข้า ยาแนวส่วนต่อทั้งหมด (รวมทั้งฝาถัง) ด้วยดินเหนียว โดยให้อากาศสามารถเข้าได้เฉพาะด้านหน้า และออกได้เฉพาะปล่อง ห้ามมีรอยรั่ว
ได้เตาแล้วต่อไปก็จะเผาละนะ เผาโลด
      



 
จากแผนภาพเราจะพบว่า ช่วง 2 ชั่วโมงแรก เป็นการอบไล่ความชื้น ในไม้ ยังไม่ได้เผา หลังจากนั้นจะเกิด ควันพวยพุ่งจากปล่อง อย่างบ้าคลัง ตอนนี้เป็นช้วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่ไม้ในถังจะเริ่มกลายเป็นถ่าน กลิ่นของควันจะเริ่มฉุนขึ้น ถ้าต้องการน้ำส้มควันไม้ให้เก็บตอนนี้ ถ้าต้องการน้ำส้มควันไม้มากๆ ก็พยายามเลี้ยงให้อุณภูมิในเตา ขึ้นช้าๆ จากนั้นประมาณ 5 ชั่วโมง เราก้จะได้ถ่านร้อนๆในเตา แต่ช้าก่อน เพื่อให้ถ่านที่ได้สะอาด ปลอดสารก่อมะเร็งเช่ยพวกน้ำมันดิน ที่อยู่ในเนื้อไม้ เราจึงต้อง เปิดหน้าเตาให้อากาศเข้ามากๆ เพื่อให้อุณภูมิสูงขึ้น อประมาณ 500-600 องศาซี และปริมาณอากาศที่ไหลผ่านมาก ถ่านของเราก็จะสะอาดขึ้น ปิ้งย่างได้สนิทใจ จากนั้นก็ทำการปิดช่องอากาศทั้งหมด เมื่อถ่านหายใจไม่ออกก็หมดฤทธิ์ เย็นลงๆ ทิ้งไว้สัก 8 ชั่วโมงก็เปิดฝา ออกมาใช้ได้   
 เริ่มทำการจุดไฟเตา บริเวณหน้าเตาที่ห้องเผาไหม้ ค่อยๆ ใส่เชื้อเพลิง ความร้อนจะกระจายเข้าไปสู่ในตัวเตา เพื่อไล่อากาศเย็นและความชื้นที่อยู่ในเตา และเนื้อไม้ ช่วงนี้ควันที่ออกมาตรงปล่องควันจะเป็นควันสีขาว(ไอน้ำ)





เผาไปอีกระยะหนึ่งควันสีขาว จะเริ่มบางลงและเปลี่ยนเป็นสีเทา หยุดให้เชื้อเพลิง และควบคุมอากาศโดยการหรี่ช่อง หน้าเตา






หลังจากหยุดป้อนเชื้อเพลิงหน้าเตา ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ถึง1 ชั่วโมง จะสังเกตสีของควันที่ปากปล่อง เป็นสีขาวอมเหลืองและมีกลิ่นฉุนแสบจมูก ให้หรี่ไฟหน้าเตาลงช่วงนี้ให้เริ่มเก็บน้ำส้มควันไม้









 เมื่อควันกลายเป็นสีฟ้า ให้เปิดหน้าเตา เพื่อให้อากาศร้อนเข้าไปไล่สารตกค้างในเตา โดยเปิดหน้าเตาครึ่งหนึ่ง เมื่อสีของควันมีสีฟ้าใสๆ สารตกค้างเหลือน้อย ให้ปิดหน้าเตา และปล่องให้สนิทด้วยดินเหนียว ทิ้งให้เย็น ประมาณ8 ชม. จึงเปิดเอาถ่าน

ขอบคุณข้อมูล จากสมาคมเทคโนโลยีที่เหมาะสม ครับ (www.ata.or.th)   

การเพาะถั่วงอกไร้ราก


ถั่วงอกไร้ราก
อุปกรณ์
1. ถังซิเมนต์ทรงกระบอกสูง 50 ซม. กว้าง 50 ซม. เจาะรูที่ก้นถังขนาด 6 หุน 1 รู


2. ตะแกรงลวดมีขายกสูงจากพื้น 1 นิ้วสำหรับรองที่ก้นถัง


3. กระสอบป่านตัดเป็นวงกลม ขนาดเท่ากับปากถังซิเมนต์ 7 ผืน


4. ตะแกรงไนล่อนตาถี่รูขนาดเล็กกว่าเม็ดถั่ว

เขียว ตัดเป็นวงกลมขนาดเท่ากับปากถังซิเมนต์ จำนวน 5 แผ่น 

5. ถั่วเขียว 2 กก. ต่อการเพาะ 1 ถัง (เพาะถั่วงอกได้ 10-20 กก.)





วิธีการ
1. นำเมล็ดถั่วเขียวมาคัดแยกเมล็ดที่ลีบไม่สมบูรณ์ออกโดยล่อนด้วยตะแกรง แล้วนำไปล้างน้ำ 2 ครั้ง

2. นำเมล็ดถั่วเขียวไปแช่ในน้ำอุ่น โดยใช้น้ำต้มเดือด 1 ส่วน ผสมกับน้ำธรรมดา 3 ส่วน แช่ไว้นาน 6-8 ชม.

3. เมื่อครบ 6-8 ชม. นำเมล็ดถั่วที่แช่น้ำแล้วมาล้างน้ำอีครั้ง ก่อนนำไปเพาะในถังซิเมนต์

4. นำตะแกรงลวดที่มีขายกสูงวางที่ก้นถัง แล้วนำกระสอบ 1 ผืนวางบนตะแกรงลวด แล้วนำตะแกรงไนล่อนวางทับบนผ้ากระสอบ

5. แบ่งถั่วเขียวออกเป็น 5 ส่วนเท่าๆ กันโรยเมล็ดถั่ว 1 ส่วนลงบนตะแกรงไนล่อน แล้วเกลี่ยให้กระจายให้ทั่วแผ่นตะแกรงไนล่อน ซึ่งเมล็ดถั่วจะซ้อนกันประมาณ 3-4 เมล็ด เมื่อเสร็จแล้ว จะเรียกว่าเป็นชั้นคอนโดฯ ของเมล็ดถั่วเขียวชั้นที่ 1



6. นำผ้ากระสอบ 1 ผืนวางทับเมล็ดถั่วเขียวชั้นที่ 1 แล้ว นำตะแกรงไนล่อน 1 แผ่นางทับผ้ากระสอบ แล้วนำเมล็ดถั่วเขียว 1 ส่วนโรยไปบนตะแกรงไนล่อน แล้วเกลี่ยให้ทั่ว จนได้คอนโดฯ ถั่วเขียวชั้นที่ 2

7. ทำเช่นเดียวกันจนครบ 5 ชั้น ถั่วเขียวชั้นบนสุดให้ปิดทับด้วยผ้ากระสอบ 2 ผืน รดน้ำให้ชุ่ม และอาจใช้ผ้าหนาๆ คลุมปิดปากถังซิเมนต์ไว้ เพื่อป้องกันแสงอีกชั้นหนึ่งก็ได้


8. รดน้ำด้วยฝักบังทุกๆ 3 ชั่วโมง โดยรดน้ำผ่านผ้ากระสอบหรือเปิดผ้ากระสอบออกก็ได้ ปริมาณน้ำที่รดแต่ละครั้ง ให้สังเกตุน้ำที่ไหลออกจากทางรูที่ก้นถัง หากน้ำที่ไหลออกมายังมีอุณหภูมิปกติ ทำเช่นนี้ติดต่อกันนาน 2 คืน 3 วัน (นับให้ได้อย่างน้อย 60 ชม.) ถั่วงอกก็จะโตพร้อมนำไปบริโภคหรือจำหน่าย

9. เมื่อครบ 3 วัน เตรียมกะละงใส่น้ำให้เต็ม เปิดผ้ากระสอบชั้นบนออก ยกแผงของถั่วงอกชั้นบนสุดออกมาทั้งแผง ถือไว้เหนือกะละมัง จะเห็นต้นถั่วงอกอยู่ด้านบนของตะแกรงไนล่อน ส่วนรากถั่วงอกจะโผล่ทะลุผ้ากระสอบ ใช้มีดคมๆ ปาดที่โคนต้นถั่วงอกให้ติดกับตะแกรงไนล่อน ถั่วงอกจะถูกตัดรากตกลงสู่ในน้ำในกะละมัง ในขณะที่รากถั่วงอกยังคงติดอยู่กับผ้ากระสอบ ปาดให้ทั่วตะแกรงไนล่อน ทำเช่นนี้ทั้ง 5 แผงของถั่วงอก

10. ล้างถั่วงอกที่ตัดรากแล้วให้สะอาด คัดแยกเปลือกหัวถั่วงอกและเศษรากที่ติดมาออก ผึ่งไว้สักครู่เพื่อสะเด็ดน้ำ แล้วจึงนำไปบรรจุถุงเพื่อเตรียมบริโภคหรือจำหน่ายต่อไป

การเพาะถั่วงอก 1 ถังใช้ถั่วเขียว 2 กก. จะได้ถั่วงอกตัดราก ~10-12 กก. หากเก็บไว้ในตู้เย็นจะเก็บไว้ได้นาน 1 สัปดาห์

ที่มา : จากหนังสือสารพัดวิธีการเพาะถั่วงอก ปลอดสารเคมี : พิมพ์ครั้งที่ 8 (หน้า 55 และ 56)

การปลูกพริกหวานเขียว


 ลักษณะ  พริกหวาน
เป็นพืชข้ามปี แต่นิยมปลูกเป็นพืชฤดูเดียว ในระยะแรกพืชจะเจริญเป็นลําต้นเดี่ยว เมื่อติดดอกช่อแรก ตรงยอด ของลําต้นเดี่ยว จากนั้นจะแตกกิ่งแขนง ในแนวตั้งออกเป็นสองกิ่ง และเมื่อดอกเจริญที่ปลายกิ่ง ซึ่งกิ่งแขนง จะเจริญเป็นสองกิ่ง ทํ าให้จํานวนกิ่งเพิ่มขึ้น ตลอดฤดูการเจริญเติบโต ผลผลิตจะขึ้นอยู่กับ จํานวนกิ่ง และจํานวนผลต่อต้น ในระยะแรก ที่กิ่งเจริญจะเป็นกิ่งอ่อน ต่อจากนั้น จะเปลี่ยนเป็นกิ่ง ที่แข็งเมื่อแก่ เปราะและหักง่าย โดยทั่วไปจะสูง 0.5 - 1.5 เมตร  ใบ จะเป็นใบเดี่ยว เจริญสลับกัน ใบของพริกหวาน จะมีขนาดใหญ่ เมื่อใบเจริญ 9-11 ใบ ดอกแรกจะเจริญ  ราก จะเจริญในแนวดิ่งลึก 90 -120 เซ็นติเมตร รากแขนงจะแผ่กว้างออกด้านข้างประมาณ 90 เซ็นติเมตร และรากส่วนใหญ่ จะอยู่อย่างหนาแน่น ในระดับความลึก 50- 60 เซ็นติเมตร

ดอก จะเป็นดอกสมบูรณ์ เป็น ดอกเดี่ยว ประกอบด้วยกลีบดอก 5 กลีบ ส่วนใหญ่จะมีสีขาว แต่บางพันธุ์จะมีสีม่วง เกสรตัวผู้แยกกันมีจํ านวน 5 อัน อับละอองเกส รจะมีสีม่วง ยอดเกสรตัวเมียบางพันธุ์ จะอยู่สูงกว่า อับละอองเกสร ดอกสามารถเจริญ ได้ทั้งในสภาพ ช่วงแสงสั้น หรือช่วงแสงยาว โดยทั่วไปจะเจริญ หลังย้ายปลูก 1-2 เดือน

การผสมเกสร พริกหวานเป็นพืชที่ผสมตัวเอง แต่มีการผสมข้ามโดยธรรมชาติ ทําให้มีสายพันธุ์ใหม่จํานวนมาก อาจจะเนื่อง มาจากมีแมลง ช่วยผสมเกสรมากและ นอกจากนี้ อับละอองเกสร จะเปิดหรือพร้อม ที่จะผสมหลังจากดอกบาน 2-3 วัน ดังนั้น ก่อนที่เกสรตัวผู้ จะพร้อมที่จะผสม เกสรตัวเมียอาจจะได้รับ ละอองเกสรจากต้นอื่น ควรให้มีการผสมเกสร ภายในเวลา 24-30 ชั่วโมงหลังดอกบาน ในสภาพอากาศ ที่มีความชื้นในอากาศตํ่า จะทําให้อัตราการติดผลลดลง

ผล พริกหวาน Bell types ผลมีลักษณะกลมยาว ขนาดใหญ่ ผลประกอบด้วย capsaicin ในปริมาณที่ตํ่ามาก บางครั้งเรียกพริกหวาน (sweet pepper) พริกหวานสีเขียว จะมีปริมาณความต้องการ ของตลาดสูง แต่เมื่อปล่อยให้แก่บนต้น จะเปลี่ยนเป็นสีแดง สายพันธุ์ที่ปรับปรุงพันธุ์ ขึ้นมาใหม่ อาจจะเปลี่ยนเป็นสีแดง เหลือง ส้มหรือม่วง การปลูกพริกสีเหล่านี้ นิยมปลูกในเรือนโรง เนื่องจากการอายุ การเก็บเกี่ยวนาน กว่าพริกสีเขียว ในบางครั้ง อาจมีสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม เป็นสาเหตุให้ผลถูกทําลาย โดยโรค แมลง แสดงอาการตายนึ่ง หรือผลแตกได้ง่าย พริกสีเขียวประกอบด้วย chlorophyll พริกสี
แดง/เหลืองเกิดจากเม็ดสี carotenoids พริกสีม่วงเกิดจากเม็ดสี anthocyanin ส่วนสีนํ้าตาล เกิดจากการผสมระหว่าง chlorophyll,? lycopene และ? beta-carotene ผลมีรูปทรงและขนาด แตกต่างกัน บางพันธุ์ อาจจะมีเปลือกผลหนา แต่บางพันธุ์จะบาง มีขนาดความยาว 1-30 เซนติเมตร และกว้าง 1-15 เซนติเมตร

คุณค่าและสารอาหาร
พริกหวาน 100 กรัม ให้พลังงาน 22 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย โปรตีน 0.8 กรัม ไขมัน 0.3 กรัม คาร์โบไฮเดรต 4.0 กรัม แคลเซียม 9 มิลลิกรัม โพแทสเซียม 2.5 มิลลิกรัม ไทอะมิน 0.10 มิลลิกรัม ไรโบฟลาวิน 0.05 มิลลิกรัม วิตามินซี 65 มิลลิกรัม
พริกหวานมีเบตาแคโรทีนสูง มีไวตามินซี เหล็ก และโพแทสเซียม ซึ่งพริกหวานสีเหลืองจะมีไวตามินมากกว่าพริกหวานสีส้มถึง 4 เท่า ในพริกสีเขียว 100 กรัมก็จะมีไวตามินซี 100 กรัมเช่นกัน

ประโยชน์
พริกหวาน มีรูปทรงเป็นสี่เหลี่ยมถึงหกเหลี่ยม เนื้อหนา มีหลายสีทั้งเขียว แดง เหลือง ส้ม และสีช็อคโกแลค มีรสชาติหวาน ไม่เผ็ด สามารถรับประทานสดในสลัด หรือนำมาผัดกับผักชนิดต่างๆ ให้สีสันน่ารับประทาน มีคุณค่าทางวิตามิน A, B1, B2 และ C มีสารแคบไซซิน ช่วยยับยั้งอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหลอดเลือด โรคต้อกระจก และโรคมะเร็ง

 สรรพคุณทางยา
ช่วยกระตุ้นทางการทำงานของกระเพาะอาหารทำให้ระบบการย่อยอาหารดีขั้น ช่วยเจริญอาหารบำรุงธาตุ ขับเหงื่อ ขับลม ขับเสมหะ แก้อาเจียน แก้หิด กลากเกลื้อน และสามารถลดความด้นโลหิตได้ เพราะทำให้หลอดเลือดอ่อนตัว และช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดเป็นไปได้ดี


พริกหวาน
พริกเม็ดโตสีสันสดใส มีลักษณะกลมยาว หลายครัวเรือนนิยมนำมาผัดเพราะไม่มีรสเผ็ด เนื่องจากมีสารแคปไซซินในปริมาณที่ตํ่ามากจนถูกเรียกว่าพริกหวาน

ประโยชน์ของพริกหวาน
พริกหวานมีเบตาแคโรทีนสูง มีวิตามินซี เหล็ก และโพแทสเซียม ซึ่งพริกหวานสีเหลืองจะมีไวตามินมากกว่าพริกหวานสีส้มถึง 4 เท่า ในพริกสีเขียว 100 กรัมก็จะมีไวตามินซี 100 กรัมเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีสาร แคบไซซิน ช่วยยับยั้งอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหลอดเลือด โรคต้อกระจก และโรคมะเร็ง
ในหนึ่งเมนูของวัน ถ้ามีพริกหวานเป็นส่วนประกอบก็จะช่วยกระตุ้นทางการทำงานของกระเพาะอาหาร ทำให้ระบบการย่อยอาหารดีขั้น ช่วยเจริญอาหารบำรุงธาตุ ขับเหงื่อ ขับลม ขับเสมหะ แก้อาเจียน แก้หิด กลากเกลื้อน และสามารถลดความด้นโลหิตได้ เพราะทำให้หลอดเลือดอ่อนตัว และช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดเป็นไปได้ดี

สภาพแวดล้อมการปลูก พริกหวาน (Sweet Pepper)
พริกหวาน ชอบสภาพที่มีความชื้นต่ำ จะทำให้อัตราการติดผลลดลง อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการผสมเกสรอยู่ระหว่าง 20-25 องศา มีความชื้นสัมพัทธ์สูง ใสสภาพอุณหภูมิต่ำกว่า 18 องศา หรือสูงกว่า 32 องศา จะจำกัดการผสมเกสร อัตราการติดผลต่ำ พริกหวานสามารถเจริญเติบโตได้ดี ในดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี และมีค่าความเป็นกรดด่างอยู่ระหว่าง 6.0-6.8

การปฏิบัติดูแลรักษา พริกหวาน ระยะต่างๆ ของการเจริญเติบโต
การเตรียมกล้า ทำการยกแปลงขนาด 1 ม. ย่อยดินให้ละเอียด แปลงห่างกัน 70 ซม. ร่องลึกประมาณ 10 ซม. ทำขวางแปลงความห่างระหว่างร่อง 10 ซม. รองพื้นด้วยไตรโคเดอร์ม่า หว่านเมล็ดแล้วกลบดิน รดน้ำให้ชุ่ม หรือคลุมด้วยตาข่ายพลาสติก หลังจาก 7-10 วัน ย้ายกล้าลงในหลุม
การเตรียมดิน ขุดดินทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ เก็บวัชพืชออกให้หมด ย่อยดิน แล้วใส่ปูนขาวคลุกเคล้าร่วมกับปุ๋ยคอก และปุ๋ยสูตร 0-4-0 ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ควรใส่โดโลไมด์อัตรา 100-150 กรัม/ตร.ม.
การปลูก ทำแปลงกว้าง 1 ม. เว้นร่องน้ำ 70 ซม. ระยะห่างระหว่างหลุม 40-50 ซม. เวลาปลูกรองพื้นด้วยปุ๋ยสูตร 15-15-15 ผสมคลุกเคล้ากัน ควรใส่โดโลไมด์ อัตรา 100-150 กรัม/ตร.ม.

การให้น้ำและปุ๋ย ควรให้ปุ๋ยพร้อมน้ำระบบ Fertigation ในอัตราดังนี้
ระยะที่ 1     ปุ๋ย 46-0-0     1 ส่วนน้ำหนัก
ปุ๋ย 20-20-20     1.2 ส่วนน้ำหนัก
หรือ สูตรใกล้เคียง อัตราใช้ 0.25-1 กรัม/ตร.ม./วัน
ระยะที่ 2     ปุ๋ย 46-0-0     1 ส่วนน้ำหนัก
ปุ๋ย 20-20-20     1.2 ส่วนน้ำหนัก
หรือ ปุ๋ย 20-10-30 หรือ ปุ๋ยสูตรใกล้เคียง อัตรา 1-3 กรัม/ตร.ม./วัน หรือมากกว่า
ระยะที่ 3     ปุ๋ย 0-0-51     1 ส่วนน้ำหนัก
ปุ๋ย 20-10-30     5 ส่วนน้ำหนัก
หรือ ปุ๋ย 20-10-30 หรือ ปุ๋ยสูตรใกล้เคียง อัตรา 3 กรัม/ตร.ม./วัน หรือมากกว่า

การเก็บเกี่ยวพริกหวาน
พันธุ์สีเขียวเก็บเกี่ยวเมื่อผลผลิตผิวเรียบ และแห้ง ใช้กรรไกรตัดตรงขั้ว พันธุ์สีแดงและเหลือง เก็บเกี่ยววิธีเดียวกับพันธุ์สีเขียว แต่เก็บเกี่ยวเมื่อผลเริ่มมีสีได้มากกว่า 70-80 เปอร์เซ็นต์

โรคแมลงศัตรูที่สำคัญ
พริกหวาน Sweet Pepper, Bell Pepper, Capcicum, ในระยะต่างๆ ของการเจริญเติบโต
ระยะกล้า 18-21 วัน โรคที่พบ เช่น
โรคเหี่ยว, โรคใบจุด, โรคไวรัส, โรครากปม,
ระยะย้ายปลูก-ตั้งตัว 21-28 วัน  โรคที่พบ เช่น
แอนแทรคโนส, โรคเหี่ยว, โรคราแป้ง, โรคใบจุด, โรคเน่าเปียก, โรคไวรัส, โรคใบไหม้, โรครากปม, ไรขาว,

ระยะเจริญเติบโต 50-60 วัน โรคที่พบ เช่น
แอนแทรคโนส, โรคเหี่ยว, โรคราแป้ง, โรคใบจุด, โรคเน่าเปียก, โรคไวรัส, โรคใบไหม้, โรครากปม, ไรขาว,
ระยะเก็บเกี่ยว 90-100 วัน  โรคที่พบ เช่น
แอนแทรคโนส, โรคเหี่ยว, โรคราแป้ง, โรคใบจุด, โรคเน่าเปียก, โรคไวรัส, โรคใบไหม้, โรครากปม, ไรขาว, แมลงวันแตง,

การปลูกอ้อย 100 ตันต่อไร่



วิธีการปลูกอ้อย 100 ตันต่อไร่ ลงทุนต่ำ

หัวใจของการปลูกอ้อย 100 ตันต่อไร่ ลงทุนต่ำ
หัวใจของการปลูกอ้อยสูตร 100 ตันต่อไร่ ประกอบด้วย 4 กระบวนการ ที่ทำหน้าที่สัมพันธ์กันเป็นวงจร เพื่อดูแลหล่อเลี้ยงต้นอ้อยให้เติบโตสมบูรณ์ คือ
1.      ดิน                  
2.      พันธุ์อ้อย       
3.      น้ำ
4.      ปุ๋ย                 
โดยมีวิธีการปลูกดังนี้
- การเตรียมดิน                  
เนื่องจากดินเป็นตัวกำหนดการเจริญเติบโตของอ้อย การศึกษาเรื่องของดินอย่างลึกซึ้งถึงแก่น ทำให้ทราบว่า ดินที่อ้อยต้องการ จะต้องมีคุณสมบัติครบ 4 ประการ คือ น้ำ อากาศ อินทรียวัตถุ และแร่ธาตุ ดังนั้น การเตรียมดินจะต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์บำรุงดิน,ซิลิคอน ผสมกันในอัตราที่เหมาะสม เพื่อทำให้ดินมีอินทรียวัตถุมากขึ้น สภาพพื้นที่ที่ใช้ปลูกอ้อยสามารถระบายน้ำได้ดี มีแหล่งน้ำที่สะอาด อยู่ในมาตรฐาน หรือเป็นแหล่งน้ำชลประทาน(ในกรณีใช้น้ำหยด)
การเตรียมดิน เนื่องจากอ้อยเป็นพืชอายุยืนและมีรากหยั่งลึกมาก และเมื่อปลูกครั้งหนึ่งแล้วสามารถไว้ตอหรือเก็บเกี่ยวได้หลายคร ั้ง ปริมาณผลผลิตที่ได้จากการเก็บเกี่ยวแต่ละครั้งตลอดจนความยาวนานของการไว้ตอ นอกจากจะขึ้นอยู่กับพันธุ์และสภาพลมฟ้าอากาศแล้ว การเตรียมดินนับว่ามีบทบาทสำคัญมาก ชาวไร่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ
การไถ สำหรับการเตรียมพื้นที่ ซึ่งปลูกอ้อยอยู่แล้ว และต้องการรื้อตอเก่าเพื่อปลูกใหม่ก็เริ่มต้นด้วยการเผาเศษที่เ หลืออยู่บนดินโดยเร็วภายหลังการเก็บเกี่ยว เพราะขณะนั้นดินยังมีความชื้นพอที่จะปฏิบัติไถพรวนได้สะดวก ก่อนใช้ไถบุกเบิกรื้อตอเก่า ควรใช้เครื่องไถระเบิดดินดาน (subsoiler) หรือไถสิ่ว (ripper) ไถแบบตาหมากรุกเพื่อให้ดินนั้นเก็บน้ำไว้มากขึ้นภายหลังฝนตกและ ดินระบายน้ำได้ดีแล้ว ยังทำให้รากสามารถหยั่งลึกได้มากขึ้นอีกขณะเดียวกัน ถ้าพื้นดินอยู่ในสภาพที่ขาดน้ำก็จะเป็นทางให้อ้อยใช้น้ำใต้ดินไ ด้อีกด้วย
เมื่อไถระเบิดดินชั้นล่างแล้วก็ตามด้วยไถจาน ๓ อีก ๓-๔ ครั้ง คือ ไถดะ ๑ ครั้ง แล้ว ไถแปรอีก ๑-๒ ครั้ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพของดินและฤดูกาลที่ปลูก สำหรับการปลูกต้นฝน อาจไม่จำเป็นต้องเตรียมดินให้ละเอียดมากนัก แต่ถ้าเป็นการปลูกปลายฝนการเตรียมดินให้ละเอียดเป็นสิ่งจำเป็นก ารไถควรไถให้ลึกมาก  เพื่อให้สามารถเปิดร่องได้ลึกและปลูกได้ลึกด้วย
ข้อที่ต้องระวังในการเตรียมดินก็คือ ไถในขณะที่ดินมีความชื้นพอเหมาะวิธีง่ายที่สุดที่จะทราบว่าดินน ั้นมีความชื้นพอเหมาะหรือไม่ก็คือเอาดินในชั้นที่จะมีการไถใส่ฝ ่ามือ แล้วกำพอแน่นแบมือออก ถ้าดินมีความชื้นพอเหมาะ จะจับกันเป็นก้อนในลักษณะพร้อมที่จะแตกออกเมื่อมีอะไรมากระทบ
ดินที่มีความชื้นน้อยเกินไปก็จะแข็งมากไถลำบาก ถ้าดินมีความชื้นมากเกินไปก็จะจับกันเป็นก้อน นอกจากนี้ถ้าเป็นพื้นที่ลาดเอียง การปฏิบัติต่าง ๆ ในการเตรียมดินต้องกระทำในทิศทางตั้งฉากกับความลาดเอียงเสมอ ทั้งนี้เพื่อช่วยลดการกร่อนของดินเนื่องจากน้ำ
การปรับระดับ เมื่อไถเสร็จแล้วควรปรับระดับพื้นที่ให้ราบเรียบพอสมควร และให้มีความลาดเอียงเล็กน้อยทางใดทางหนึ่งที่จะสะดวกต่อการให้ น้ำและระบายน้ำ ในกรณีที่ปลูกโดยอาศัยน้ำฝนการปรับระดับจะทำให้น้ำไหลช้าลงช่วย ลดการชะกร่อนได้อีกทางหนึ่งด้วย
ในที่บางแห่งซึ่งมีความลาดเอียงค่อนข้างมากอาจต้องทำคันดินกั้น น้ำเป็นตอน ๆ ตัดขวางทางลาดเอียง พร้อมทั้งมีร่องระบายน้ำด้วย ทั้งคันดินและร่องน้ำควรให้มีความลาดเอียงเล็กน้อยเพื่อให้น้ำไ หลช้าลง บริเวณที่ลาดเอียงมากไม่ควรใช้ปลูกอ้อย
การยกร่อง การยกร่องหรือการเปิดร่องสำหรับปลูกอ้อยเป็นสิ่งจำเป็น เพราะนอกจากจะสะดวกแก่การปฏิบัติต่าง ๆ เช่น การปลูก การให้น้ำและการระบายน้ำแล้ว ยังทำให้ปลูกได้ลึกอีกด้วย การปลูกลึกช่วยให้อ้อยไม่ล้มง่าย ทนแล้งได้ดี และสามารถไว้ตอได้นานกว่าการปลูกตื้น เครื่องยกร่องอาจเป็นผานหัวหมู หรือหางยกร่องซึ่งใช้สำหรับยกร่องโดยเฉพาะแนวร่องที่ยกควรให้ตั ดกับความลาดเอียงของพื้นที่ ระยะระหว่างร่องประมาณ ๙๐-๑๔๐ เซนติเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเครื่องมือที่ใช้และวัตถุในการปลูก


- วิธีการปลูก แบบที่1                        
ก่อนอื่นจะต้องมีการคัดเลือกพันธุ์อ้อย พันธุ์ที่ควรเลือกต้องมีคุณสมบัติแตกกอดี มีความต้านทานต่อโรคสูง ให้ความหวานสูงและให้ผลผลิตต่อไร่สูงอีกด้วย เมื่อคัดพันธุ์อ้อยได้แล้ว เราจะตัดส่วนที่เป็นข้อตาออกมาเพาะไว้ในถุงเพาะชำทีละถุง จนข้อตาเริ่มงอกเป็นหน่อและโตขึ้น เราก็จะคัดเลือกหน่ออีกครั้ง ใช้วิธีการปลูกด้วยข้อตาโดยตัดห่างจากข้อตาด้านละ 2 นิ้ว 1 ถุงเพาะกล้า ใช้ 1 ข้อตา เมื่อกล้ามีความสูงประมาณ 15 เซนติเมตร หรืออายุประมาณ 30 - 45 วัน  ก็นำลงปลูก ซึ่งก่อนปลูกให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์รองพื้นในอัตรา 2.5 กิโลกรัม/แถว(ต้องเป็นอินทรีย์คุณภาพสูงที่มีส่วนผสมสารเพิ่มผลผลิต Active ซิลิคอน) แล้วนำต้นกล้าออกจากถุง นำมาลงดินให้พอดีกับร่องอ้อย โดย 1 ร่อง สามารถลงอ้อยได้ 2 ต้น วางเป็นบล็อกๆ เรียงคู่ขนานกันยาวตลอดร่องอ้อย แล้วจึงกลบดินให้แน่น  แปลงปลูกจะมีขนาด 40 เมตร x 40 เมตร(1ไร่) จำนวน 40 แถว โดย 1 แถวจะใช้กล้าจำนวน 1,600 ต้น หรือใช้ทั้งหมดจำนวน 64,000 ต้นต่อไร่ หลังปลูก 2-3 วันใช้ปุ๋ยน้ำฉีดพ้นปุ๋ยน้ำต้องมีคุณภาพสูงที่มีส่วนผสม สารอะมิโนแอซิดและสารโพลิเมอร์(สาร2ตัวนี้ต้องมาจากธรรมชาติ100%) ฉีดครั้งที่ 2 อ้อย 3 เดือน ฉีดครั้งที่ 3 อ้อย 6 เดือน 1ไร่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง 100 กิโลกรัม ปุ๋ยน้ำคุณภาพสูง 500-1000 ซีซี ผลผลิตที่ได้ ถ้าอ้อย 1 ต้นหนัก1กิโลกรัม 64,000 ต้นจะได้น้ำหนัก 64 ตัน/ไร่ ถ้าอ้อย 1 ต้นหนัก 1.5 กิโลกรัม 64,000 ต้น จะได้น้ำหนัก 96 ตัน/ไร่ ถ้าอ้อย 1ต้นหนัก 2 กิโลกรัม 64,000 ต้นจะได้น้ำหนัก 128 ตัน/ไร่ จะขายอ้อยได้เงินถ้าความหวานอยู่ที่ 10 ccs 64 ตันเป็นเงินประมาณ 60,000 บาท/ไร่ ถ้า 96 ตันเป็นเงินประมาณ 93,000บาท/ไร่ ถ้า 128 ตันเป็นเงินประมาณ 125,000บาท/ไร่ สอบถามลายละเอีอดเพิ่มโทร 084-9143713 อิทธิโชตน์ อัคราช
วิธีการปลูกแบบที่2เทาที่ปฏิบัติในบ้านเรามี ๒ วิธี คือ ปลูกด้วยเครื่องปลูก และปลูกด้วยแรงคน ผลผลิตที่ได้ ถ้าอ้อย 1 ต้นหนัก 1กิโลกรัม 64,000 ต้นจะได้น้ำหนัก 64 ตัน/ไร่ ถ้าอ้อย 1 ต้นหนัก 1.5 กิโลกรัม64,000 ต้น จะได้น้ำหนัก 96 ตัน/ไร่ ถ้าอ้อย 1ต้นหนัก 2 กิโลกรัม 64,000 ต้นจะได้น้ำหนัก 128 ตัน/ไร่ จะขายอ้อยได้เงินถ้าความหวานอยู่ที่ 10 ccs 64 ตันเป็นเงินประมาณ 60,000 บาท/ไร่ ถ้า 96 ตันเป็นเงินประมาณ 93,000บาท/ไร่ ถ้า 128 ตันเป็นเงินประมาณ 125,000บาท/ไร่
๑. ปลูกด้วยเครื่องปลูก เป็นเครื่องมือที่ติดกับรถแทรกเตอร์ ซึ่งทำหน้าที่หลายอย่างไปพร้อม ๆ กัน นับตั้งแต่การเปิดร่อง ตัดลำต้นอ้อยออกเป็นท่อน ๆ ยาวประมาณ ๓๐ เซนติเมตร วางท่อนพันธุ์ในร่อง ใส่ปุ๋ยและกลบท่อนพันธุ์ การปลูกด้วยเครื่องต้องใช้แรงงาน ๓ คน คนหนึ่งทำหน้าที่ขับ และควบคุมการทำงานของส่วนต่างๆ ส่วนอีกสองคนทำหน้าที่ป้องอ้อยทั้งลำ การปลูกด้วยเครื่องไม่ต้องมีการเปิดร่องหรือยกร่องไว้ก่อนเพียง แต่ไถให้ดินร่วนซุยดีเท่านั้น ชาวไร่รายใหญ่นิยมใช้เครื่องปลูกเพราะทุ่นค่าใช้จ่าย และมีความงอกสม่ำเสมอดี เพราะความชื้นในดินสูญเสียไปน้อยกว่าการปลูกด้วยแรงคนซึ่งต้องย กร่องไว้ล่วงหน้า วันหนึ่งปลูกได้ประมาณ ๑๕-๒๐ ไร่
๒. ปลูกด้วยแรงคน ในทางทฤษฎีแนะนำให้เปิดร่องแล้วปลูกทันที แต่ในทางปฏิบัติชาวไร่มักจะเตรียมดินแล้วยกร่องคอยฝน เมื่อฝนตกมากพอก็จะรอจนดินหมาด แล้วจึงลงมือปลูก ก่อนปลูกควรใส่ปุ๋ยรองพื้นแล้วกลบปุ๋ยก่อนวางท่อนพันธุ์ การปลูกก็ใช้วิธีวางท่อนพันธุ์ให้ราบกับพื้นร่องแล้วกลบดินให้ห นาประมาณ ๕-๑๕ เซนติเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฤดูปลูก ถ้าปลูกหน้าฝนกลบบาง หน้าแล้งกลบหนา ขณะปลูกต้องมีการคัดเลือกท่อนพันธุ์ไปด้วย ควรปลูกเฉพาะท่อนพันธุ์ที่มีตาสมบูรณ์เท่านั้น
ระยะปลูกแตกต่างกันไปตามสถานที่ โดยทั่วไปใช้ระยะระหว่างแถวตั้งแต่ ๙๐เซนติเมตร ส่วนระยะระหว่างท่อนห่างกัน 20 เซนติเมตร วัดจากกึ่งกลางท่อนหนึ่งถึงกึ่งกลางของอีกท่อนหนึ่งอย่างไรก็ดี เนื่องจากชาวไร่ขาดความระมัดระวังเกี่ยวกับท่อนพันธุ์ ทำให้ความงอกต่ำจึงต้องใช้ท่อนจึงต้องใช้ท่อนพันธุ์มากขึ้น เช่น ปลูกโดยวางท่อนพันธุ์เป็นคู่ติดต่อกันไป หากชาวไร่ใช้ท่อนพันธุ์ ๓ ตา และมีการระวังในการเตรียมท่อนพันธุ์แล้วจะใช้ท่อนพันธุ์ประมาณ ,๐๐๐-๔,๐๐๐ ท่อนต่อไร่เท่านั้น แทนที่จะใช้ ,๐๐๐-๘,๐๐๐ ท่อนต่อไร่อย่างเช่นที่ปฏิบัติกันอยู่
นอกจากนี้ก็มีชาวไร่บางรายที่นิยมปลูกโดยวางอ้อยทั้งลำลงในร่อง โดยมิได้สับให้ขาดจากกันเป็นท่อน ๆ วิธีนี้ไม่ถูกต้องเพราะอ้อยจะงอกเฉพาะปลายกับโคนเท่านั้น วิธีที่ถูกคือ เมื่อวางอ้อยทั้งลำแล้วใช้มีดสับให้ขาดเป็นท่อน ๆ ละ ๒-๓ ตา วิธีนี้จะช่วยประหยัดแรงงานได้มาก แต่อ้อยที่ใช้ทำพันธุ์ต้องมีอายุระหว่าง ๕-๘ เดือนจึงจะได้ผลดี
ในกรณีที่ดินแฉะหรือมีน้ำขังเล็กน้อย ควรปลูกโดยวิธีปักท่อนพันธุ์ให้เอียงประมาณ ๔๕ องศากับแนวดิ่ง และควรฝังให้ลึกประมาณสองในสามของความยาวท่อนพันธุ์
วิธีใส่ปุ๋ย ให้ใส่แบบวิธีที่1 คือปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง 100 กิโลกรัม/ไร่ ปุ๋ยน้ำคุณภาพสูง 500-1000 ซีซี/ไร่ อยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมโทร 084-9143713 อิทธิโชตน์ อัคราช

การเพาะปลูกกุยช่าย




การเพาะปลูกกุยช่าย
ขั้นตอนการปลูกกุยช่าย
1. เริ่มต้นด้วยการเตรียมดิน โดยทำการยกแปลงให้สูงขึ้นขนาด 1.20 เมตร ส่วนความยาว กำหนดตามต้องการ
2. ปรับปรุงบำรุงดินโดยใช้ขี้อ้อย 1 กระสอบปุ๋ย กับปุ๋ยขี้ไก่ 1 กระสอบปุ๋ย ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน นำไปใส่ในแปลงพื้นที่ขนาด 5 ตารางเมตร
3. จัดหาพันธุ์กุยช่ายมาปลูก ระยะปลูกห่างกันประมาณ 25-30 เซนติเมตร (แปลงกว้าง 1.20 เมตร สามารถปลูกได้ 4 แถว)
4. รดน้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น และรดด้วยน้ำหมักชีวภาพทุก 7 วัน





การทำน้ำหมักชีวภาพ
- นำเศษผักและเศษอาหาร 3 ส่วน กากน้ำตาล 1 ส่วนมาผสมกัน หมักทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน
- นำน้ำที่ได้จากการหมัก มาผสมกับน้ำ 200 ลิตร ทิ้งไว้ 3 วัน เพื่อเพิ่มปริมาณให้เพียงพอกับการใช้งาน
- พอครบตามกำหนด จะได้น้ำหมักชีวภาพไปใช้รดต้นกุยช่าย โดยใช้เพียง 3 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำ 20 ลิตร หรือประมาณ 1 ปี๊บ รดต้นกุยช่ายทุก 7 วัน


*** กุยช่ายเขียวจะเจริญเติบโตแตกกอใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เกษตรกรสามารถตัดจำหน่ายได้ทุก 45 วัน และเมื่อครบ 4 เดือน กอกุยช่ายจะมีขนาดใหญ่ พร้อมที่จะผลิตเป็นกุยช่ายขาวได้ ***

การปลูกกุยช่ายขาว
ในการปลูกกุยช่ายขาวนั้น มีความสัมพันธ์กับการปลูกกุยช่ายเขียว คือ ในกอเดียวกันจะต้องปลูกกุยช่ายเขียวก่อน เมื่อตัดกุยช่ายเขียวแล้วจึงปลูกกุยช่ายขาวต่อ โดยทำสลับกัน ดังนี้
1. หลังจากตัดกุยช่ายเขียวแล้ว นำกระถางดินเผาที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้ว ความยาว 40 เซนติเมตร มาครอบกอกุยช่ายไว้ไม่ให้ถูกแสงแดด แล้วมุงด้วยตาข่ายพรางแสง โดยให้ตาข่ายสูงจากพื้นดินประมาณ 1 เมตร
2. รดน้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น และรดน้ำหมักชีวภาพทุก 7 วัน
3. ประมาณ 8-11 วัน จะได้กุยช่ายขาวที่มีขนาดความยาวประมาณ 30 เซนติเมตร จึงสามารถตัดจำหน่ายได้
4. หลังจากตัดกุยช่ายขาวแล้ว ให้รื้อตะข่ายพรางแสงออก และไม่ต้องครอบด้วยกระถางดินเผา
5. รดน้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ตามด้วยน้ำหมักชีวภาพทุก 7 วัน รอประมาณ 45 วัน จึงตัดกุยช่ายเขียว และหลังจากนั้นจึงทำเป็นกุยช่ายขาว ทำสลับกันเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

การดูแลรักษา
การดูแลรักษาต้นกุยช่ายให้แข็งแรงนั้น เกษตรกรควรหมั่นรดน้ำทุกๆ วัน เช้า-เย็น ใช้บัวรดน้ำที่มีรูขนาดเล็ก ไม่ควรรดน้ำด้วยสายยาง และควรปรับปรุงบำรุงดิน โดยนำขี้อ้อยและปุ๋ยขี้ไก่มาผสมใส่ลงในแปลงเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อช่วยให้กุยช่ายเติบโตเร็ว สมบูรณ์ และหลังจากเก็บกุยช่ายแล้ว ควรนำมาล้างน้ำให้สะอาด และบรรจุใส่ถุงเพื่อจำหน่ายต่อไป


บทความที่ได้รับความนิยม

 
Support : |
Copyright © 2011-2012 อาชีพพารวย - All Rights Reserved
เข้าสู่ปีที่ 2 อาชีพพารวย เพื่อนคู่คิดนักเกษตร พ.ศ. 2555
เว็บไซต์เพื่อนเกษตร