รายการอัพเดทล่าสุด

การเลี้ยงหอยแมลงภู่




การเลี้ยงหอยแมลงภู่
      หอยแมลงภู่เป็นสัตว์ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง ประชาชนนิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลาย ทั้งประกอบกันเป็นอาหารรับประทานสดและการถนอมในรูปแบบต่างๆ อาทิ ตากแห้ง ทำเค็ม และหมักดองเป็นต้น นับเป็นอาหารทะเลที่มีรสชาติอร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการสูงอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งบริโภคทั้งในและต่างประเทศนับวันจะเพิ่มปริมาณตามความต้องการมากยิ่งขึ้น อีกทั้งหอยชนิดนี้สามารถทำรายได้เข้าประเทศในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก    หอยแมลงภู่ที่ซื้อขายกันอยู่ในตลาดทั่วไปปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่เป็นผลผลิตที่ได้จากแหล่งเลี้ยงในท้องที่จังหวัดชายฝั่งทะเล ทั้งในบริเวณชายฝั่งของอ่าวไทยตอนนอก ชายฝั่งภาคตะวันออกและภาคใต้ แม้ว่าการเลี้ยงหอยแมลงภู่ในประเทศไทยจะได้ขยายขอบเขตออกไปในพื้นที่ที่เหมาะสมมากขึ้น แต่ผลผลิตที่ได้ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด

หอยแมลงภู่เป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย เจริญเติบโตเร็ว ไม่จำเป็นต้องให้อาหารหรือใช้ปุ๋ยอย่างการเลี้ยงปลาในบ่อ เพราะว่าหอยแมลงภู่จะกรองกินพวกแพลงตอนพืชและสัตว์ขนาดเล็กรวมใทั้งอินทรีย์วัตถุที่แขวนลอยในทะเลเป็นอาหารซึ่งสิ่งมีชีวิตดังกล่าวเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และล่องลอยอยู่ในน้ำทะเล การเลี้ยงหอยแมลงภู่จึงเป็นธุรกิจที่ใช้ต้นทุนต่ำและสามารถใช้แรงงานของสมาชิกในครอบครัวเพื่อการนี้ได้โดยไม่จำเป็นต้องเสียค่าแรงงานมากนักสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ส่วนการเลี้ยงหอยแมลงภู่เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ก็มีลู่ทางที่ดำเนินการให้ประสบผลสำเร็จด้วยดีได้เช่นกัน

การเลือกสถานที่      
ทำเลพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับเลี้ยงหอยแมลงภู่ เป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการประกอบอาชีพการเลี้ยงหอยแมลงภู่ จึงมีข้อควรพิจารณาดังนี้
1 ควรเป็นแหล่งน้ำที่มีพันธุ์หอยแมลงภู่เกิดชุกชุมตามธรรมชาติ
2 ต้องเป็นแหล่งน้ำกร่อยหรือน้ำเค็มและคงสภาพความเค็มอยู่เป็นเวลานานประมาณ 7 – 9 เดือนในรอบปี
3 ควรเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยจากกระแสน้ำคลื่นลมแรง
4 ควรเป็นแหล่งน้ำที่อยู่ห่างไกลจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งอาจถ่ายเทน้ำเสียอันเป็นพิษเป็นภัยต่อสัตว์น้ำ
5 แหล่งเลี้ยงหอยแมลงภู่ควรเป็นแหล่งน้ำตื้นชายฝั่ง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำลึกประมาณ 3 – 10 เมตร
6 แหล่งเลี้ยงหอยแมลงภู่หากมีทางเลือกควรอยู่ใกล้ตลาด การคมนาคมสะดวก และห่างไกลจากแหล่งมิจฉาชีพ

ประเภทการเลี้ยง      
การเลี้ยงหอยแมลงภู่มีหลายแบบ แต่ละแบบเหมาะที่จะใช้ตามลักษณะภูมิประเทศและสภาวะแวดล้อม การที่จะเลี้ยงแบบใดนั้นเป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาตามความเหมาะสมซึ่งรูปแบบที่นิยมมีดังนี้

1 การเลี้ยงแบบปักหลักล่อลูกหอย
          การเลี้ยงแบบนี้เหมาะสมที่จะดำเนินการในพื้นที่ย่านน้ำตื้นซึ่งมีความลึกประมาณ 4 – 6 เมตร  ตามบริเวณชายฝั่งทะเลที่มีสภาพเป็นอ่าวทั่วไป พื้นทะเลตั้งแต่เส้นขอบฝั่งออกไปไม่ลาดชันเกินไป สภาพดินเป็นโคลน และโคลนปนทราย   ระดับน้ำสูงสุดและต่ำสุดไม่แตกต่างกันมากนัก เป็นแหล่งน้ำที่มีแพลงตอนอาหารตามธรรมชาติของหอยเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์  หากมีเกาะแก่งกระจายกันอยู่และบางบริเวณมีภูเขาที่ตั้งอยู่ชายน้ำจะช่วยเป็นเครื่องกำบังคลื่นลมและกระแสน้ำได้ดี

แหล่งเลี้ยงหอยแมลงภู่  ของประเทศไทยจะมีลูกหอยเกิดแทบทุกเดือนตลอดทั้งปี แต่ฤดูวางไข่จะมีลูกหอยเกาะจำนวนมาก พบในช่วงเดือนเมษายน – กรกฎาคม ช่วงหนึ่ง และอีกช่วงหนึ่งในเดือนตุลาคม- ธันวาคมของทุกปี ในช่วงหลังนี้มีลูกหอยชุกชุมมากกว่าช่วงแรก  เกษตรกรผู้เลี้ยงหอยจึงต้องเตรีมปักหลักไม้เพื่อให้แล้วเสร็จก่อนที่ลูกหอยจะเริ่มเกาะประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ หลักที่ใช้กันทั่วไปเป็นไม้ไผ่รวก ไม้ไผ่นวล และไม้เป้ง ซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 – 5 เซนติเมตร ยาว 5 – 6 เมตรโดยจะปักเรียงกันเป็นแถว ไม้ไผ่แต่ละต้นปักให้ลึก 1 – 1.5 เมตรและมีความเอียงทำมุมกับพื้นทะเลประมาณ 60  องศา ทั้งนี้ใช้ไม้เอียงไปทางขวาและทางซ้ายสลับกันไปทุกต้น การที่ปักหลักไม้เอียงดังกล่าวก็เพื่อช่วยให้กล่าวหักโค่นลดน้อยลงเมื่อหอยมีขนาดโตขึ้นและน้ำหนักมากขึ้น รวมทั้งป้องกันการเสียดสี เมื่อมีกระแสน้ำไหลแรง ซึ่งจะทำให้หอยหล่นเสียหายได้

ในพื้นที่เลี้ยงหอย 1 ไร่  (1600 ตารางเมตร) จะปักหลักไม้จำนวนประมาณ 1200 ต้น โดยแบ่งออกเป็น 4 แถว แถวละ 300 ต้น หรืออาจเพิ่มจำนวนไม้และเพิ่มจำนวนแถวได้ตามความเหมาะสม แต่ไม่ควรปักเกิน 1600 – 1800 ต้น เพราะจะทำให้มีความหนาแน่นมากเกินไป เป็นผลให้หอยได้รับอาหารไม่เพียงพอและเจริญเติบโตช้า
        
การเจริญเติบโตของลูกหอยที่เริ่มเกาะหลักไม้ ประมาณว่าเมื่อลูกหอยมีอายุ 7 เดือน จะมีความยาวเฉลี่ย 5.86 เซนติเมตร ซึ่งจัดว่าเป็นขนาดที่สามารถส่งจำหน่ายแก่ผู้บริโภคต่อไปได้ การที่ลูกหอยมีขนาดหนาแน่นมากเกินไปไม่เพียงแต่ทำให้มีอัตราการตายสูงมากเท่านั้นแต่จะเป็นผลให้หอยมีการเจริญเติบโตช้าลงอีกด้วย ทั้งนี้เนื่องจากหอยต้องแย่งอาหารกัน
        
ต้นทุนการเลี้ยงหอยแมลงภู่แบบปักหลักเลี้ยงโดยตรงซึ่งเฉลี่ยทุกท้องที่จากผลการสำรวจในปี 2528 เท่ากับ 12,995.11 บาทต่อไร่ เป็นต้นทุนคงที่ 738.68 บาท และต้นทุนผันแปร 12,256.43 บาท หรือร้อยละ 5.68 และ 94.32 ของต้นทุนทั้งหมด โดยเป็นค่าไม้หลักมากที่สุด 6,341.34 บาท และคิดเป็นร้อยละ 48.80 ของต้นทุนทั้งหมด รองลงมาเป็นค่าแรงงาน 3,802.16 บาท/ไร่ เป็นค่าจ้างแรงงาน 3,228.52 บาท  ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 24.84 ของต้นทุนทั้งหมด และเมื่อพิจารณาต้นทุนโดยเฉลี่ยต่อผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้เท่ากับต้นละ 785.72 บาทโดยเป็นต้นทุนผันแปร 741.06 บาท  และต้นทุนคงที่ 44.66 บาทต่อตัน


2 การเลี้ยงแบบแพ
          ขนาดของแพมีหลายขนาดตั้งแต่ 25 ตารางเมตร ,75 ตารางเมตร และ 150 ตารางเมตร เป็นต้นวัสดุที่ใช้ประกอบด้วยไม้เนื้อแข็งหรือไม้ไผ่ หรือวัสดุชนิดอื่นๆ ประกอบกันเป็นแพ จำนวน 7 แถว ยาวกันห่างแถวละ 1/2เมตร ทุ่นลอยใช้โฟมถังน้ำมัน หรือถังพลาสติกขนาด 200 ลิตรประกอบหัวท้ายสามารถรับเชือกเลี้ยงหอยขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 24 มม. ยาว 3 เมตร ได้ไม้ละ 35 เส้น ระยะเวลาการเลี้ยง 8 เดือนจะได้น้ำหนักหอยประมาณ 1200 กก. ขนาดแพอาจประกอบกันได้หลายชุดและตรึงไว้ด้วยสมอขนาด 15 กก. โดยใช้เชือกสมอ มีความยาว  5   เท่าของความลึกของน้ำบริเวณใดกระแสน้ำแรงจัดก็เพิ่มได้ตามความเหมาะสม กรณีที่ต้องการสร้างแพด้วยท่อเหล็กควรทาสีกันสนิมด้วย การเลี้ยงหอยแมลงภู่แบบแพเชือกก็เป็นวิธีเลี้ยงอีกรูปแบบหนึ่งที่สามารถเลี้ยงได้บริเวณคลื่นลมแรงพอสมควร พื้นดินเป็นดินแข็ง หรือบริเวณที่ปักไม้ไม่ลงก็สามารถเลี้ยงได้ ส่วนตัวแพที่เลี้ยงมีความคงทนมีอายุการใช้งานหลายปี วัสดุที่ใช้หาง่ายมีจำหน่ายตามท้องตลาดทั่วไป

ปัจจุบันมีการพัฒนาการเลี้ยงหอยแมลงภู่แบบแพเชือก ซึ่งใช้วัสดุและอุปกรณ์ในการประกอบแพเชือก ดังนี้
1. เชือกโพลีโพรพีลีน (polypropylene = pp) หรือ โพลีเอธทีลีน (polyethylene = pe) ขนาด 6-8 และ 20 มิลลิเมตร
2. ถังทุ่นขนาด 20 – 30 ลิตร
3. ทุ่นสมอปูนขนาด 60 – 80 ซม.
4. กระชังเหล็กสำหรับเป็นพาหนะเคลื่อนย้ายทุ่นสมอปูนขนาด 2 x 2 ตารางเมตร
5. เนื้ออวนขนาดตาเหยียด 6 เซนติเมตร ขนาดเส้นเชือก 700D/15



สำหรับการประกอบตัวแพ ขนาด 40 x 40 ตารางเมตรมีการดำเนินงานตามขั้นตอนต่างๆคือ
1 การถักแพเชือก ขนาด 40 x 40 ตารางเมตร
           นำเชือกขนาด 16 มิลลิเมตร ตัดยาว 50 เมตร มาถักให้ได้ขนาดตา 1 x 1 ตารางเมตร กว้าง 40 เมตร ซึ่งจะเท่ากับพื้นที่ 1 ไร่ เมื่อถักเสร็จแล้วใช้เชือกขนาด 20 มิลิเมตร วางรอบนอกตัวแพและในส่วนปลายของเชือก 16 มิลลิเมตร ผูกติดกับเชือก 20 มิลลิเมตร รอบนอกเพื่อให้ตัวแพมีสภาพคงทนและแข็งแรง

2 การผูกถังทุ่น ขนาด 20 – 30 ลิตร
          เมื่อถักเชือก ขนาด 16 มิลลิเมตรเป็นตัวแพเรียบร้อยแล้ว มีขนาด 40 x 40 ตารางเมตร ตัวแพจะมีแถวตามแนวตั้ง 41 แนว แถวแนวนอน 41 แนว นำถังทุ่นขนาด 20 – 30 ลิตร ใช้เชือกขนาด 6 – 8 มิลลิเมตร ผูกถังทุ่นที่ปมให้แน่นโดยผูก 6 แถว ตามแนวตั้ง เว้นแถวเพื่อต้องการให้เรือเข้าทำงานในตัวแพได้ ซึ่งจะทำให้สะดวกในการซ่อมแซม และเก็บเกี่ยว ทำการผูกถังทุ่นจนหมดพื้นที่ 1 ไร่

3 การเตรียมทุ่นสมอปูน
          นำท่อนเหล็กปล้องอ้อย ขนาด 0.6 นิ้ว ยาว 1 เมตร และเหล็กหูแหนบ 2 อัน มาเชื่อมให้ติดกันที่หัว- ท้ายของปลายเหล็กเพื่อทำเป็นห่วงนำไปวางตรงกลางในท่อปูนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 60 – 80 เซนติเมตร เทปูนภายในจะได้ทุ่นสมอปูนสำหรับยึดตัวแพใน 1 แพ จะใช้ทุ่นสมอปูนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 60 เซนติเมตร 6 ลูก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร 6 ลูก

4 การเคลื่อนย้ายทุ่นสมอปูน
          อาศัยช่วงน้ำขึ้นโดยให้น้ำขึ้นสูงกว่าทุ่นสมอปูนประมาณ 1 เมตร ใช้กระชังเหล็กขนาด 2 x 2 ตารางเมตร อยู่ด้านบนทุ่นสมอปูน ใช้แรงงานคน 5 – 6 คน อยู่บนกระชัง นำเชือก 16 มิลลิเมตร ยาว 4 เมตร จำนวน 2 เส้น ปลายเชือกทั้ง 2 เส้น ผูกที่ตัวกระชังใกล้กับห่วงทุ่นสมอปูน  ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งร้อยเข้าห่วงเหล็กนำมาผูกกับตัวกระชัง การผูกต้องผูกให้ตึง แต่ให้แก้ง่ายเพื่อสะดวกในการปล่อยทุ่นลงสู่พื้นในทะเล ต่อจากนั้นย้ายคนสลับด้านไปอยู่ฝั่งตรงข้ามทำเช่นเดียวกับครั้งแรก เมื่อผูกเสร็จแล้วคนลงจากกระชัง กระชังจะลอยขึ้น ช่วงกระชังลอยขึ้น จะดึงทุ่นสมอปูนขึ้นจากพื้นดิน ใช้เรือลากตัวแพไปทิ้งทุ่นสมอปูนตามจุดที่ต้องการ

5 การนำแพเชือกลงทะเล
          ทิ้งทุ่นสมอปูนเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 เซนติเมตรก่อน 4 มุม ห่างกันประมาณ 100 เมตร เมื่อทิ้งเสร็จใช้เรือลากแพลงทะเล ใช้เชือกขนาด 20 มิลลิเมตร ผูกสมอยึดแพไว้ 4 มุม ก่อน ต่อไปเอาทุ่นสมอปูน 80 เซนติเมตร ดึงด้านหน้า 2 ลูก ส่วนด้านข้างอีก 3 ด้านใช้ทุ่นสมอปูนเส้นผ่าศูนย์กลาง 60 เซนติเมตร   ด้านละ 2 ลูก รวมใช้ทุ่นทั้งหมด 12 ลูก หลังจากลงแพเรียบร้อยจัดเตรียมสายเลี้ยงลูกหอยโดยใช้เนื้ออวนขนาดตา 6 เซนติเมตร ตัดให้ยาว 2 เมตร    กว้าง  20 เซนติเมตร (3-4 ตา) ผูกปลายด้านหนึ่งด้วยหินทะเลหรือหินที่ใช้ในการก่อสร้างโดยใช้หินเบอร์ 2-3 ใส่ถุงพลาสติก ใช้หนังยางผูกติดกับปลายเนื้ออวนที่ตัดไว้แล้ว ส่วนอีกปลายด้านหนึ่งผูกกับเชือกขนาด 16 มิลลิเมตร ของแพที่จัดเตรียมไว้แล้วในทะเลโดยผุกใต้ถังทุ่น 1 สาย และผูกรอบนอกถังทุ่นอีก 4 สาย เพราะฉะนั้น 1 ถังทุ่นจะมีสายเลี้ยงหอย 5 สายในพื้นที่ 1 ไร่ จะผูกสายเลี้ยงหอยได้ทั้งหมด (1600 x 5) เท่ากับ 8,000 สาย
       
หลังจากลูกหอยแมลงภู่เกาะแล้วจะกินอาหารธรรมชาติจำพวกแพลงตอนพืชและแพลงตอนสัตว์ ใช้เวลาการเลี้ยงประมาณ 6 เดือน  หอยจะมีขนาดประมาณ 6 เซนติเมตร ให้เริ่มทยอยขายได้โดยเลือกกลุ่มที่มีขนาดตลาดต้องการก่อน เก็ยเฉพาะตัวหอย เหลือสายเลี้ยงหอยไว้เพื่อให้ลูกหอยรุ่นต่อไปเกาะ จะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในปีต่อไป

ประมาณรายจ่ายต่อไร่ของการเลี้ยงหอยแบบแพเชือก
เชือกโพลีโพรพีลีน ขนาด 16 มิลลิเมตร 24 ม้วน                      51,700      บาท
เชือกโพลีโพรพีลีน ขนาด 20 มิลลิเมตร 2 ม้วน                         6,600      บาท
เชือกโพลีโพรพีลีน ขนาด 8 มิลลิเมตร 18 ม้วน                         11,100    บาท

ด้ายเบอร์ 36 จำนวน 10 มัด                                                       700      บาท
ทุ่นสมอปูน 12 ลูก                                                                      9,600      บาท
ถังทุ่นพลาสติก ขนาด 20 – 30 ลิตร จำนวน 1,476 ใบ                 39,900      บาท
อวนขนาดตา 6 เซนติเมตร เนื้ออวน 700D/15 จำนวน 6ม้วน     31,200     บาท
อื่นๆเช่น ค่าแรง ค่าจับ และน้ำมันเชื้อเพลิง                                45,000   บาท
รวมค่าใช้จ่าย                                                                             195,800   บาท
ประมาณการรายรับต่อไร่ของการเลี้ยงหอยแบบแพเชือก
จำนวนสายเลี้ยงหอย 8000 สาย เฉลี่ยสายละ 8 กิโลกรม รวม        64,000 กิโลกรัม
ราคากิโลกรัมละ                                                                           5      บาท
รวมเป็นเงิน                                                                                320,000    บาท



3 การเลี้ยงแบบหอยแขวนแบบราวเชือก
          วิธีการเลี้ยงหอยแมลงภู่แบบแขวน มีความเหมาะสมสำหรับแหล่งเลี้ยงที่มีระดับความลึกและปลอดภัยจากกระแสคลื่นลมแรงและ อยู่ห่างฝั่ง ส่วนประกอบที่สำคัญคือเชือก เส้นใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 1/2นิ้ว ยาวประมาณ 100 เมตร มีทุ่นผูกเป็นระยะ 2 – 4 เมตร เพื่อพยุงไม่ให้จมเชือกนี้มีเส้นเล็กขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร ผูกเป็นระยะๆ เพื่อให้หอยเกาะมีระยะห่างกัน 50  เซนติเมตร ปลายเชือกยาวไม่เกินระดับน้ำลงต่ำสุด  ที่ปลายเชือกเส้นใหญ่ทั้งสองข้างผูกไว้กับสมอยึดไม่ให้เคลื่อนที่ ถ้าเป็นทุ่นใหญ่อาจผูกเชือกคู่ก้ได้ ผลผลิตพอๆ กับการเลี้ยงหอยแบบแพ แต่วิธีนี้เชื่อว่ามีความต้านทานต่อคลื่นลมได้ดี
        
สำหรับการเลี้ยงแบบหลักไม้แขวนลอย การเลี้ยงแบบนี้จะรวบรวมพันธุ์หอยจากแหล่งธรรมชาติมาเตรียมให้หอยเกาะกับหลักไม้เป้งความยาว 1 เมตรเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 – 5 เซนติเมตร โดยใช้ถุงอวนบางประกอบกับไม้แล้วบรรจุหอยลงในช่วงระหว่างเนื้อถุงอวนกับ ผิวไม้ ผูกมัดเป็นส่วนๆ ประมาณ 3 – 4 ส่วน ตามความยาวไม้ จากนั้นจึงใช้เชือกลอดตามรูปลายไม้ด้านบนที่เจาะเตรียมไว้ แล้วผูกให้แน่นนำหลักไม้ที่พันหอยแมลงภู่นี้ไปแขวนลอยไว้บนราวที่มีเสาค้ำจุน โดยจัดให้หลักหอยจมน้ำอยู่ตลอดเวลา แม้จะเป็นระยะที่น้ำลดต่ำสุดภายใน 4 – 5 วัน หอยจะเกาะกระจายอยู่ตามผิวหลักไม้อย่างมั่นคง จากนั้นจึงตัดอวนออกและเลี้ยงให้หอยเจริญเติบโตต่อไป ในระยะเวลา 8 เดือน หอยเจริญเติบโตได้ขนาดตลาด ซึ่งมีความยาวเฉลี่ย 7.3 เซนติเมตร ให้ผลผลิตเฉลี่ยหลักละ 5 กิโลกรัม ประมาณได้ว่าพื้นที่ 1 ตารางเมตร สามารถเลี้ยงได้ 4 หลัก ในแหล่งน้ำที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสมมีอาหารตามธรรมชาติสมบูรณ์ในเนื้อที่ 1 ไร่ สามารถเก็บผลผลิตจากการเลี้ยงหอยได้ประมาณ 30 – 32 ตัน/ไร่

4 การเลี้ยงหอยแบบตาข่ายเชือก
          การเลี้ยงแบบตาข่ายเชือกสามารถเลี้ยงได้ในระดับน้ำลงต่ำสด 2 เมตร และในบริเวณดินแข็งที่ไม่สามารถปักไม้เลี้ยงหอยได้ การเลี้ยงแบบนี้มีข้อดี คือวัสดุที่ใช้ เป็นวัสดุสงเคราะห์ซึ่งหาได้ง่ายตามตลาดทั่วไป และวัสดุที่ใช้เลี้ยงมีความคงทนใช้งานหลายปี สำหรับการเตรียมงานติดตั้งตาข่ายเชือกมีขั้นตอนต่างๆดังนี้

1 การเตรียมฐานเสา
          นำแม่แบบเส้นผ่าศูนย์กลาง 150 เซนติเมตรวางตะแกรงเหล็กภายในแม่แบบ ที่ตะแกรงเหล็กเชื่อมห่วงหรือเหล็กหูแหนบสูงประมาณ 20-30 เซนติเมตร ตัดท่อพีวีซี ยาว 40 เซนติเมตร ตั้งในแบบ 4 ท่อน เทปูนภายในแบบให้สูงประมาณ 30 เซนติเมตร ฐานเสาจะมีรูสำหรับสวมเสาเหล็ก 4 รู  ข้อควรระวัง อย่าให้เนื้อปูนเข้าในท่อพีวีซี จะทำให้เกิดการอุดตันไม่สามารถสวมเหล็กแป๊บได้

2 การเตรียมเสาเหล็กสวมใส่ท่อพีวีซี
          นำท่อแป๊บขนาด 2 นิ้วเชื่อมห่วงโซ่ขนาด 1 นิ้ว ให้ติดกับท่อแป๊บ 2 จุด จุดแรกเชื่อมที่โคนเสาให้ห่างจากโคนเสา 30 เซนติเมตร จุดที่2    ขึ้นอยู่กับน้ำลดต่ำสุด ถ้าน้ำลดลงต่ำสุด 2 เมตรวัดจากโคนเสาไปถึงปลายเสาให้เชื่อมที่ระดับ 2 เมตร (การเชื่อมจุดที่2 เพราะป้องกันการรูดลงของเชือก)เสร็จแล้วเทปูนภายในท่อแป๊บเพื่อให้ท่อแป๊บมีความแข็งแรงยิ่งขึ้น

3 การเตรียมราวเชือก
          นำเชือกขนาด 10 มิลลิเมตร มาถักให้ได้ขนาดตา กว้าง 50 เซนติเมตร ยาว 2.5 เมตร ถักให้เป็นผืนใหญ่ กว้าง 40 เมตร ยาว 40 เมตร  หรือผืนเล็ก 4 ผืน กว้าง 10 เมตร ยาว 40 เมตร การถักราวเชือกควรเหลือปลายเชือกรอบนอกไว้สำหรับผูกยึดเชือก 14 – 16 มิลลิเมตร ประมาณ 1 เมตร

4 การเคลื่อนย้ายฐานเสา
          นำกระชังเหล็กขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 2 เมตร ใช้เชือกผูกถังขนาด 100 ลิตรจำนวน 8 – 12 ใบ การเตรียมย้ายต้องอาศัยระดับน้ำ เป็นตัวช่วยเวลาย้ายฐานเสา ควรเป็นช่วงที่น้ำข้นสูงกว่าฐานเสาประมาณ 1 เมตร การเคลื่อนย้ายนำกระชังให้ลอยอยู่บนฐานเสาใช้เชือกขนาด 14 – 16 มิลลิเมตร 2   เส้น ยาว   4 เมตร มีขั้นตอนลำดับดังนี้ ใช้คน 5 – 6 คน ขึ้นบนกระชังให้อยู่ด้านใดด้านหนึ่ง นำปลายของเชือกเส้นแรกผูกติดกับกระชังก่อน  ส่วนอีกปลายหนึ่งร้อยเข้าห่วงเหล็ก แล้วนำมาผูกติดกับตัวกระชัง การผูกต้องให้ตึงและแก้ง่ายเพื่อสะดวกในการปล่อยฐานเสา เสร็จแล้วย้ายคนสลับด้านไปอยู่ฝั่งตรงข้าม ทำเช่นเดียวกับครั้งแรก เมื่อผูกเชือกเสร็จแล้วคนลงจากกระชัง กระชังจะลอยขึ้น วงเวลากระชังลอยขึ้นจะดึงฐานเสาขึ้นจากพื้นเสร็จแล้วใช้เรือลากกระชังไปทิ้งทุ่นสมอตามจุดที่ต้องการ

5 การวางฐานเสา
          ใช้ไม้ปักวางแนวก่อนให้ห่างกัน 10 เมตร ใช้เรือลากฐานเสานำไปทิ้งใกล้กับไม้ที่ปักทำเป็นแนวจะได้ฐานเสาห่างกัน 10 เมตร ในเนื้อที่ 1 ไร่ จะใช้ฐานเสา 25 ฐาน ในกรณีที่ลงฐานเสาไม่ตรงจุดทำการเคลื่อนย้ายได้โดยทำเช่นเดียวกับการเคลื่อนย้ายฐานเสา

6 การสวมเสาหลัก
          นำเสาหลักที่เตรียมไว้แล้วสวมในรูฐานเสา 2 ต้น แล้วใช้เชือก 2 เส้น เส้นที่ 1 ผูกที่ปมเหล็ก ด้านบนให้แน่น ให้เสาติดอยู่คู่กันแล้ว ใช้เชือกอีกเส้นหนึ่งขนาด 10 มิลลิเมตร ผูกปมเหล็กด้านบนไปยึดห่วงเหล็กด้านล่างให้ตึง การผูกยึดเพื่อป้องกันการหลุดของเสาหลัก

7 การขึงเชือก 14 – 16 มิลลิเมตร
          นำเชือก ขนาด 10 มิลลิเมตร ที่ถักเรียบร้อยแล้ววางพาดบนเชือกขนาด 14- 16 มิลลิเมตร ใช้ปลายเชือกขนาด 10 มิลลิเมตร ที่เหลือไว้ผูกติดกับเชือก 14 – 16 มิลลิเมตรให้แน่น

8 การวางตาข่ายเชือก
          นำเชือกขนาด 10 มิลลิเมตร ที่ถักเรียบร้อยแล้ววางพาดบนเชือก ขนาด 14 – 16 มิลลิเมตร ใช้ปลายเชือกขนาด 10 มิลลิเมตรที่เหลือไว้ผูกติดกับเชือก 14 – 16 มิลลิเมตรให้แน่น

9 การเก็บเกี่ยวลูกหอย
          เนื่องจากการเลี้ยงหอยแมลงภู่แบบราวเชือกเป็นการเลี้ยงหอยอยู่กับที่ เวลาเก็บเกี่ยวต้องน้ำลงไปเก็บเกี่ยวผลผลิต หลังการเก็บเกี่ยวทำความสะอาดเส้นเชือก แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้หอยมาเกาะในรุ่นต่อไป

10 การเสริมฐานเสา
          ถ้าปริมาณลูกหอยเกาะตามราวเชือกจำนวนมากต้องเสริมฐานเสาขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เมตร การเสริมฐานเสา เสริมกลางระหว่างฐานเสาขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เมตร การเสริมฐานเสาเสริมกลางระหว่างฐานเสา 4 ต้น ถ้าราวเชือกหย่อนให้เพิ่มฐานเสาอีก

ถ้าเลี้ยงได้ในระดับน้ำลงต่ำสด 2 เมตร และในบริเวณดินแข็งที่ไม่สามารถปักไม้เลี้ยงหอยได้ การเลี้ยงแบบนี้มีข้อดี คือวัสดุที่ใช้ เป็นวัสดุสงเคราะห์ซึ่งหาได้ง่ายตามตลาดทั่วไป และวัสดุที่ใช้เลี้ยงมีความคง
ทนใช้งานหลายปี สำหรับการเตรียมงานติดตั้งตาข่ายเชือกมีขั้นตอนต่างๆดังนี้                                                                                                                 
ประมาณการค่าใช้จ่ายต่อไร่ของการเลี้ยงหอยแบบตาข่ายเชือก
เชือกโพลีโพรพีลีนขนาด 10 มิลลิเมตร จำนวน 20 มัด                     16,900     บาท
เชือกโพลีโพรพีลีนขนาด 16 มิลลิเมตร 2.5 มัด                                 5,100         บาท
ฐานเสาปูนขนาด 1.50 เมตร 25 ฐาน                                               12,500     บาท
ฐานแซม ขนาด 1 เมตร16 ฐาน                                                        2,400     บาท
เหล็กแป๊บ ขนาด 2 นิ้ว                                                                     6,600    บาท
ท่อพีวีซี ขนาด 2.5 นิ้ว                                                                      2,400    บาท
อื่นๆเช่น ค่าแรง ค่าจับ ค่าน้ำมันและเหล็ก                                        14,100   บาท
รวมเป็นเงิน                                                                                    60 ,000  บาท

ประมาณการรายรับต่อพื้นที่ตาข่าย 1 ไร่ ของการเลี้ยงหอยแบบตาข่ายเชือก
ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 6 กิโลกรัม /1เมตร                  25,680       บาท
ราคากิโลกรัมละ                                                                 5        บาท
รวมเป็นเงิน                                                           128,400        บาท
ฉะนั้นกำไรสุทธิ                                                        68,400       บาท

การดูแลรักษา
การดุแลรักษาสำคัญมากเพราะว่าผลผลิตจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับการเอาใจใส่ของผู้เลี้ยง ซึ่งพอจำแนกเฝ้าระวังรักษาได้ดังนี้

1 ควรมีการกำหนดขอบเขตแปลงเลี้ยงหอยอย่างแน่ชัด โดยทำเครื่องหมายที่สามารถสังเกตได้ชัด เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอก เข้ามาทำการประมงด้วยเครื่องมือจับสัตว์น้ำประเภทต่างๆ บริเวณที่เลี้ยงหอยทีได้รับอนุญาตจากทางราชการแล้ว

2 ในแปลงเลี้ยงหอยควรมีที่พักคนเฝ้าไว้สำหรับดูแลรักษาแปลงหอยเป็นการป้องกันไม่ให้หอยสูญหายจากมิจฉาชีพ

3 ในการเลี้ยงหอยแบบแขวน ควรจะได้มีการตรวจและซ่อมแซม วัสดุ อุปกรณ์ที่อาจชำรุด ตลอดจนชำระล้างตะกอน โคลนและกำจัดศัตรู เช่น ปู หอย เพรียง และปลาที่เข้ามาอาศัย อย่างน้อย 2 สัปดาห์ต่อครั้ง โดยดำเนินการเวลาเช้าตรู่ปลอดจากความร้อนสูงของแสงแดด

4 การเปลี่ยนแปลงความเค็มของน้ำจะมีผลต่อการเจริญเติบโตและการตายของหอยอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนที่ฝนตกชุกความเค็มจะลดต่ำลงอย่างกะทันหัน เป็นสาเหตุให้แหล่งน้ำขาดความอุดมสมบูรณ์ของอาหารธรรมชาติ หอยแมลงภู่จะผอมและมีน้ำหนักลดลงหรืออาจตายได้ ดังนั้นระยะเวลาดังกล่าว ผู้เลี้ยงควรพิจารณาเก็บผลผลิตส่งจำหน่ายก่อน

5 ความหนาแน่นของหอยที่เกาะเลี้ยงตัวบนวัสดุ มีผลต่อการเจริญเติบโตเพราะความหนาแน่นสูง หอยจะเบียดกันมากและแย่งอาหารกัน กินนอกจากนี้ถ้าเป็นหลักไม้หากหอยเกาะมากเกินความพอเหมาะของพื้นที่ที่มีอยู่หอยบางส่วนจะหลุดร่วงจากหลักจมโคลนและตายในที่สุด ดังนั้นผู้เลี้ยงควรจะนำหอยที่มีขนาด 2 – 3 เซนติเมตร ซึ่งมีความหนาแน่นมากไปจำหน่ายใช้เป็นอาหารเลี้ยงเป็ดหรืออาจนำไปเลี้ยงโดยวิธีการอื่น ได้แก่การเลี้ยงแบบแขวนในกระบะและวิธีอื่นๆ เพื่อลดความหนาแน่นของหลักไม้ให้ต่ำลง

6 การเลี้ยงหอยแบบหลักแขวนลอย ในบางฤดูที่มักจะเกิดน้ำเสียหรือเกิดขี้ปลาวาฬ ผู้เลี้ยงหอยควรจะได้สอดส่องดูแลระมัดระวัง ตลอดจนเตรียมการระมัดระวังเตรียมการป้องกันหรือเคลื่อนย้ายแพเลี้ยงหอยออกไปพักไว้ในบริเวณที่ปลอดภัยจากน้ำเสีย

7 ความขุ่นของน้ำในบริเวณที่เลี้ยงหอย ถ้าขุ่นมากตะกอนและโคลนตมจะเกาะตามเหงือก ทำให้หอยหายใจไม่ออกและตายได้ นอกจากนี้ความขุ่นยังทำให้ประสิทธิภาพการกรองอาหารต่ำลง

8 ปัญหาจกคลื่นลมและกระแสน้ำ รวมทั้งการทำการประมงด้วยเรืออวนลากและอวนรุนเป็นผลให้ไม้หลักเลี้ยงหอยถูกทำลาย

9 ปัญหาน้ำเสียจากโรงงาน

การเลี้ยงปลาตะเพียน




การเลี้ยงปลาตะเพียนขาว
ปลาที่เรียกกันว่า “ตะเพียน” บางคนได้ยินชื่ออาจจะออกอาการขยาดเพราะปลาชนิดนี้ก้างเยอะมาก แต่บางคนที่ทำเป็นเขาทำให้ก้างอ่อนตัวลง คนรับประทานไม่ต้องกลัวก้างเพราะสามารถรับประทานได้ทั้งก้าง ไม่ต้องกลัวว่าจะปักคอ

ปลาตะเพียน ชื่อเต็ม ๆ ของมันคือ ปลาตะเพียนขาว (นอกจากตะเพียนขาวแล้วยังมีตะเพียนชนิดอื่นอีก เช่น ตะเพียนหางแดง เป็นต้น) เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งอาศัยอยู่ทั่วไปทั้งในแม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง แต่เจริญเติบโตขยายพันธุ์ได้ในแหล่งน้ำซึ่งมีความกร่อยเล็กน้อย ฉะนั้นจึงสามารถเลี้ยงให้เจริญเติบโตได้ทั้งในบ่อน้ำจืดและน้ำกร่อย อ่างเก็บน้ำ ตลอดจนในนาข้าว

ข้อมูลจากกรมประมงระบุว่า แม่ปลาตะเพียนขาวตัวหนึ่ง ๆ สามารถมีไข่ได้ตั้งแต่ 50,000-100,000 ฟอง และชอบวางไข่ตามบริเวณชายฝั่งของลำธารเล็ก ๆ ที่ไหลลงมารวมกับลำธารใหญ่ซึ่งมีสภาพเป็นโคลน ปลาตะเพียนขาวสามารถวางไข่ในบ่อเลี้ยงได้ภายในปีแรก เมื่อแม่ปลามีขนาดตัวยาว 25 ซม.
 
การนำปลาตะเพียนขาวมาเลี้ยงในบ่อนั้น บ่อเลี้ยงควรเป็นบ่อดินซึ่งมีขนาด 400 ตารางเมตรขึ้นไปจนถึงขนาด 1 ไร่ หรือมากกว่านั้น ความลึกของน้ำในบ่อควรให้เกินกว่า 1 เมตรขึ้นไป ใช้เลี้ยงลูกปลาที่มีขนาดความยาว 5-7 เซนติเมตร หากปลาที่ปล่อยลงเลี้ยงมีขนาดโตกว่านั้นควรปล่อยในอัตรา 2-3 ตัวต่อ 1 ตารางเมตร


การเตรียมบ่อ หากเป็นบ่อที่ขุดใหม่ ดินมักจะเป็นกรด ควรใช้ปูนขาวโรยให้ทั่วบ่อ ในอัตรา 1 กิโลกรัม ต่อเนื้อที่ 10 ตารางเมตร หากเป็นบ่อเก่า จำเป็นต้องปรับปรุงบ่อ โดยกำจัดวัชพืชออกให้หมด เช่น ผักตบชวา จอก บัว และหญ้าต่าง ๆ เพราะวัชพืชเหล่านี้จะปกคลุมผิวน้ำเป็นอุปสรรคต่อการหมุนเวียนของอากาศ และเป็นที่อยู่อาศัยของศัตรูได้ คันบ่อควรลอกเลนขึ้นมาตกแต่ง และทำท่อระบายน้ำให้เรียบร้อย ตากบ่อนั้นทิ้งไว้จนแห้ง แสงแดดจะช่วยกำจัดเชื้อโรคและช่วยให้คุณภาพของดินในบริเวณบ่อมีคุณสมบัติดีขึ้น ก่อนปล่อยปลาลงเลี้ยง ต้องกำจัดศัตรูของปลาตะเพียน ได้แก่ พวกปลากินเนื้อ เช่น ปลาช่อน ปลาชะโด ปลาดุก กบ เขียด และงู ฯลฯ โดยการระบายน้ำออกจากบ่อให้แห้งขอดแล้วจับขึ้นให้หมด ในกรณีที่ไม่สามารถระบายน้ำออกได้ ควรใช้โล่ติ๊นสด 1 กิโลกรัม ต่อปริมาณน้ำ 100 ลูกบาศก์เมตร วิธีใช้คือทุบหรือบดโล่ติ๊น   ให้ละเอียด นำลงแช่น้ำสัก 1 หรือ 2 ปี๊บ ขยำโล่ติ๊นเพื่อให้สีขาวออกมาหลาย ๆ ครั้งจนหมด แล้วนำไปสาดให้ทั่วบ่อ ศัตรูพวกปลาดังกล่าวก็จะตายลอยขึ้นมา ต้องเก็บออกทิ้งอย่าปล่อยให้เน่าอยู่ในบ่อเพราะจะทำให้น้ำเสียได้ ก่อนที่จะปล่อยปลาลงเลี้ยง ควรทิ้งระยะไว้ประมาณ 7-10 วัน เพื่อให้ฤทธิ์ของโล่ติ๊นสลายตัว



แม้ไม่ใช่การปลูกพืชแต่การเลี้ยงปลาตะเพียนต้องใส่ปุ๋ย เพื่ออะไร ที่ใส่ปุ๋ยก็เพื่อให้มีอาหารธรรมชาติเกิดขึ้น ปุ๋ยที่ว่านั้นคือ ปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งได้แก่ปุ๋ยคอกที่ตากแห้งแล้ว หรือปุ๋ยหมัก อัตราการใส่ปุ๋ยประมาณ 50-200 กิโลกรัมต่อไร่ ระยะแรกนั้นควรใส่ปุ๋ยในขณะที่ตากบ่อก่อนระบายน้ำเข้า ระยะหลัง ๆ ควรใส่ในอัตราครั้งละครึ่งหนึ่งของระยะแรก จนกระทั่งน้ำมีสีเขียว ลักษณะเช่นนี้แสดงว่ามีอาหารธรรมชาติเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ อาจหาซื้อได้ในรูปที่ผสมเสร็จแล้ว โดยมีอัตราส่วนของฟอสฟอรัสสูงกว่าส่วนผสมอื่น และใช้ในอัตรา 4 กิโลกรัมต่อไร่ต่อเดือน

ปลาที่จะเลี้ยงจนโตได้ขนาดตามที่ต้องการ นอกจากใช้อาหารธรรมชาติซึ่งมีอยู่ในบ่อ ผู้เลี้ยงจำเป็นต้องให้อาหารสมทบเพิ่มเติม เพื่อเป็นการเร่งให้ปลามีอัตราการเจริญเติบโตเร็วขึ้น อาหารสมทบดังกล่าวได้แก่ แหนเป็ดและไข่น้ำ (ไข่น้ำเป็นพืชที่เกิดขึ้นลอยอยู่บนผิวน้ำปะปนกับพวกจอกแหน มีลักษณะเป็นเม็ดกลม ๆ ขนาดเท่า ๆ กับสาคูเม็ดเล็กที่ยังไม่แช่น้ำ มีสีค่อนไปทางเขียวอ่อน ชาวอีสานเรียกว่า “ผำ”) ใช้โปรยให้กินสด ๆ เศษผัก ผักบุ้ง ผักกาดขาว และเศษผักต่าง ๆ โดยวิธีต้มให้เปื่อยผสมกับรำหรือปลายข้าวที่ต้มสุก กากถั่วเหลือง กากถั่วลิสง ใช้แขวนหรือใส่กระบะไม้ไว้ในบ่อ ส่วนอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ หรือสัตว์ที่มีชีวิต เช่น ตัวไหม ปลวก ไส้เดือน หนอน มด ฯลฯ ใช้โปรยให้กิน พวกเครื่องในและเลือดของสัตว์ต่าง ๆ เช่น หมู วัว ควาย ใช้บดผสมคลุกเคล้ารำและปลายข้าวซึ่งต้มสุกแล้ว นำไปใส่ไว้ในกระบะไม้ในบ่อ การให้อาหาร ให้วันละครั้ง ในตอนเช้าหรือตอนเย็น ครั้งละประมาณ 5% ของน้ำหนักปลาที่เลี้ยง ถ้าให้มากเกินไป เศษอาหารที่เหลือจะทำให้น้ำเน่าเสีย

ลูกปลาจะเจริญเติบโตไม่เท่ากัน จำเป็นต้องคัดปลาที่มีขนาดไล่เลี่ยเลี้ยงในบ่อเดียวกัน เพราะถ้าเลี้ยงรวมกัน จะทำให้ลูกปลาที่เล็กกว่าเติบโตได้ไม่เท่าที่ควร และเมื่อปลามีขนาดโตขึ้น ต้องแบ่งไปเลี้ยงบ่ออื่นอย่าปล่อยให้อยู่แน่นเกินไป เพราะปลาจะไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร ปลาตะเพียนขาวซึ่งใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 6 เดือนนั้น จะมีน้ำหนักประมาณ 3-4 ตัวต่อ 1 กิโลกรัม

คงไม่ยากหากจะเลี้ยง หากอยากได้รายละเอียดมากกว่านี้ไปขอได้ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมประมง ขอเอกสารคำแนะนำในการเลี้ยงปลาต่าง ๆ มีให้เลือกด้วย


การปลูกทุเรียน





พันธุ์
ตลาดมีความต้องการทั้ง 4 พันธุ์ ได้แก่ หมอนทอง ชะนี ก้านยาว และกระดุมทอง เนื่องจากมีผลผลิตออกสู่ตลาดไม่พร้อมกัน เริ่มตั้งแต่พันธุ์กระดุมทอง ชะนี ก้านยาว และหมอนทอง ตามลำดับ

พันธุ์ หมอนทอง
ข้อดี : ราคาสูงกว่าพันธุ์อื่นๆ ติดผลดีมาก น้ำหนักผลดี เนื้อมาก เมล็ดลีบ มีกลิ่นน้อย เนื้อละเอียดแห้ง ไม่เละ ผลสุกแล้วเก็บไว้ได้นาน ไม่ค่อยเป็นไส้ซึม
ข้อเสีย : อ่อนแอต่อโรครากเน่าโคนเน่า       


 




พันธุ์ ชะนี 
 ข้อดี : ทนทานต่อโรครากเน่าโคนเน่าพอสมควร ออกดอกง่าย เนื้อแห้ง รสดี สีสวย
ข้อเสีย : ออกดอกดก แต่ติดผลยาก เป็นไส้ซึมง่าย อ่อนแอต่อโรคใบติด
  


พันธุ์ก้านยาว

ข้อดี : ติดผลดี ราคาค่อนข้างดี น้ำหนักผลดี
ข้อเสีย : ค่อนข้างอ่อนแอต่อโรครากเน่าโคนเน่า เปลือกหนา เนื้อน้อย  เป็นไส้ซึมค่อนข้างง่าย ผลสุกเก็บไว้ได้ไม่นาน ก้นผลแตกง่าย อายุการให้ผลช้า




 
พันธุ์ กระดุม
ข้อดี : ไม่มีปัญหาไส้ซึม เพราะเป็นพันธุ์เบา เก็บเกี่ยวก่อนฝนตกชุกออกดอกเร็ว ผลแก่เร็ว จึงขายได้ราคาดีในช่วงต้นฤดู ผลดก ติดผลง่าย อายุการให้ผลเร็ว
ข้อเสีย : อ่อนแอต่อโรครากเน่าโคนเน่า






สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับทุเรียน
พื้นที่ไม่มีน้ำท่วมขัง มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 0-650 เมตร มีความลาดเอียงประมาณ 1-3 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ควรเกิน 15 เปอร์เซ็นต์ การคมนาคมสะดวก ขนส่งผลผลิตได้รวดเร็ว  ดินร่วนปนทราย อุดมสมบูรณ์สูง ระบายน้ำดี หน้าดินลึกมากกว่า 50 เซนติเมตร ระดับน้ำใต้ดินลึกมากกว่า 75 เซนติเมตร ค่าความเป็น กรดด่างของดินระหว่าง 5.5-6.5  อากาศร้อนชื้น อุณหภูมิที่เหมาะสมประมาณ 10-46 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์มากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณน้ำฝนมากกว่า 2,000 มิลลิเมตรต่อปี การกระจายตัวของฝนดี มีช่วงแล้งต่อเนื่องน้อยกว่า 3 เดือนต่อปี มีน้ำสะอาดเพียงพอตลอดทั้งปี (ประมาณ 600-800 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่) ไม่มีสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์ที่มีพิษปนเปื้อน ค่าความเป็นกรดด่างของน้ำระหว่าง 6.0-7.5 มีสารละลายเกลือไม่มากกว่า 1.4 มิลลิโมห์ต่อเซนติเมตร  

การปลูก
การเตรียมพื้นที่
1. พื้นที่ดอน  ไถพรวน ปรับพื้นที่ให้เรียบ และขุดร่องระบายน้ำภายในสวน ถ้าเป็นพื้นที่ดอนที่เคยปลูกไม้ยืนต้นมาก่อน ไม่ต้องไถพรวน

2. พื้นที่ลุ่ม พื้นที่น้ำท่วมขังไม่มาก นำดินมาเทกองตามผังปลูกสูงประมาณ 0.75-1.20 เมตร แล้วปลูกทุเรียนบนสันกลางของกองดิน พื้นที่มีน้ำท่วมขังมาก ยกร่องสวนให้มีขนาดสันร่องกว้างไม่น้อยกว่า 6 เมตร ร่องน้ำสวนให้มีขนาดสันร่อง กว้างไม่น้อยกว่า 6 เมตร ร่องน้ำกว้าง 1.5 เมตร ลึก 1 เมตร มีระบบระบายน้ำเข้า-ออกเป็นอย่างดี


วิธีการปลูก
-การเลือกต้นพันธุ์  ต้นแข็งแรง ตรงตามพันธุ์ ต้นตอเป็นพันธุ์พื้นเมือง ทนทาน ต่อโรครากเน่าโคนเน่า ระบบรากไม่ขดหรืองอ มีใบหนาและเขียวเข้ม

-ระยะปลูก   ระบบสี่เหลี่ยมจตุรัสหรือสามเหลี่ยมด้านเท่า ระยะปลูกระหว่างแถวและต้น 8x8 เมตร หรือ 10x10 เมตร   ะบบแถวกว้างต้นชิด ระยะปลูกระหว่างแถวและต้น 10x5 เมตร หรือ 12x6 เมตร

-แบบเตรียมหลุมปลูก  ขุดหลุมกว้าง ยาว ลึก ประมาณ 50x50x50 เซนติเมตร ผสมดินปลูกด้วยหญ้าแห้ง ปุ๋ยคอก และปุ๋ยเคมี  ตากดินไว้ระยะหนึ่งจนดินยุบตัวคงที่ เติมดินผสมลงไปอีกจนเต็ม ปลูกต้นพันธุ์ในหลุมให้รอยต่อระหว่างต้นพันธุ์และต้นตออยู่สูง กว่าระดับดิน กลบดินรอบต้นพันธุ์ให้แน่น

-แบบนั่งแท่นหรือยกโคก  ไม่ต้องขุดหลุมปลูก   วางต้นพันธุ์แล้วขุดดินมากลบจนอยู่ในระดับเดียวกับผิวดินของต้นพันธุ์ ในลักษณะลาดเอียงออกไปโดยรอบรัศมีประมาณ 1 เมตร กลบดินให้แน่น

การดูแลรักษา
การพรางแสงสำหรับต้นเล็กใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น ทางมะพร้าว ปักเป็นกระโจมคร่อมต้นทุเรียน หรือ ใช้ตาข่ายพรางแสง หรือ  ปลูกต้นไม้โตเร็วระหว่างแถวทุเรียนให้มีระยะห่างระหว่างต้น ของไม้โตเร็ว ที่สามารถแผ่ทรงพุ่มพรางแสงให้ต้นทุเรียนได้ประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ เช่น กล้วย และทองหลาง เป็นต้น

การให้ปุ๋ย
ปุ๋ยคอก อัตราเป็นบุ้งกี๋ต่อต้น (2.25 กิโลกรัม = 1 บุ้งกี๋) คิดเป็น 2 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม (เมตร) ต่อการใส่ 1 ปี แบ่งใส่ 2 ครั้ง โดยใส่ปุ๋ยเคมี-อินทรีย์ตราบัวทิพย์  สูตร 2 อัตราเป็นกิโลกรัมต่อต้นต่อปี คิดเป็นเท่ากับเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม(เมตร) เช่นต้นที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม 1 เมตร ใช้ปุ๋ย 1 กิโลกรัม โดยแบ่งใส่ 2-4 ครั้ง

การให้น้ำ

ระบบการให้น้ำที่เหมาะสม ใช้ระบบการให้น้ำแบบหัวเหวี่ยงเล็ก   ความต้องการน้ำของทุเรียนต้นเล็ก ประมาณ 0.6 เท่าของค่าอัตราการระเหยน้ำ (มิลลิเมตรต่อวัน) คูณด้วยพื้นที่ใต้ทรงพุ่ม เช่น ในภาคตะวันออก เมื่ออัตราการระเหยน้ำวันละ 3.8-5.7 มิลลิเมตร มีพื้นที่ใต้ทรงพุ่ม 1 ตารางเมตร เท่ากับการให้น้ำ 2.3-3.4 ลิตรต่อต้นต่อวัน

การตัดแต่งและควบคุมทรงพุ่ม
หลังปลูกประมาณ 1-1.5 ปี ตัดแต่งกิ่งให้มีลำต้นเดี่ยว โดยตัดแต่งให้ทรงต้นโปร่ง โครงสร้างต้นแข็งแรง สวยงามสม่ำเสมอ เมื่อทุเรียนเริ่มให้ผลผลิตจะมีกิ่งประธาน 12-15 กิ่งเวียนรอบต้น แต่ละกิ่งห่างกันประมาณ 10-15 เซนติเมตร กิ่งประธานกิ่งแรกอยู่สูงจากพื้นดินประมาณ 1 เมตร  กิ่งประธานแต่ละกิ่งจะมีกิ่งรอง 3-4 กิ่ง   กิ่งรองแต่ละกิ่งจะมีกิ่งแขนงพอประมาณและไม่บังแสงซึ่งกันและกัน

แมลงและไรศัตรูที่สำคัญ
เพลี้ยไก่แจ้ลักษณะและการทำลาย : ตัวเต็มวัยและตัวอ่อนดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อน ทำให้ใบหงิกงอ ถ้าระบาดมาก ทำให้ใบอ่อนร่วงและยอดแห้งตาย
การป้องกันกำจัด : กระตุ้นให้ทุเรียนแตกยอดอ่อน อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ  ติดตั้งกับดักกาวเหนียว ฉีดพ่นสารฆ่าแมลงเมื่อพบยอดถูกทำลายมากกว่า 30 %

เพลี้ยไฟ   ลักษณะและการทำลาย : ตัวเต็มวัยและตัวอ่อนดูดกินน้ำเลี้ยงจากดอก และผลอ่อน ทำให้ดอกแห้งและร่วงได้ หนามเป็นแผล

เพลี้ยจักจั่นฝอย  ลักษณะและการทำลาย : ตัวเต็มวัยและตัวอ่อนดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบ ทำให้ใบบิดงอ มีอาการไหม้บริเวณขอบใบหากระบาด ในช่วง ใบอ่อนจะทำให้ใบร่วง

การป้องกันกำจัด : กระตุ้นให้ทุเรียนแตกยอดอ่อนพร้อมกับอนุรักษ์ ศัตรูธรรมชาติ ติดตั้งกับดักกาวเหนียว ฉีีดพ่นสารฆ่าแมลงเมื่อพบยอด ถูกทำลายมากกว่า 30 %

เพลี้ยแป้ง  ลักษณะและการทำลาย : ตัวเต็มวัยและตัวอ่อนดูดกินน้ำเลี้ยงจากผล โดยมีมดช่วยคาบพาไปยังส่วนต่างๆ ของต้นทุเรียน ทำให้ผลแคระแกร็น และเชื้อราเข้าทำลายซ้ำ
การป้องกันกำจัด : ตัดผลที่ไม่สมบูรณ์และถูกเพลี้ยแป้งทำลายไปเผาทำลาย ฉีดพ่นน้ำให้เพลี้ยแป้งหลุดร่วงออกจากผล  ไม่ควรปลูกพืชอาศัยของเพลี้ยแป้งในบริเวณสวนทุเรียน ฉีดพ่นสารฆ่าแมลง เมื่อผลถูกทำลาย 20% ต่อต้น

ไรแดงแอฟริกัน  ลักษณะและการทำลาย : ตัวเต็มวัยและตัวอ่อนดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณหน้า ใบทุเรียน ทำให้ใบร่วง
การป้องกันกำจัด :ฉีดพ่นน้ำเข้าไปในทรงพุ่ม อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติของไรแดง ฉีดพ่นสารเคมีเมื่อพบใบแก่ถูกทำลายมากกว่า 25 %

หนอนกินขั้วผล  ลักษณะและการทำลาย : ตัวหนอนกัดแทะขั้วและเปลือกผลทุเรียนทำให้ เป็นแผล เสียคุณภาพ

การป้องกันกำจัด : อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ ตัดผลที่ถูกทำลายทิ้ง ฉีดพ่นสารฆ่าแมลงเมื่อผลถูกทำลายมากกว่า 10% ต่อต้น

หนอนเจาะผล  ลักษณะและการทำลาย : ตัวหนอนกัดกินและทำรังบริเวณผิวผลทุเรียน หากเจาะกินเข้าไปถึงเนื้อจะทำให้ผลเน่าเมื่อสุก
 การป้องกันกำจัด : อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ ตัดแต่งผลที่ติดกันเป็นคู่ และไม่สมบูรณ์ จับตัวหนอนทำลายตัดผลที่ถูกทำลายทิ้ง ฉีดพ่น สารฆ่าแมลงเมื่อผลถูกทำลายมากกว่า 10% ต่อต้น

หนอนเจาะเมล็ดทุเรียน  ลักษณะและการทำลาย : เมล็ดทุเรียน ตัวหนอนเจาะไชเข้าไปกัดกินเมล็ดและถ่ายมูลออกมา ทำให้เนื้อทุเรียนเปรอะเปื้อนเสียหาย หนอนอาศัยใน ผลทุเรียนจนกระทั่งผลแก่ เมื่อหนอนโตเต็มที่ หรือถ้าผลร่วงก่อน จะเจาะรูออกมาเข้าดักแด้ในดิน

การป้องกันกำจัด :ตัดผลที่ถูกทำลายทิ้ง ฉีดพ่นสารฆ่าแมลง เมื่อพบการระบาด  การป้องกันกำจัดวัชพืช  ตัดวัชพืชให้สั้นทุก 2-3 เดือนด้วยเครื่องตัดหญ้าแบบต่าง ๆ หรือ ใช้สารกำจัดวัชพืช



ดัชนีการเก็บเกี่ยว
1.นับอายุผล ตั้งแต่วันดอกบานจนถึงวันเก็บเกี่ยว ซึ่งเป็นเวลาประมาณ 90-100 วัน สำหรับพันธุ์กระดุมทอง 105-110 วัน สำหรับพันธุ์ชะนี และ 120-135 วัน สำหรับพันธุ์หมอนทอง

2.สังเกตก้านผล เมื่อผลทุเรียนเริ่มแก่ก้านผลจะแข็งและมีสีเข้มขึ้น เมื่อสัมผัสจะรู้สึกสากมือ บริเวณปากปลิงจะบวมโต เห็นรอยต่อชัดเจน เมื่อจับก้านผลแล้วแกว่งผลทุเรียน จะรู้สึกว่าก้านผลมีสปริงมากขึ้น
3.สังเกตหนาม ปลายหนามจะแห้ง สีน้ำตาลเข้ม เปราะ และหักง่าย หนามกางออก ร่องหนามห่าง เมื่อบีบหนามเข้าหากัน จะรู้สึกว่ามีสปริง

4.สังเกตรอยแยกระหว่างพูผลทุเรียนที่แก่จัด จะสังเกตเห็นรอยแยกบนพูได้อย่างชัดเจน ยกเว้นบางพันธุ์ที่ลักษณะดังกล่าวไม่ปรากฏชัดเจน เช่นก้านยาว

5.การเคาะเปลือก เมื่อเคาะผลทุเรียนที่แก่จัดจะมีเสียงดังโปร่ง ๆ เสียงหนักหรือเบา แตกต่างกันไปขึ้นกับพันธุ์ทุเรียน

6. สังเกตสีเนื้อ สีเนื้อทุเรียนจะเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีเหลืองอ่อน หรือเหลืองเข้ม ตามลักษณะประจำของแต่ละพันธุ์ และความแก่ที่ต่างกัน

7.การปล่อยให้ผลทุเรียนร่วง ปกติดอกทุเรียนแต่ละรุ่นในต้นเดียวกัน จะบานไม่พร้อมกัน (แตกต่างกันไม่เกิน 10 วัน) ดังนั้น เมื่อมีผลทุเรียนบนต้นเริ่มแก่ สุก และร่วง ก็เป็นสัญญาณเตือนว่า ทุเรียนที่เหลือบนต้นเริ่มแก่ สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว

8.การชิมปลิง เมื่อตัดขั้วผลหรือปลิงของผลทุเรียนแก่จัด จะพบว่ามีน้ำใส ไม่ข้นเหนียวเหมือนในทุเรียนอ่อน และเมื่อชิมดูจะมีรสหวาน


วิธีการเก็บเกี่ยว
ใช้มีดคม ๆ ตัดก้านผลส่วนที่อยู่เหนือปากปลิง เพื่อให้ผลหลุดจากต้น และส่งลงมาให้คนที่รออยู่ใต้ต้น ใช้กระสอบป่านตวัดรับผล หรือใช้วิธีโรยเชือกลงมา วางผลลงในเข่งไม้ไผ่ หรือในพื้นที่ที่เตรียมไว้ พยายามหลีกเลี่ยงการวางผลทุเรียนบนพื้นดินในสวนโดยตรง เพื่อป้องกันการ ปนเปื้อนของเชื้อราที่อยู่ในดิน วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวคัดแยกผลที่มีตำหนิ แยกไว้ต่างหาก ขนย้าย วางเรียง ให้เป็นระเบียบบนพื้นที่สะอาด เพื่อรอการขนส่งไปยังโรงคัดบรรจุ

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวที่โรงคัดบรรจุ 
คัดเลือกผลผลิตที่ด้อยคุณภาพด้วยสายตา เช่นทุเรียนอ่อน มีตำหนิ โรคและแมลง เป็นต้น แยกไว้ต่างหาก   คัดขนาดและคัดคุณภาพ ตามมาตรฐานคุณภาพของทุเรียน  ทำความสะอาดผลทุเรียนที่คัดคุณภาพแล้ว โดยใช้แรงลมเป่า เพื่อกำจัดเศษวัสดุและแมลงบางชนิดออกจากผิวผล จากนั้นจุ่มผลทุเรียนในสารละลายของสารเคมีเบนโนมิล + กรดฟอสฟอรัส เพื่อป้องกันโรคผลเน่า จุ่มผลทุเรียนในสารละลายเอทธิฟอน 1,000-2,000 พีพีเอ็ม หรือจุ่มเฉพาะส่วนก้านผลในสารละลายเอทธิฟอน 10,000 พีพีเอ็ม ในกรณีที่ต้องขนส่งทุเรียนทางอากาศ ซึงใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน ก่อนถึงผู้บริโภค เพื่อทำให้ผลทุเรียนสุกเสมอกัน

ผึ่งผลให้แห้งบนแท่นรอง  รับสินค้าเมื่อผลทุเรียนแห้งแล้ว จึงติดป้ายชื่อสินค้าที่ขั้วผลทุเรียน แล้วจึงบรรจุลงกล่องกระดาษลูกฟูก ขนาดบรรจุ 10 กก. ต่อกล่อง แล้วขนย้ายด้วยรถพ่วงสินค้าห้องเย็น ไปยังท่าเรือ หรือท่าอากาศยาน เพื่อจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ หรือเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 85-90 % เพื่อรอการขนส่ง ไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศต่อไป

การเก็บรักษา 
ผลทุเรียนที่เก็บเกี่ยวมาแล้ว สามารถเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส ได้นาน 2-9 วัน และที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส ได้นาน 5-12 วัน  เก็บรักษาผลทุเรียนที่อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 85-90 % จะเก็บรักษาผลทุเรียนได้นานประมาณ 2 สัปดาห์ ทั้งนี้แล้วแต่ความแก่ ผลทุเรียนดิบจะแสดงอาการสะท้านหนาว (chilling injury) ถ้าเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส โดยผิวผล จะเป็นสีดำหรือสีน้ำตาลบริเวณร่องหนาม และแผ่ขยายจนทั่วผล เนื้อไม่สุก และมีอาการยุบตัวของเนื้อ

การแปรรูป
ทุเรียนกวนส่วนประกอบ
เนื้อทุเรียนหมอนทอง 15 กิโลกรัม 300 บาท
น้ำตาลทราย 800 กรัม 10.40 บาท

กรรมวิธีการผลิต
1. นำทุเรียนมายีให้ละเอียด ใส่ลงในกะทะสำหรับกวน ใช้ไฟปานกลาง ให้ทุเรียนเดือดดี แล้วใส่น้ำตาลกวนประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที

2.ตั้งไว้ให้เย็น แล้วจึงห่อด้วยพลาสติก            ปริมาณผลิตภัณฑ์ทุเรียนกวน 8 กิโลกรัม ราคาจำหน่ายขายส่งกิโลกรัมละ 80 บาท

ทุเรียนทอดกรอบ
ส่วนประกอบ
ทุเรียนพันธุ์หมอนทองดิบและสด 1 ตัน 1,600 บาท
น้ำมันพืช 7 ปี๊บ 2,100 บาท
เกลือ 1 กิโลกรัม 10 บาท

กรรมวิธีการผลิต
1.ผ่าทุเรียน แคะเอาแต่เนื้อ แล้วไสเป็นชิ้นบาง ๆ
2.ตั้งน้ำมันให้ร้อน เอาทุเรียนที่ไสแล้วลงทอดจนเหลืองกรอบ จึงตักขึ้นใส่ตะแกรง พักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน และรอให้ทุเรียนทอดเย็น
3.ใช้กระดาษซับปูรองกันถังพลาสติกให้หนา นำทุเรียนทอดกรอบที่เย็นแล้ว ใส่ถังพลาสติกให้เต็ม ปิดฝาให้สนิท
4.เมื่อจะบริโภคหรือจำหน่าย นำทุเรียนทอดที่เก็บไว้ในถังออกมา อบอีกครั้งที่อุณหภูมิ 120 องศาเซลเซียส ประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที นำออกจากเตาอบทิ้งไว้ให้เย็น แล้วจึงบรรจุลงกล่อง หรือถุงพลาสติก เพื่อจำหน่ายต่อไป

ปริมาณผลิตภัณฑ์
ทุเรียนทอดกรอบ เกรด 1 จำนวน 55 กิโลกรัม
เกรด 2 จำนวน 25 กิโลกรัม
เกรด 3 จำนวน 20 กิโลกรัม
ราคาจำหน่าย
ขายส่ง เกรด 1 ราคากิโลกรัมละ 460 บาท
เกรด 2 ราคากิโลกรัมละ 310 บาท
เกรด 3 ราคากิโลกรัมละ 210 บาท

การปลูกเงาะ



ขั้นตอนการปลูกเงาะและการปฏิบัติดูแลรักษา

1. การเตรียมต้นหลังเก็บเกี่ยว
        1.1การตัดแต่งกิ่งตัดแต่งกิ่งกระโดงในทรงพุ่มกิ่ง เป็นโรค
        1.2 การใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ของต้นปุ๋ยเคมี ทางดินสูตร ปุ๋ยทางใบสูตรทางด่วน
        1.3 การป้องกันกำจัดโรค-แมลง ที่สำคัญ

2. การเตรียมต้นก่อนการออกดอก
        การจัดการน้ำเพื่อกระตุ้นการออกดอก โดยให้น้ำอัตรา 30-35 มิลลิเมตรแล้วหยุดเพื่อรอดู อาการภายใน 7-10 วัน หากตายอดมีการพัฒนาและสีของตายอดเปลี่ยนจากสีน้ำตาลดำเป็นสีน้ำตาลทอง ก็เริ่มให้น้ำอีกครั้งหนึ่งในอัตราเท่าเดิมเพื่อเร่งการพัฒนาการของตายอด แต่หากพบว่าตายอดพัฒนาจากสีน้ำตาลดำเป็นสีน้ำตาลปนเขียวหรือเขียวน้ำตาล ต้องหยุดให้น้ำและปล่อยให้กระทบแล้งอีกครั้งหนึ่ง

3. การจัดการต้นระยะออกดอก
       3.1 การป้องกันกำจัดศัตรูทำลายช่อดอกและผลเงาะ
       3.2 การช่วยผสมเกสรเพื่อส่งเสริมการติดผล โดยการเก็บละออง เกสรมาผสมน้ำฉีดพ่นให้ทั่วต้นตัวเมีย หรือการใช้สารควบคุมการ เจริญเติบโต
       3.3 การจัดการปุ๋ยและน้ำเพื่อส่งเสริมการพัฒนาของดอก

4. การจัดการต้นระยะผลพัฒนา
        4.1 การป้องกันกำจัดศัตรูทำลายผลเงาะ
        4.2 ช่วงระยะการเจริญเติบโตของผลควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เพราะถ้า ได้รับน้ำไม่เพียงพอจะทำให้ผลเล็กลีบ และมีเปลือกหนา
        4.3 กำจัดวัชพืชทุกครั้งก่อนใส่ปุ๋ย อาจใช้รถตัดหรือสารเคมีควบคุม
        4.4 ให้ปุ๋ยแก่เงาะ สูตร 15-15-15- หรือสูตร 16-16-16 และก่อนเก็บเกี่ยว 1 เดือนให้ปุ๋ยสูตร 12-12-17-2 หรือ 13-13-21 หรือ 14-14-25

5. การเก็บเกี่ยวเงาะ
       5.1 เก็บเกี่ยวด้วยความระมัดระวัง โดยใช้กรรไกรคมและสะอาดตัดช่อผลจากต้น เมื่อสีผิวผล เงาะพันธุ์เรียนและพันธุ์เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเขียวปนเหลืองแต้มแดง ขนสีเขียว
       5.2 รวบรวมช่อผลเงาะที่เก็บเกี่ยวแล้วใส่ตะกร้าพลาสติก หรือเข่งที่กรุภายในด้วยกระดาษหรือ กระสอบปุ๋ยที่สะอาด เพื่อป้องกันมิให้ผลกระแทกช้ำ และขนหัก จากนั้นขนย้ายไปยังโรงเรือน ภายในสวน หรือในที่ร่ม

6. การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว
       6.1 ขนย้ายผลิตผลเงาะไปยังโรงเรือน หรือในที่ร่มด้วยความ ระมัดระวัง ทันทีที่เก็บเกี่ยวเสร็จ
       6.2 ตัดแต่งให้เหลือเป็นผลเดี่ยว โดยตัดขั้วผลให้มีก้านติดอยู่ไม่เกิน 5 มิลลิเมตรใน กรณี จำหน่ายเป็นผลเดี่ยว
       6.3 ตัดก้านช่อผลให้ยาวไม่เกิน 20 เซนติเมตร เงาะแต่ละช่อควรมีผลติดอยู่ไม่ต่ำกว่า 3 ผล นำมามัดรวมกัน น้ำหนัก 1 กิโลกรัม ในกรณีจำหน่ายเป็นเงาะช่อ
       6.4 คัดแยกผลที่เสียหายจากการเก็บเกี่ยว หรือมีตำหนิจากโรคและแมลงออก

การให้ปุ๋ย                                                                                            
        1. การใส่ปุ๋ยหลังเก็บเกี่ยว ใส่ปุ๋ยเคมีทางดินสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตราเป็นกิโลกรัมต่อต้นเท่ากับ 1 ใน 3 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่มเป็นเมตร หว่านให้ทั่วทรงพุ่ม หรือพ่นด้วยปุ๋ยทางใบสูตรทางด่วน (คาร์โบไฮเดรตสำเร็จรูป อัตรา 20 มิลลิลิตร + ปุ๋ยเกล็ดทางใบสูตร 20-20-20 ที่มีธาตุรองและจุล ธาตุร่วมด้วย อัตรา 60 กรัม + กรดฮิวมิค อัตรา 20 มิลลิลิตร ผสมรวมกันในน้ำ 20 ลิตร) จำนวน 1-2 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน จะกระตุ้น ให้ต้นเงาะแตกใบอ่อนได้ 2-3 ชุดใบ
          2. การใส่ปุ๋ย เมื่อตัดแต่งช่อผลเสร็จแล้ว พ่นปุ๋ยทางใบสูตรทางด่วน (คาร์โบไฮเดรต สำเร็จรูป อัตรา 20 มิลลิลิตร + ปุ๋ยเกล็ดทางใบสูตร 20-20-20 ที่มีธาตุรองและจุลธาตุร่วมด้วย อัตรา 60 กรัม + กรดฮิวมิค อัตรา 20 มิลลิลิตร ผสมรวมกันใน น้ำ 20 ลิตร) จำนวน 1-2 ครั้ง ทุก 7 วัน หรือใส่ปุ๋ยทางดินสูตร 13-13-21 อัตราเป็นกิโลกรัมต่อต้น

โรค-แมลงที่สำคัญ
        1. โรคราแป้ง พ่นด้วยกํามะถันผง 80% ดับบลิวจี อัตรา 20-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเบโนมิล 50% ดับบลิวพี อัตรา 6 กรัมต่อน้ำ 10 ลิตร หรือสารไดโนแคป 19.5% ดับบลิวพี อัตรา 20-25 กรัม หรือสารไตรดีมอร์ฟ 75% ดับบลิวพี อัตรา 5 มิลลิลิตรต่อ น้ำ 20 ลิตร
       2. โรคราสีชมพู พ่นด้วยสารคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 85% ดับบลิวพี อัตรา 50 กรัม หรือสารคาร์เบนดาซิม 60% ดับบลิวพี อัตรา 10 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร
       3. โรคช่อดอกแห้ง พ่นด้วยสารไอโปรได โอน 50% ดับบลิวพี อัตรา 15-20 กรัม หรือสารโพรคลอราช 50% ดับบลิวพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเฮกซะโค นาโซล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือtriadimcnol 25% SC อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
       4. เพลี้ยแป้ง พ่นด้วยสารคาร์บาริล 85% ดับบลิวพี อัตรา 45 กรัม หยุดพ่นก่อนการเก็บเกี่ยว 7 วัน หรือสารอิมิดา โคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20%อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร
       5. หนอนเจาะขั้วเงาะ พ่นด้วยสารคาร์บาริล 85% ดับบลิวพี อัตรา 60 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่น 2 ครั้งห่างกัน 7 วัน
       6. แมลงวันผลไม้ ใช้สารล่อเมทิลยูจินอล ผสมสารมาลาไท ออน 83%อีซี อัตราส่วน 2: 1 โดยปริมาตร
       7. หนอนคืบกินใบ พ่นด้วยสารคาร์บาริล 85% ดับบลิวพี อัตรา 60 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร
       8. แมลงค่อมทอง พ่นด้วยสารคาร์บาริล 85% ดับบลิวพี อัตรา 60 กรัม หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 30-45 มิลลิลิตรต่อ น้ำ 20 ลิตร
          9. เพลี้ยไฟ พ่นด้วยสารฟิโปรบิลนิล 5%เอสซี หรือ อิมิดาโคลพริด 10%เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตร หรือสารคาร์โบซัล แฟน 20% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตร หรือสารแลมป์ดาไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
เทคโนโลยีการผลิตเงาะและการจัดการ
 แผนการทำงานในสวนเงาะ (ตามระยะการเจริญเติบโต)

เทคนิคการผลิตเงาะ
1. พันธุ์เงาะ พันธุ์ที่ปลูกเป็นการค้ามี 2 พันธุ์ ได้แก่
        1.1 พันธุ์โรงเรียน เป็นเงาะที่มีคุณภาพดี เป็นที่ต้องการของตลาด ราคาสูงกว่าเงาะพันธุ์สีชมพู ผิวสีแดงเข้ม โคนขนมีสีแดง ปลายขนมีสีเขียว เนื้อหนา แห้ง และล่อนออกจากเมล็ดได้ง่าย ตอบสนองต่อปุ๋ยได้ดี เมื่อขาดน้ำในช่วง ผลอ่อน ผลจะแตกหรือหล่นได้มากกว่าเงาะพันธุ์สีชมพู
        1.2 พันธุ์สีชมพู เป็นพันธุ์ที่ปลูกง่าย มีการเจริญเติบโตดี ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพดินฟ้าอากาศ ให้ผลดกมีผิวและขนเป็นสีชมพูสด เนื้อหนา ฉ่ำน้ำ บอบช้ำง่าย ไม่ทนทานต่อการขนส่ง

2. สภาพพื้นที่
        • เป็นพื้นที่ที่มีระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 650 เมตร
        • พื้นที่ไม่มีน้ำท่วมขัง
        • ความลาดเอียงประมาณ 1 - 3 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ควรเกิน 15 เปอร์เซ็นต์
        • ควรใกล้แหล่งน้ำ

3. ลักษณะดิน
        • ดินร่วนปนทราย ความอุดมสมบูรณ์สูง ระบายน้ำดี
        • หน้าดินลึกมากกว่า 1 เมตร
        • มีค่าความเป็นกรด-ด่างประมาณ 5.0-5.7
        • สภาพภูมิอากาศ
        • อุณหภูมิที่เหมาะสมประมาณ 25-30 องศาเซลเซียส
        • ปริมาณน้ำฝนมากกว่า 1,500 มิลลิเมตรต่อปี
        • ความชื้นในอากาศสูง

4. แหล่งน้ำและคุณภาพน้ำ
        4.1. น้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิต ควรเป็นน้ำที่มีคุณภาพเหมาะสมกับการใช้ในการเกษตร ต้องไม่ ใช้น้ำเสีย จากโรงงานอุตสาหกรรม หรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนสิ่งที่เป็นอันตราย กรณี จำเป็นต้องใช้ ต้องมี หลักฐานหรือข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าน้ำนั้นได้ผ่านการบำบัดน้ำเสียมาแล้ว และสามารถ นำมาใช้ในกระบวนการผลิตได้ และน้ำที่ใช้ล้างผลิตผลหลังการเก็บเกี่ยวต้องเป็นน้ำที่มีคุณภาพบริโภคได้
        4.2. ควรมีการเก็บตัวอย่างน้ำอย่างน้อย 1 ครั้ง ในระยะเริ่มระบบการจัดการคุณภาพ: GAP เงาะ ตาม คำแนะนำในเอกสารสนับสนุนวิธีเก็บตัวอย่างน้ำเพื่อการวิเคราะห์ ส่งห้องปฏิบัติการ ที่เชื่อถือได้ เพื่อ

การจัดการปลูกเงาะ
สภาพต้นเงาะงานที่ต้องทำ
1. การเตรียมพื้นที่
        - ไถพรวน ปรับพื้นที่ให้เรียบ และขุดร่องระบายน้ำในแปลง

2. การเลือกต้นพันธุ์
        - ต้นพันธุ์ที่นำไปปลูกได้จากการเพาะเมล็ด การตอน การทาบกิ่ง การติดตา มีความสมบูรณ์แข็งแรงมีระบบ รากสมบูรณ์ รากไม่ขดหรืองอ

3. ระยะปลูก
        - ระยะระหว่างต้นประมาณ 8-10 เมตร ระหว่างแถว ประมาณ 8-10 เมตร

4. การเตรียมหลุมปลูก
        -   ขุดหลุมกว้าง ยาว ลึก ประมาณ 50x50x50 เซนติเมตร
        -   ถ้าดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ควรมีขนาด 1x1x1 เมตร ผสมดินปลูกด้วยหินฟอสเฟต 2 กระป๋องนม และ ปุ๋ยคอกแห้ง ประมาณ 1 ปุ้งกี๋ กลบลงในหลุมให้ระดับ ดินสูงกว่าระดับเดิม 20-25 เซนติเมตร

5. การปลูก
          -   เตรียมดินไว้ให้เป็นหลุมเล็ก ๆ วางกิ่งพันธุ์ดีตรงกลางหลุม กลบดินให้สูงกว่าระดับเดิมไม่เกิน 1 นิ้ว อย่าให้สูง
ถึง รอยแผลที่ติดตา ใช้ไม้เป็นหลักผูกยึดกิ่งเพื่อป้องกันต้นล้ม

แผนการทำงานในสวนเงาะ  การจัดการเงาะระยะออกดอก ดอกบาน ติดผล 
การป้องกันกำจัดศัตรูพืช
        1. โรคราแป้ง พ่นด้วย กํามะถันผง 80% ดับบลิวพี อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเบโนมิล 50%ดับบลิวพี อัตรา 10 กรัมหรือ สารไดโนแคป 19.5 % ดับบลิวพี อัตรา 15-20 กรัม หรือสารไตรดีมอร์ฟ 75% ดับบลิวพี อัตรา 5 มิลลิลิตรต่อ น้ำ 20 ลิตร
        2. เพลี้ยไฟ พ่นด้วยสารฟิโปรบิลนิล 5% เอสซี หรือ อิมิดา โคลพริด 10%เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตร หรือสารคาร์โบ ซัล แฟน20% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตร หรือสารแลมป์ดา ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
        3. โรคช่อดอกแห้ง พ่นด้วยสารไอโปรได โอน 50%ดับบลิว พี อัตรา 15-20 กรัม หรือสารโพรคลอราช 50%ดับบลิวพี อัตรา20 กรัม หรือสารเฮกซะโค นาโซล 50% เอสซี อัตรา 20 มิลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร
การให้น้ำ
        1. กระตุ้นการออกดอกโดยปล่อยให้ต้นเงาะขาดน้ำหลัง ฝนทิ้งช่วงแล้วประมาณ 25-30 วัน เมื่อสังเกตใบแก่ที่อยู่ ปลายช่อตั้งชันขึ้นพร้อมกับมีอาการใบห่อในเวลาเช้า จัดการให้น้ำต้นเงาะในปริมาณมากทันทีเพียง 1 ครั้ง แล้ว หยุดเพื่อรอดู อาการภายใน 7-10 วันเมื่อตายอดเปลี่ยน จากสีน้ำตาลดำเป็นสีน้ำตาลทอง ก็เริ่ม ให้น้ำอีกครั้งหนึ่ง ในอัตราเท่าเดิมเพื่อเร่งการพัฒนาการของตายอด
        2. ควบคุมการให้น้ำเพื่อป้องกันการแตกใบอ่อน ถ้ามีใบอ่อนแซมช่อดอกมากควรงดให้น้ำสักระยะจนกว่าใบอ่อนที่ แซมมาจะร่วงหมดจึงเริ่มให้น้ำใหม่ เพื่อให้ตาดอกเจริญต่อไป ต้องให้น้ำ 1 ใน 3 ของการให้น้ำตามปกติและเพิ่ม ปริมาณขึ้นเรื่อยๆ
          3. ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ
สภาพต้นเงาะ
         
 การจัดการเงาะระยะพัฒนาและเจริญเติบโตของผล
        1. ช่วงระยะการเจริญเติบโตของผลควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เพราะถ้าได้รับน้ำไม่เพียงพอ จะทำให้ผลเล็กลีบ และมีเปลือกหนา
        2. กำจัดวัชพืชทุกครั้งก่อนใส่ปุ๋ย อาจใช้รถตัด หรือสารเคมีควบคุม
        3. การให้ปุ๋ย
             3.1 ให้ปุ๋ยแก่เงาะ สูตร 15-15-15- หรือสูตร 16-16-16 อัตรา     1-2 กิโลกรัม/ต้น
             3.2 ก่อนเก็บเกี่ยว      1 เดือนให้ปุ๋ยสูตร 12-12-17-2 หรือ 13-13-21 หรือ 14-14-25 อัตรา 1-2 กิโลกรัม/ต้น
หว่านให้ทั่วบริเวณ ทรงพุ่มแล้วใช้คราดกลบบางๆ หลังรดน้ำ
        4. เฝ้าระวังป้องกันกำจัดศัตรูเงาะ
             4.1 เพลี้ยแป้ง พ่นด้วยสารคาร์บาริล 85% ดับบลิวพี อัตรา 45 กรัม หยุดพ่นก่อนการ เก็บเกี่ยว 7 วัน หรือสารอิมิดา
โคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20
ลิตร
             4.2 หนอนเจาะขั้วเงาะ พ่นด้วยสารคาร์บา ริล 85% ดับบลิวพี อัตรา 60 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่น 2 ครั้งห่างกัน 7 วัน
             4.3 แมลงวันผลไม้ ใช้สารล่อเมทิลยูจินอล ผสมสารมาลาไท ออน 83% อีซี อัตราส่วน 2 : 1 โดยปริมาตร
             4.4 โรคราแป้ง พ่นด้วยกํามะถันผง 80% ดับบลิวพี อัตรา 40 กรัม หรือสารเบโนมิล 50%ดับบลิวพี อัตรา 10 กรัม
หรือสารไดโน แคป อัตรา 15-20 กรัม หรือสารไตรดี มอร์ฟ 75% อีซี อัตรา 5 มิลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
สภาพต้นเงาะ
      
 การจัดการเงาะระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต
        1. เก็บเกี่ยวด้วยความระมัดระวัง โดยใช้ กรรไกรคมและสะอาดตัดช่อผลจากต้น เมื่อสีผิวผลเงาะพันธุ์เรียนและพันธุ์เปลี่ยน
จากสีเขียวเป็นสีเขียวปนเหลืองแต้มแดง ขนสีเขียว
        2. รวบรวมช่อผลเงาะใส่ตะกร้าพลาสติก หรือเข่ง จากนั้นขนย้ายไปยังโรงเรือน ภายในสวน หรือในที่ร่มด้วยความ ระมัดระวัง ทันที
ที่เก็บเกี่ยวเสร็จ
        3. ตัดแต่งให้เหลือเป็นผลเดี่ยว โดยตัดขั้ว ผลให้มีก้านติดอยู่ไม่เกิน 5 มิลลิเมตรใน กรณี จำหน่ายเป็นผลเดี่ยว แล้วบรรจุลงตะกร้าพลาสติก
        4. ตัดก้านช่อผลให้ยาวไม่เกิน 20 เซนติเมตร เงาะแต่ละช่อควรมีผลติดอยู่ ไม่ต่ำกว่า 3 ผล นำมามัดรวมกัน น้ำหนัก 1 กิโลกรัมในกรณีจำหน่ายเป็นเงาะช่อ
   
การจัดการเงาะระยะพักต้น และแตกใบอ่อน
1. การตัดแต่งกิ่ง
1.1 ตัดแต่งกิ่งก่อนการใส่ปุ๋ย ตัดแต่งกิ่งที่ระดิน กิ่ง แห้ง กิ่งเป็นโรค ตัดก้านผลที่เหลือค้างออกให้หมดเพื่อให้มีการแตกยอดใหม่ที่ดี

1.2 เตรียมสภาพต้นให้พร้อมต่อการออกดอกในฤดู ถัดไป
      
 2. การจัดการเงาะให้มีการแตกใบอ่อนอย่างน้อย 2 ชุด และรักษาใบอ่อนที่แตกออกมาให้สมบูรณ์
 3. กำจัดวัชพืชทุกครั้งก่อนใส่ปุ๋ย อาจใช้รถตัดหรือ สารเคมีควบคุม
 4. ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15- หรือ 16-16-16 1-3   กก./ต้น

5. เฝ้าระวังกำจัดศัตรูพืช
5.1 หนอนคืบกินใบ พ่นด้วยสารคาร์บาริล 85% ดับบลิวพี อัตรา 60 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร
5.2 แมลงค่อมทอง พ่นด้วยสารคาร์บาริล 85% ดับบลิวพี อัตรา 60 กรัม หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 30-45 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
 5.3 โรคราแป้ง พ่นด้วย กำมะถันผง 80% ดับบลิวพี อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเบโนมิล 50% ดับบลิวพีอัตรา 10 กรัม หรือ สารไดโนแคป 19.5% ดับบลิวพี อัตรา 15-20 กรัม หรือสารไตรดีมอร์ฟ 75% ดับบลิวพี อัตรา 5 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
5.4 โรคราสีชมพู พ่นด้วยสารคอปเปอร์ออกซีคลอ ไรด์ 85%ดับบลิวพี อัตรา 50 กรัม หรือสารคาร์เบนดาซิม 60%
ดับบลิวพี อัตรา 10 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

แผนการทำงานในสวนเงาะในรอบ 12 เดือน
เดือน มกราคมงานที่ต้องทำ
        1.1 ระวังการทำลายของเพลี้ยไฟ ระบาดมาก ในช่วงแล้งและระยะออกดอก หากระบาด ควรพ่นด้วย สารป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟ
        1.2 เฝ้าระวังโรคช่อดอกแห้ง ชำลายช่อดอก ระยะก่อนดอกบาน และระยะดอกบาน เมื่อ พบระบาดควรพ่นด้วยสารเคมีป้องกันกำจัด โรคช่อดอกแห้ง
        1.3 ราแป้ง พบระบาดตั้งแต่ช่วงก่อนดอก บานจนถึงติดผลอ่อน หากพบระบาดควรพ่น ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคราแป้ง
การให้น้ำ 
        1. กระตุ้นการออกดอกโดยปล่อยให้ต้นเงาะ ขาดน้ำหลังฝนทิ้งช่วงแล้วประมาณ 25-30 วัน เมื่อสังเกตใบแก่ที่อยู่ปลายช่อตั้งชันขึ้น พร้อมกับมีอาการใบห่อในเวลาเช้าจัดการให้น้ำต้นเงาะในปริมาณมากทันทีเพียง 1 ครั้ง แล้วหยุดเพื่อรอดู อาการภายใน 7-10 วัน เมื่อตายอดเปลี่ยนจากสีน้ำตาลดำเป็นสี น้ำตาลทอง ก็เริ่มให้น้ำอีกครั้งหนึ่งในอัตราเท่าเดิมเพื่อเร่งการพัฒนาการของตายอด
        2. ควบคุมการให้น้ำเพื่อป้องกันการแตกใบ อ่อน ถ้ามีใบอ่อนแซมช่อดอกมากควรงดให้น้ำ สักระยะจนกว่าใบอ่อนที่แซมมาจะร่วงหมด จึงเริ่มให้น้ำใหม่ เพื่อให้ตาดอกเจริญต่อไป ต้องให้น้ำ 1 ใน 3 ของการให้น้ำตามปกติและ เพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ
        3. ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ
สภาพต้นเงาะ
    
เดือน กุมภาพันธ์ งานที่ต้องทำ
        1. ช่วงระยะการเจริญเติบโตของผลควร ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เพราะถ้าได้รับน้ำ ไม่เพียงพอจะทําให้ผลเล็กลีบ และมีเปลือกหนา
        2. กำจัดวัชพืชทุกครั้งก่อนใส่ปุ๋ย อาจใช้ รถตัดหรือสารเคมีควบคุม
        3. การให้ปุ๋ย
             3.1 ให้ปุ๋ยแก่เงาะ สูตร 15-15-15- หรือสูตร 16-16-16 อัตรา     1-2 กิโลกรัม/ต้น
             3.2   ก่อนเก็บเกี่ยว    1 เดือนให้ปุ๋ยสูตร 12-12-17-2 หรือ 13-13-21 หรือ 14-14-25 อัตรา 1-2 กิโลกรัม/ต้น หว่าน ให้ทั่วบริเวณทรงพุ่มแล้วใช้คราดกลบ บางๆ หลังรดน้ำ
        4. เฝ้าระวังป้องกันกำจัดศัตรูเงาะ   เช่น เพลี้ยแป้ง /หนอนเจาะขั้วเงาะ / แมลงวันผลไม้ /โรคราแป้ง
สภาพต้นเงาะ

    
เดือน มีนาคม งานที่ต้องทำ
        1. ช่วงระยะการเจริญเติบโตของผลควร ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เพราะถ้าได้รับน้ำไม่เพียงพอจะทําให้ผลเล็กลีบ และมีเปลือกหนา
        2. กำจัดวัชพืชทุกครั้งก่อนใส่ปุ๋ย อาจใช้ รถตัดหรือสารเคมีควบคุม
        3. การให้ปุ๋ย
             3.1 ให้ปุ๋ยแก่เงาะ สูตร 15-15-15- หรือสูตร 16-16-16 อัตรา     1-2 กิโลกรัม/ต้น
             3.2 ก่อนเก็บเกี่ยว      1 เดือนให้ปุ๋ยสูตร 12-12-17 หรือ 13-13-21 หรือ 14-14-25 อัตรา 1-2 กิโลกรัม/ต้น หว่านให้ทั่ว บริเวณทรงพุ่มแล้วใช้คราดกลบบางๆ หลังรดน้ำ
        4. เฝ้าระวังป้องกันกำจัดศัตรูเงาะ   เช่น เพลี้ยแป้ง /หนอนเจาะขั้วเงาะ / แมลงวันผลไม้ /โรคราแป้งสภาพต้นเงาะ
    
เดือน เมษายนงานที่ต้องทำ
        1. เก็บเกี่ยวด้วยความระมัดระวัง โดย ใช้กรรไกรคมและสะอาดตัดช่อผล จากต้น
        2. รวบรวมช่อผลเงาะใส่ตะกร้า พลาสติก หรือเข่ง จากนั้นขนย้ายไป ยังโรงเรือนภายในสวน หรือในที่ร่ม ด้วยความ ระมัดระวัง ทันทีที่เก็บ เกี่ยวเสร็จ
        3. ตัดแต่งให้เหลือเป็นผลเดี่ยว โดย ตัดขั้วผลให้มีก้านติดอยู่ไม่เกิน 5 มิลลิเมตรในกรณี จำหน่ายเป็นผล เดี่ยว แล้วบรรจุลงตะกร้าพลาสติก
        4. ตัดก้านช่อผลให้ยาวไม่เกิน 20 เซนติเมตร เงาะแต่ละช่อควรมีผลติด อยู่ไม่ต่ำกว่า 3 ผล นำมามัดรวมกัน น้ำหนัก 1 กิโลกรัม ในกรณีจำหน่าย เป็นเงาะช่อ
สภาพต้นเงาะ

    
เดือน พฤษภาคมงานที่ต้องทำ
        1. เก็บเกี่ยวด้วยความระมัดระวัง โดย ใช้กรรไกรคมและสะอาดตัดช่อผล จากต้น
        2. รวบรวมช่อผลเงาะใส่ตะกร้า พลาสติก หรือเข่ง จากนั้นขนย้ายไป ยังโรงเรือนภายในสวน หรือในที่ร่ม ด้วยความ ระมัดระวัง ทันทีที่เก็บ เกี่ยวเสร็จ
        3. ตัดแต่งให้เหลือเป็นผลเดี่ยว โดย ตัดขั้วผลให้มีก้านติดอยู่ไม่เกิน 5 มิลลิเมตรในกรณี จำหน่ายเป็นผล เดี่ยว แล้วบรรจุลงตะกร้าพลาสติก
        4. ตัดก้านช่อผลให้ยาวไม่เกิน 20 เซนติเมตร เงาะแต่ละช่อควรมีผลติด อยู่ไม่ต่ำกว่า 3 ผล นำมามัดรวมกัน น้ำหนัก 1 กิโลกรัม ในกรณีจำหน่าย เป็นเงาะช่อ
เดือน มิถุนายน
งานที่ต้องทำ
        1. เก็บเกี่ยวด้วยความระมัดระวัง โดย ใช้กรรไกรคมและสะอาดตัดช่อผล จากต้น
        2. รวบรวมช่อผลเงาะใส่ตะกร้า พลาสติก หรือเข่ง จากนั้นขนย้ายไป ยังโรงเรือนภายในสวน หรือในที่ร่ม ด้วยความ ระมัดระวัง ทันทีที่เก็บ เกี่ยวเสร็จ
        3. ตัดแต่งให้เหลือเป็นผลเดี่ยว โดย ตัดขั้วผลให้มีก้านติดอยู่ไม่เกิน 5 มิลลิเมตรในกรณี จำหน่ายเป็นผล เดี่ยว แล้วบรรจุลงตะกร้าพลาสติก
        4. ตัดก้านช่อผลให้ยาวไม่เกิน 20 เซนติเมตร เงาะแต่ละช่อควรมีผลติด อยู่ไม่ต่ำกว่า 3 ผล นำมามัดรวมกัน น้ำหนัก 1 กิโลกรัม ในกรณีจำหน่าย เป็นเงาะช่อ

เดือน กรกฎาคมงานที่ต้องทำ
        1. ตัดแต่งกิ่งก่อนการใส่ปุ๋ย ตัดแต่งกิ่งที่ระดิน กิ่งแห้ง กิ่งเป็นโรค ตัดก้านผลที่เหลือค้างออก ให้หมด เพื่อให้มีการแตกยอดใหม่ที่ดี
        2. กำจัดวัชพืชทุกครั้งก่อนใส่ปุ๋ย อาจใช้รถตัด หรือสารเคมีควบคุม
        3. ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15- หรือ 16-16-16 1-3 กก./ต้น
        4. การเฝ้าระวัง
             - เฝ้าระวังป้องกันกำจัดหนอนคืบกินใบ
             - เฝ้าระวังป้องกันกำจัดแมลงค่อมทอง
              - เฝ้าระวังป้องกันกำจัดโรคราแป้ง ราสีชมพู

เดือน สิงหาคม งานที่ต้องทำ
        1. ตัดแต่งกิ่งก่อนการใส่ปุ๋ย ตัดแต่งกิ่งที่ระดิน กิ่งแห้ง กิ่งเป็นโรค ตัดก้านผลที่เหลือค้างออก ให้หมด เพื่อให้มีการแตกยอดใหม่ที่ดี
        2. กำจัดวัชพืชทุกครั้งก่อนใส่ปุ๋ย อาจใช้รถตัด หรือสารเคมีควบคุม
        3. ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15- หรือ 16-16-16 1-3 กก./ต้น
        4. การเฝ้าระวัง
             - เฝ้าระวังป้องกันกำจัดหนอนคืบกินใบ
             - เฝ้าระวังป้องกันกำจัดแมลงค่อมทอง
             - เฝ้าระวังป้องกันกำจัดโรคราแป้ง ราสีชมพู

เดือน กันยายนงานที่ต้องทำ
        1. ตัดแต่งกิ่งก่อนการใส่ปุ๋ย ตัดแต่งกิ่งที่ระดิน กิ่งแห้ง กิ่งเป็นโรค ตัดก้านผลที่เหลือค้างออก ให้หมด เพื่อให้มีการแตกยอดใหม่ที่ดี
        2. กำจัดวัชพืชทุกครั้งก่อนใส่ปุ๋ย อาจใช้รถตัด หรือสารเคมีควบคุม
        3. ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15- หรือ 16-16-16 1-3 กก./ต้น
        4. การเฝ้าระวัง
             - เฝ้าระวังป้องกันกำจัดหนอนคืบกินใบ
             - เฝ้าระวังป้องกันกำจัดแมลงค่อมทอง
             - เฝ้าระวังป้องกันกำจัดโรคราแป้ง ราสีชมพู

เดือน ตุลาคมงานที่ต้องทำ
        1. เตรียมสภาพต้นให้พร้อมต่อการออก ดอกในฤดูถัดไป
        2. การจัดการเงาะให้มีการแตกใบอ่อน อย่างน้อย 2 ชุด และรักษาใบอ่อนที่ แตกออกมาให้สมบูรณ์
        3. หมั่นเฝ้าระวังและป้องกันกำจัดโรคราแป้ง และหนอนคืบกินใบ

เดือน พฤศจิกายนงานที่ต้องทำ
        1. เตรียมสภาพต้นให้พร้อมต่อการออก ดอกในฤดูถัดไป
        2. การจัดการเงาะให้มีการแตกใบอ่อน อย่างน้อย 2 ชุด และรักษาใบอ่อนที่ แตกออกมาให้สมบูรณ์
        3. หมั่นเฝ้าระวังและป้องกันกันกำจัดโรค ราแปง และหนอนคืบกินใบ

เดือน ธันวาคมงานที่ต้องทำ
        1. ระวังการทำลายของเพลี้ยไฟ ระบาดมาก ในช่วงแล้งและระยะออกดอก หากระบาด ควรพ่นด้วย สารป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟ
        2. เฝ้าระวังโรคช่อดอกแห้ง ชำลายช่อดอก ระยะก่อนดอกบาน และระยะดอกบาน เพื่อ พบระบาดควรพ่นด้วยสารเคมีป้องกันกำจัด โรคช่อดอกแห้ง
        3. ราแป้ง พบระบาดตั้งแต่ช่วงก่อนดอก บานจนถึงติดผลอ่อน หากพบระบาดควรพ่น ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคราแป้ง
การให้น้ำ
        1. กระตุ้นการออกดอกโดยปล่อยให้ต้นเงาะ ขาดน้ำหลังฝนทิ้งช่วงแล้วประมาณ 25-30 วัน เมื่อสังเกตใบแก่ที่อยู่ปลายช่อตั้งชันขึ้น พร้อมกับมีอาการใบห่อในเวลาเช้าจัดการให้ น้ำต้นเงาะในปริมาณมากทันทีเพียง 1 ครั้ง แล้วหยุดเพื่อรอดู อาการภายใน 7-10 วัน เมื่อตายอดเปลี่ยนจากสีน้ำตาลดําเป็นสีน้ำตาลทอง ก็เริ่ม ให้น้ำอีกครั้งหนึ่งในอัตรา เท่าเดิมเพื่อเร่งการพัฒนาการของตายอด
        2. ควบคุมการให้น้ำเพื่อป้องกันการแตกใบ อ่อน ถ้ามีใบอ่อนแซมช่อดอกมากควรงดให้น้ำ สักระยะจนกว่าใบอ่อนที่แซมมาจะร่วงหมด จึงเริ่มให้น้ำใหม่ เพื่อให้ตาดอกเจริญต่อไป ต้องให้น้ำ1 ใน 3 ของการให้น้ำตามปกติและ เพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ
        3. ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ

การปลูกมังคุด






สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับ  มังคุด
• พื้นที่ไม่มีน้ำท่วมขัง มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 0-650 เมตร มีความลาดเอียงประมาณ 1-3 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ควรเกิน 15 เปอร์เซ็นต์ การคมนาคมสะดวก ขนส่งผลผลิตได้รวดเร็ว
• ดินร่วนปนทราย ความอุดมสมบูรณ์สูง ระบายน้ำดี หน้าดินลึกมากกว่า 50 เซนติเมตร ระดับน้ำใต้ดินลึกมากกว่า 75 เซนติเมตร ค่าความเป็นกรดด่างของดินระหว่าง 5.5-6.5
• อากาศร้อนชื้น อุณหภูมิที่เหมาะสมประมาณ 10-46 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์มากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์
• ปริมาณน้ำฝนมากกว่า 2,000 มิลลิเมตรต่อปี การกระจายตัวของฝนดี มีช่วงแล้งต่อเนื่องน้อยกว่า 3 เดือนต่อปี
• มีน้ำสะอาดเพียงพอตลอดทั้งปี (ประมาณ 600-800 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่) ไม่มีสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์ที่มีพิษปนเปื้อน ค่าความเป็นกรดด่างของน้ำระหว่าง 6.0-7.5 มีสารละลายเกลือไม่มากกว่า 1.4 มิลลิโมห์ต่อเซนติเมตร


การปลูก
การเตรียมดินพื้นที่ดอน
ไถพรวน ปรับพื้นที่ให้เรียบและขุดร่องระบายน้ำหากมีปัญหาน้ำท่วมขัง ถ้าเป็นพื้นที่ดอนที่เคยปลูกไม้ยืนต้นมาก่อน ไม่ต้องไถพรวน
พื้นที่ลุ่ม
• พื้นที่มีน้ำท่วมขังไม่มาก นำดินมาเทกองตามผังปลูก สูงประมาณ 1.0-1.5 เมตร แล้วปลูกมังคุดบนสันกลางของกองดิน
• พื้นที่มีน้ำท่วมขังมาก ยกร่องสวนให้มีขนาดสันร่องกว้างไม่น้อยกว่า 6 เมตร ร่องน้ำกว้าง 1.5 เมตร ลึก 1 เมตร มีระบบระบายน้ำเข้า-ออกเป็นอย่างดี

การเลือกต้นพันธุ์
เลือกต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเมล็ด มีความสมบูรณ์แข็งแรง อายุไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือมีความสูงมากกว่า 30 เซนติเมตร มีระบบรากสมบูรณ์ ไม่ขดหรืองอ
ระยะปลูก
• ระบบสี่เหลี่ยมจตุรัสหรือสามเหลี่ยมด้านเท่า ระยะปลูกระหว่างแถวและต้น 8 x8 เมตร หรือ 10 x10 เมตร
• ระบบแถวกว้างต้นชิด ระยะปลูกระหว่างแถวและต้น 8 x3 เมตร หรือ 10 x5 เมตร

แบบเตรียมหลุมปลูก
• ขุดหลุมกว้าง ยาว ลึก ประมาณ 50 ? 50 ? 50 เซนติเมตร
• ผสมดินปลูกด้วยหญ้าแห้ง ปุ๋ยคอก และปุ๋ยเคมี
• ตากดินไว้ระยะหนึ่งจนดินยุบตัวคงที่ เติมดินผสมลงไปอีกจนเต็ม
• ปลูกต้นพันธุ์ในหลุมให้รอยต่อระหว่างต้นพันธุ์และต้นตออยู่สูงกว่าระดับดิน กลบดินรอบต้นพันธุ์ให้แน่น
• ผูกยึดต้นกล้ามังคุดติดกับไม้หลักเพื่อกันการโยกคลอนของต้น
แบบนั่งแท่นหรือยกโคน
• ไม่ต้องขุดหลุมปลูก
• วางต้นพันธุ์ แล้วขุดดินมากลบจนอยู่ในระดับเดียวกับผิวดินของต้นพันธุ์ ในลักษณะลาดเอียงออกไปโดยรอบรัศมีประมาณ 1 เมตร กลบดินให้แน่น
• พรวนดินและขุดดินเพื่อขยายโคน ปีละ 1 ครั้ง จนเริ่มให้ผลผลิตจึงหยุด


 การดูแลรักษา
การพรางแสงสำหรับต้นเล็ก
• ใช้วัสดุธรรมชาติ เช่นทางมะพร้าว ปักเป็นกระโจมคร่อมต้นมังคุด หรือ
• ใช้ตาข่ายพรางแสง หรือ
• ปลูกต้นไม่โตเร็วระหว่างแถวมังคุด ให้มีระยะห่างระหว่างต้นของไม้โตเร็วที่สามารถแผ่ทรงพุ่มพรางแสงให้ต้นมังคุดได้ประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ เช่น กล้วย และทองหลาง เป็นต้น

การให้ปุ๋ย
• ปุ๋ยคอก อัตราเป็นบุ้งกี๋ต่อต้น (2.25 กิโลกรัม = 1 บุ้งกี๋) คิดเป็น 2 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม (เมตร) ต่อการใส่ 1 ปี แบ่งใส่ 2 ครั้ง
• ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตราเป็นกิโลกรัมต่อต้นต่อปี คิดเป็นเท่ากับเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม (เมตร) เช่น ต้นที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม 1 เมตร ใช้ปุ๋ย 1 กิโลกรัม โดยแบ่งใส่ 2-4 ครั้ง
วิธีการใส่ปุ๋ย
แบบเตรียมหลุมปลูก
• ให้แบ่งปุ๋ยครั้งแรกรองก้นหลุมทั้งปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมี
• การใส่ปุ๋ยครั้งต่อไปปฏิบัติเช่นเดียวกันทั้งปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมี ใส่โดยการโรยรอบต้น ให้ปุ๋ยห่างโคนต้นประมาณ 30 เซนติเมตร แล้วพรวนดินกลบปุ๋ย
• การใส่ในครั้งต่อไปให้โรยปุ๋ยบริเวณรอยขอบของการพรวนดินกลบปุ๋ยในครั้งแรก แล้วพรวนดินกลบปุ๋ยในลักษณะของการขยายวงรอบต้นออกไป
แบบนั่งแท่นหรือยกโคน
• ให้ปุ๋ยครั้งแรกเมื่อต้นมังคุดแตกใบอ่อนครั้งแรกแล้ว การใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมีปฏิบัติเช่นเดียวกัน โดยวิธีการโรยรอบต้นห่างจากโคนต้นประมาณ 30 เซนติเมตร แล้วพรวนดินกลบปุ๋ย
• การใส่ปุ๋ยครั้งต่อไป ให้โรยปุ๋ยบริเวณรอยขอบของการพรวนดินกลบปุ๋ยในครั้งแรก แล้วพรวนดินกลบปุ๋ยในลักษณะของการขยายวงรอบต้นออกไป

การให้น้ำ
• ระบบการให้น้ำที่เหมาะสม ใช้ระบบการให้น้ำแบบหัวเหวี่ยงเล็ก
• ความต้องการน้ำของมังคุดต้นเล็ก ประมาณ 0.6 เท่าของค่าอัตราการระเหยน้ำ (มิลลิเมตร/วัน) คูณด้วยพื้นที่ใต้ทรงพุ่ม เช่น ในภาคตะวันออก เมื่ออัตราการระเหยน้ำวันละ 3.8-5.7 มิลลิเมตร มีพื้นที่ใต้ทรงพุ่ม 1 ตารางเมตร เท่ากับการให้น้ำ 2.3-3.4 ลิตรต่อต้นต่อวัน

การตัดแต่งและควบคุมทรงพุ่ม
มังคุดต้นเล็กไม่จำเป็นต้องตัดแต่งกิ่ง นอกจากตัดกิ่งด้านล่างให้สูงจากพื้นดินประมาณ 50 เซนติเมตร และกิ่งที่ซ้อนทับกันจนแน่นทึบออก
โรคที่สำคัญของมังคุด

โรคใบจุด
สาเหตุเชื้อรา
ลักษณะอาการ ใบอ่อนเป็นจุดแผลสีน้ำตาล รูปร่างไม่แน่นอน ต่อมาบริเวณกลางแผลมีสีเทา เมื่อแผลขยายใหญ่ขึ้นจะทำให้ใบแห้ง มีผลกระทบต่อการสังเคราะห์แสงของใบ ทำให้ความสมบูรณ์ต้นลดลง
ช่วงเวลาระบาด ในช่วงฝนตกชุก ระยะใบอ่อนถึงเพสลาด
การป้องกันกำจัด พ่นคาร์เบนดาซิม 50 % WP อัตรา 10-15 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

โรคจุดสนิม
สาเหตุ สาหร่าย
ลักษณะอาการ เป็นจุดนูนกลม ลักษณะคล้ายขนละเอียดบนใบ เริ่มแรกมีสีเขียว ต่อมาเป็นสีสนิม
ช่วงเวลาระบาด เมื่อความชื้นในบรรยากาศสูง
การป้องกันกำจัด พ่นด้วยคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 80 % WP อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

แมลงและไรศัตรูที่สำคัญ
หนอนกินใบอ่อน
ลักษณะและการทำลาย
ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน ขนาด 3.0-4.5 เซนติเมตร หนอนมีขนาดประมาณ 2.5-3.5 เซนติเมตร สีเขียวแกมเหลือง เหมือนกับสีของใบอ่อนมังคุด กัดกินใบอ่อนในเวลากลางคืน ทำให้เสียพื้นที่ใบในการสังเคราะห์แสง มังคุดเจริญเติบโตช้า
ช่วงเวลาระบาด ระยะแตกใบอ่อน
การป้องกันกำจัด พ่นคาร์บาริล 85 % WP อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

หนอนชอนใบ
ลักษณะและการทำลาย ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็ก 2.2-3.0 มิลลิเมตร หนอนมีขนาดประมาณ 3 มิลลิเมตร สีนวลปนแดง ทำลายเฉพาะใบอ่อน โดยหนอนชอนเข้าไปอยู่ระหว่างผิวใบ ทำทางเดินและอาศัยเจริญเติบโตอยู่ภายในระหว่างผิวใบทั้ง 2 ด้าน ใบที่ถูกทำลายจะเห็นเป็นทางเดินของหนอนคดเคี้ยวไปมา ใบหงิกงอ ไม่เจริญเติบโต
ช่วงเวลาระบาด ระยะแตกใบอ่อน
การป้องกันกำจัด พ่นสารเคมี 2 ครั้ง ห่างกัน 10 วัน โดยใช้คาร์บาริล 85 % WP อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

เพลี้ยไฟ
ลักษณะและการทำลาย เป็นแมลงขนาดเล็ก 0.7-1.0 มิลลิเมตร สีเหลือง หรือสีน้ำตาลอ่อน เคลื่อนไหวรวดเร็ว ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อน ดอก และผล ทำให้ใบแคระแกร็น แห้ง และไหม้ ส่วนผลเจริญเติบโตช้า ผิวผลมีรอยขรุขระเป็นขี้กลาก
ช่วงเวลาระบาด ระยะแตกใบอ่อน ดอก และผลอ่อนในช่วงอากาศแห้งแล้ง
การป้องกันกำจัด
• พ่นอิมิดาโคลพริด 10 % เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ฟิโปรนิล 5 % เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือไซเพอร์เมทริน/ โฟซาโลน 6.25%/22.5% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือคาร์โบซัลแฟน 20 % อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
• สำรวจเพลี้ยไฟ หลังพ่นครั้งแรก 1 สัปดาห์ หากยังพบปริมาณเพลี้ยไฟเกิน 1 ตัวต่อยอด ต้องพ่นสารเคมีซ้ำอีกครั้ง และควรสลับการใช้สารเคมีชนิดอื่น เพื่อป้องกันแมลงสร้างความต้านทาน

ไรแดง
ลักษณะและการทำลาย มีขนาดเล็กมาก สีน้ำตาลแดง เคลื่อนไหวไปมา มักระบาดควบคู่กับเพลี้ยไฟ ไรแดงจะดูดกินน้ำเลี้ยงที่ยอด ดอก และผลอ่อน ทำให้ดอก และผลอ่อนแห้ง ร่วงหรือเจริญเติบโตช้า มีผิวกร้าน
ช่วงเวลาระบาด ช่วงอากาศแห้งแล้ง
การป้องกันกำจัด พ่นด้วยโพรพาร์ไกด์ 30 % ดับบลิวพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือเฮกซีไทอะซอกซ์ 2 % อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

การป้องกันกำจัดวัชพืช
• วัชพืชฤดูเดียว เช่น หญ้าขจรจบ หญ้าตีนนก เป็นต้น ตัดวัชพืชให้สั้นทุก 2-3 เดือน ด้วยเครื่องตัดหญ้าแบบต่าง ๆ หรือใช้สารกำจัด วัชพืช เช่น พาราควอท 27.6 % เอสแอล อัตรา 75-150 มิลลิลิตรผสมน้ำ 20 ลิตร พ่นให้ทั่วในพื้นที่ 1 ไร่หลังวัชพืชงอก เมื่อวัชพืชกำลังเจริญเติบโต และมีใบมาก และควรพ่นก่อนวัชพืชออกดอก ขณะพ่นควรมีแดดจัด ลมสงบ ระวังละอองสารสัมผัสใบและต้นมังคุด
• วัชพืชข้ามปี เช่น หญ้าคา หญ้าชันกาด แห้วหมู เป็นต้น
ตัดวัชพืชให้สั้นทุก 1-2 เดือน ด้วยเครื่องตัดหญ้าแบบต่าง ๆ หรือใช้สารกำจัดวัชพืช เช่น ไกลโฟเสท 48 % เอสแอล อัตรา 150-200 มิลลิลิตร หรือกลูโฟซิเนตแอมโมเนีย 15 % เอสแอล อัตรา 250-500 มิลลิลิตรผสมน้ำ 20 ลิตร พ่นให้ทั่วในพื้นที่ 1/4 ไร่ วิธีการพ่นและข้อควรระวัง เช่นเดียวกับการใช้ในวัชพืชฤดูเดียว


การเก็บเกี่ยว
วิธีเก็บมังคุด
การเก็บเกี่ยวอย่างถูกวิธี ยึดหลักให้มังคุดช้ำน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะช่วยรักษาคุณภาพไว้ได้มาก เพราะผลมังคุด หากได้รับความกระทบกระเทือน เช่น ตกลงพื้นด้วยระยะเพียง 20 เซนติเมตร ในเวลาต่อมาผลจะแข็งและทำให้เนื้อเสียจนบริโภคไม่ได้ หรือใช้ดัชนีการเก็บเกี่ยว จากระดับสีของมังคุด
ในปัจจุบันเครื่องมือที่เกษตรกรใช้เก็บมังคุด มีอยู่หลายรูปแบบดังนี้
• ใช้จำปาสอย ทำจากไม้ไผ่ผ่าเป็น 5 แฉก ควรลบเหลี่ยมที่ปลายจำปาด้วย เพื่อป้องกันผลเกิดรอยแผล สอยมังคุดได้ครั้งละ 1-3 ลูก ต้องระวังอย่าให้ปลายไม้ตะแครง จะทำให้ผลมังคุดร่วงหล่นเสียหายง่าย วิธีนี้เก็บได้ช้าและค่อนข้างยุ่งยาก
• เครื่องเกี่ยวแบบถุงกาแฟที่กรมวิชาการเกษตรทำขึ้น สามารถเก็บเกี่ยวได้ครั้งละ 5-7 ลูก ค่อนข้างจะปลอดภัยต่อการบอบช้ำ แต่ปัญหายุ่งยากคือ เครื่องมือชนิดนี้จะหนัก เป็นปัญหามากสำหรับการขึ้นต้นเก็บ ใช้ถุงกาแฟเก็บเกี่ยว ซึ่งมีอยู่ 2 ชนิด
- ชนิดขอบกลม ชนิดนี้ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ครั้งละ 3-5 ลูก แต่มีข้อเสียคือ ไม่สามารถชอนเข้าไปสอยบริเวณซอกกิ่งแคบ ๆ ได้ และยังทำให้กิ่งมังคุดหักอีกด้วย
- ชนิดขอบรูปไข่ ชนิดนี้เกษตรกรนิยมใช้กันมาก โดยเฉพาะในแถบตำบลตรอกนอง อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ข้อดีของชนิดนี้คือ มีน้ำหนักเบา และสามารถเก็บผลในบริเวณกิ่งแคบ ๆ ได้ และไม่ทำให้กิ่งมังคุดหักติดมากับลูก
• เครื่องเก็บเกี่ยวชนิดใหม่ของเกษตรกรที่ตำบลคลองนารายณ์ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี สามารถเก็บเกี่ยวมังคุดได้ครั้งละ 4-5 ลูก สะดวกในการชอนเข้าไปเก็บตามกิ่งต่าง ๆ และไม่ทำให้กิ่งมังคุดหักติดมากับลูก
• ใช้ถุงผ้า (ย่าม) หรือตะกร้าขึ้นเก็บ วิธีนี้จะใช้เด็กตัวเล็ก ๆ หิ้วตะกร้า หรือสะพายถุงย่ามปีนขึ้นไปเก็บ การเก็บเกี่ยวโดยวิธีนี้ผลมังคุดจะเสียหายน้อย

วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว
• ควรทำความสะอาดโดยการล้างน้ำ เพื่อชำระฝุ่นละอองและคราบต่าง ๆ ที่ติดมากับผล
• ผึ่งให้แห้ง หรือเช็ดผิวผลให้สะอาด
• สำหรับมังคุดที่จะส่งจำหน่ายต่างประเทศ ควรแช่ผลมังคุดในสารละลายของเบน โนมีล (เบนเลท) ในอัตรา 1 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร หรือไธอาเบนดาโซล (พรอนโต 40) อัตรา 1.25 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร นานประมาณ 1-2 นาที แล้วผึ่งให้แห้ง จะช่วยลดการเน่าเสียของผลมังคุดอันเกิดจากเชื้อราเข้าทำลาย
• คัดเลือกขนาดและบรรจุลงภาชนะที่จะส่งไปจำหน่าย



การแปรรูป
มังคุดกวน
ส่วนผสม
เนื้อมังคุด 1 กิโลกรัม
น้ำตาลทราย1 ถ้วยตวง
เกลือ1 ช้อนชา
วิธีทำ
1. ผสมมังคุด น้ำตาล และเกลือ เข้าด้วยกัน
2. กวนด้วยไฟอ่อนจนเหนียวขนาดปั้นได้
3. แบ่งเป็นก้อนเล็ก ๆ ห่อด้วยกระดาษแก้ว บรรจุในภาชนะที่แห้ง สะอาด ปิดสนิท

ไวน์มังคุด
เนื้อมังคุด 6.0 กิโลกรัม
เปลือกมังคุด 0.5 กิโลกรัม
น้ำตาล 3.5 กิโลกรัม
น้ำกรอง10.0 กิโลกรัม
โปแตสเซียมเมตาไบซัลไฟท์ 2.0 กรัม

วิธีการทำ

1. นำมังคุดมาล้างน้ำให้สะอาดแช่ในสารละลายคลอรีน 100 มิลลิกรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร ประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นล้างน้ำสะอาดอีกครั้ง ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ
2. แยกเนื้อและเปลือก นำเปลือก จำนวนตามสูตรฝานให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ
3. เติมส่วนผสมทั้งหมด ได้แก่ เนื้อมังคุด เปลือก น้ำกรอง น้ำตาล และโปรแตสเซียม เมตาไบซัลไฟต์ ปิดฝา ทิ้งไว้ข้ามคืน
4. เติมหัวเชื้อยีสต์ ปริมาตร 1-2 ลิตร
5. หมักในที่เย็นเป็นเวลา 7 วัน
6. ถ่ายกากทิ้ง เก็บส่วนใสไว้ในที่เย็นเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 เดือน
7. ทำการถ่ายตะกอนทิ้ง (racking) และกรองอย่างหนา•
8. ต้มด้วยไฟอ่อนในหม้อสแตนเลส ประมาณ 65 องศาเซลเซียส นาน 15 นาที
9. บรรจุใส่ขวดที่แห้งสนิท เก็บไว้ดื่มในตู้เย็น

มังคุดแช่แข็ง
มังคุด เป็นผลไม้ที่ได้ชื่อว่าเป็นราชินีของผลไม้ มังคุดเป็นผลไม้ที่มีรสชาติดี เป็นที่นิยมของผู้บริโภค แต่มังคุดมีอายุการเก็บรักษาสั้น ดังนั้นการนำไปขายยังต่างประเทศจะต้องนำมาผลิตเป็นผลไม้แช่แข็ง เพื่อให้สามารถเก็บรักษาได้นานขึ้น มังคุดแช่แข็งที่มีผลิตเป็นมังคุดที่แช่แข็งทั้งเปลือก แต่มังคุดที่กรมวิชาการเกษตรศึกษา วิจัยแบบมังคุดปอกเปลือกแช่แข็ง ซึ่งมังคุดแช่แข็งลักษณะนี้จะสามารถบริโภคได้ในลักษณะคล้ายไอศครีม ซึ่งสามารถบริโภคได้โดยสะดวก
ขั้นตอนการผลิต
1. นำมังคุดล้างน้ำให้สะอาด
2. เตรียมน้ำคลอรีน 50 ส่วนในล้านส่วน โดยใช้สารละลายโซเดียมไฮโปคลอไรด์ 7% โดยชั่งสาร 0.7 กรัมละลายในน้ำ 1 กิโลกรัม
3. ล้างด้วยคลอรีน 20 ส่วนในล้านส่วน โดยใช้สารละลายโซเดียมไฮโปคลอไรด์ 7% โดยการชั่งสาร 0.3 กรัมละลายในน้ำ 1 กิโลกรัม
4. เตรียมสารละลายโพแทสเซียมเมตาไบซัลไฟท์ 1,000 ส่วนในล้านส่วน คือใช้สาร 1 กรัมในน้ำ 1 กิโลกรัม
5. ปอกมังคุดแช่ในสารละลายโพแทสเซียมเมตาไบซัลไฟท์ นาน 20 นาที
6. นำมังคุด
ไปเรียงในถาด แล้วแช่เยือกแข็งในตู้ IQF โดยใช้เทอร์โมคอบเปิล วัดอุณหภูมิให้ได้ -18 องศาเซลเซียส
7. บรรจุใส่ถุงพลาสติก Nylon/PE ในระบบสูญญากาศ
8. เก็บไว้ที่อุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียสได้ไม่น้อยกว่า 6 เดือน


การกำหนดมาตรฐานพืช
คุณภาพขั้นต่ำ (Minimum Requirements)
ทุกชั้นมาตรฐาน มังคุดต้องมีคุณภาพดังต่อไปนี้ (เว้นแต่จะมีข้อกำหนดเฉพาะของแต่ ละชั้น และเกณฑ์ความคลาดเคลื่อนที่ยอมให้มีได้ตามที่ระบุไว้)
• เป็นผลมังคุดสดทั้งผล
• มีกลีบเลี้ยง (calyx) และก้านผล (pedicel) ครบและสมบูรณ์
• มีรูปทรง สี และรสชาติปกติ
• ไม่มีรอยช้ำ หรือตำหนิที่เห็นเด่นชัด ไม่แตกร้าวและไม่มีน้ำยางที่ผิวผล และไม่เน่าเสีย
• สามารถผ่าเปิดเปลือกผลได้ในสภาพปกติ
• สะอาด และปราศจากสิ่งแปลกปลอม โดยการตรวจสอบด้วยสายตา
• ปลอดจากศัตรูพืชและความเสียหายอันเนื่องมาจากศัตรูพืช ยกเว้นร่องรอยผิวลายที่ไม่กระทบต่อคุณภาพภายใน (not effecting internal quality) โดยการตรวจสอบด้วยสายตา
• ปลอดจากความชื้นที่ผิดปกติจากภายนอก ทั้งนี้ ไม่รวมถึงหยดน้ำที่เกิดหลังการนำออกจากห้องเย็น
• ปลอดจากความเสียหายเนื่องจากอุณหภูมิต่ำ
• ไม่มีกลิ่น และรสชาติผิดปกติจากสิ่งแปลกปลอมภายนอก
ผลมังคุดต้องผ่านการเก็บเกี่ยวตามกระบวนการเก็บเกี่ยวและการดูแลภายหลังการเก็บเกี่ยวอย่างถูกต้อง เพื่อให้ได้คุณภาพตามกำหนด ผลมังคุดต้องแก่ระยะสายเลือก (ผิวเปลือกเกิดจุดแต้มหรือประสีม่วงแดง) เป็นอย่างน้อยและอยู่ในสภาพที่ยอมรับได้เมื่อถึงปลายทาง

การแบ่งชั้นคุณภาพ (Classification)
แบ่งเป็น 3 ชั้น คุณภาพ ดังนี้
• ชั้นพิเศษ (Extra Class)
ผลมังคุดในชั้นนี้ต้องมีคุณภาพดีที่สุด ผลต้องปลอดจากตำหนิ ยกเว้นตำหนิผิวเผินเล็กน้อย โดยไม่มีผลต่อรูปลักษณ์ทั่วไปของผลิตผล คุณภาพ และคุณภาพการเก็บรักษา รวมทั้งการจัดเรียงเสนอในภาชนะบรรจุ
• ชั้นหนึ่ง (Class I)
ผลมังคุดในชั้นนี้ต้องมีคุณภาพดี รูปทรงอาจผิดปกติได้เล็กน้อย มีตำหนิได้เล็กน้อย เช่น ตำหนิที่เปลือก กลีบเลี้ยง รอยขีดข่วน และ/หรือตำหนิอื่น ๆ โดยไม่มีผลต่อเนื้อมังคุด รูปลักษณ์ คุณภาพ และคุณภาพการเก็บรักษารวมทั้งการจัดเรียงเสนอในภาชนะบรรจุ ตำหนิโดยรวมต่อผลต้องมีพื้นที่ไม่เกินร้อยละ 10 ของพื้นที่ผิว
• ชั้นสอง (Class II)
ชั้นนี้รวมผลมังคุดที่ไม่เข้าขั้นชั้นที่สูงกว่า แต่มีคุณภาพขั้นต่ำ ดังข้อ 1 รูปทรงอาจผิดปกติได้เล็กน้อย มีตำหนิได้เล็กน้อย เช่น ตำหนิที่เปลือก กลีบเลี้ยง รอยขีดข่วน และ/หรือตำหนิอื่น ๆ โดยไม่มีผลต่อเนื้อมังคุด รูปลักษณ์ คุณภาพ และคุณภาพการเก็บรักษา รวมทั้งการจัดเรียงเสนอในภาชนะบรรจุ
ข้อกำหนดเรื่องขนาด (PROVISIONS CONCERNING SIZING)
ขนาดของผลจะพิจารณาจากน้ำหนัก หรือเส้นผ่านศูนย์กลางที่วัดตามแนวขวาง ดังนี้
ขนาด    น้ำหนัก (กรัม)    เส้นผ่าศูนย์กลาง (มม.)
1    > 125    > 62
2    101 - 125    59 - 62
3    76 - 100    53 - 58
4    51 - 75    46 - 52
5    30 - 50    38 - 45

ข้อกำหนดเกณฑ์ความคลาดเคลื่อน (PROVISIONS CONCERNING
TOLERANCES)
(ระดับคุณภาพที่รับได้)
เกณฑ์ความคลาดเคลื่อนเรื่องคุณภาพและขนาดในแต่ละภาชนะบรรจุ สำหรับผลิตผลที่ไม่เข้าชั้นที่ระบุไว้
เกณฑ์ความคลาดเคลื่อนเรื่องคุณภาพ (Quality Tolerances)
• ชั้นพิเศษ (Extra Class)
ยอมให้มีผลมังคุดที่คุณภาพไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของชั้นพิเศษ แต่เป็นไปตามคุณภาพของชั้นหนึ่ง หรือยกเว้นว่าคุณภาพยังอยู่ในเกณฑ์ความคลาดเคลื่อนของชั้นหนึ่ง ปนมาได้ไม่เกินร้อยละ 5 ของจำนวนผลทั้งหมด หรือน้ำหนักรวม ยกเว้นผลที่มีร่องรอยของผิวลาย อันเนื่องมาจากศัตรูพืชจะปนมาไม่ได้
• ชั้นหนึ่ง (Class I)
ยอมให้มีผลมังคุดที่คุณภาพไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของชั้นหนึ่ง แต่เป็นไปตามคุณภาพของชั้นสองหรือยกเว้นว่าคุณภาพยังอยู่ในเกณฑ์ความคลาดเคลื่อนของชั้นสอง ปนมาได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของจำนวนผลทั้งหมดหรือน้ำหนักรวม
• ชั้นสอง (Class II)
ยอมให้มีผลมังคุดที่คุณภาพไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของชั้นสอง หรือไม่ได้คุณภาพขั้นต่ำ ปนมาได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของจำนวนผลทั้งหมดหรือน้ำหนักรวม โดยไม่มีผลเน่าเสีย
เกณฑ์ความคลาดเคลื่อนเรื่องขนาด (Size Tolerances)
ยอมให้มังคุดทุกชั้นมีขนาดที่ใหญ่ หรือเล็กกว่าในชั้นถัดไปหนึ่งชั้นปนมาได้ไม่เกิน ร้อยละ 10 ของจำนวนผลทั้งหมดหรือน้ำหนักรวม



การปลูกมังคุดปลอดสารพิษ
1.    การผลิตมังคุดให้ปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง
เน้นให้เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน และหากมีการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ต้องเน้นให้มีการเลือกซื้อและมีวิธีการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้องและปลอดภัย โดย

1.1 การเลือกซื้อสารเคมี ควรแนะนำให้เกษตรกรเข้าใจวิธีการเลือกซื้อสารเคมีที่มีคุณภาพและเป็นสารเคมีที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย เข้าใจรายละเอียดบนฉลากเพื่อให้สามารถปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากได้อย่างถูกต้อง โดย
- ไม่ซื้อสารเคมีที่มีฉลากไม่ชัดเจน เลอะเลือน หรือข้อมูลบนฉลากไม่ครบถ้วน เช่น ไม่มีเลขทะเบียน ไม่ระบุผู้ผลิต-ผู้จำหน่าย ไม่มีวัน เดือน ปี ที่ผลิต ฯลฯ
- ไม่เลือกซื้อสารเคมีที่มีราคาถูกกว่าผลิตภัณฑ์ของผู้ผลิตผู้จำหน่ายอื่น อย่างผิดปกติ
- ไม่ซื้อสารเคมีจากพ่อค้าเร่ หรือผู้ที่จำหน่ายแบบซ่อนเร้น ปิดบัง
- ตรวจดู วัน เดือน ปี ที่ผลิต ( ไม่เกิน 2 ปี นับจากวันที่ผลิต ) และตรวจดูภาชนะบรรจุ (ฝาปิดหรือภาชนะไม่มีรอยเปิดหรือฉีกขาด)

1.2 การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้องและปลอดภัย
- ใช้แต่สารเคมีที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีเลขทะเบียนวัตถุอันตราย และมีคำแนะนำบนฉลากให้ใช้กับมังคุด ต้องไม่ใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535
- ให้ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูมังคุดในชนิด อัตรา และเวลา ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร
- อ่านคำแนะนำที่ฉลากให้ทราบคุณสมบัติ และวิธีการใช้ให้เข้าใจก่อนนำไปใช้
- ควรเลือกใช้เครื่องพ่นสารเคมีและอุปกรณ์หัวฉีดที่เหมาะสมเพื่อกระจายสารเคมีให้ตกบนเป้าหมายทั่วทั้งต้นสม่ำเสมอ สำหรับมังคุดซึ่งมีทรงพุ่มสูงประมาณ 8 -10 เมตร ถ้าใช้เครื่องพ่นชนิดใช้แรงดันน้ำ ควรเลือกหัวฉีดที่มีรูโตกว่า 1.6 มม. และปรับความดันในการพ่นให้ได้ 40-50 บาร์ และควรเปลี่ยนหัวฉีดใหม่ เมื่อใช้งานมาแล้วประมาณ 30 ชั่วโมง ในกรณีของหัวฉีดทองเหลือง
- พ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชในช่วงเช้าหรือเย็นขณะลมสงบ หลีกเลี่ยงการพ่นในเวลาแดดจัดหรือลมแรง และขณะปฏิบัติงานผู้พ่นต้องอยู่เหนือลมตลอดเวลา
- ควรเตรียมหรือผสมสารเคมีในปริมาณที่พอเหมาะเพื่อจะได้ใช้ให้หมดในครั้งเดียว ไม่ควรเหลือติดค้างในถังพ่น
- ให้หยุดใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูมังคุดอย่างน้อย 15 วัน และสารป้อง กันกำจัดวัชพืชบริเวณโคนต้นมังคุด อย่างน้อย 30 วัน ก่อนเก็บเกี่ยว
- จดบันทึกการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชไว้เป็นหลักฐานทุกครั้ง

2.    การผลิตมังคุดให้มีผิวสวยและปลอดจากศัตรูพืช

2.1 ป้องกันผิวลายจากศัตรูพืช โดยติดตามและป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟ และไรขาวอย่างใกล้ชิด ในระยะดอก จนถึงระยะที่ผลมีอายุ 8 สัปดาห์

2.2 ป้องกันศัตรูพืชติดไปกับผลมังคุด โดยติดตามและป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งและมดดำตลอดระยะติดผล ซึ่งมดดำไม่ใช่ศัตรูของมังคุดโดยตรงแต่เป็นพาหะนำเพลี้ยแป้งไปปล่อยไว้ตามผล

2.3. เก็บเกี่ยวถูกวัย ด้วยวิธีการและอุปกรณ์ที่เหมาะสม โดยเลือกเก็บผลมังคุดในระยะสายเลือด ใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม ป้องกันไม่ให้ผลมังคุดร่วงหล่น หรือตกกระแทกและระมัดระวังไม่ให้ขั้วผลหัก กลีบเลี้ยงช้ำ ฉีกขาด

2.4. รวบรวมและขนย้ายผลมังคุดอย่างพิถีพิถันทุกขั้นตอน โดยใช้ตะกร้าพลาสติก หรือเข่งไม้ไผ่ที่กรุ ภายในด้วยกระดาษหรือกระสอบปุ๋ยที่สะอาด เพื่อป้องกันรอยตำหนิ ขูดขีด และอย่าบรรจุผลมังคุดในภาชนะจนหนักมากเกินไป เพื่อป้องกันผลด้านล่างเสียหายจากแรงกดกระแทก

2.5. ทำความสะอาดผลและคัดคุณภาพก่อนจำหน่าย โดยขูดยางที่เปลือกออก และคัดผลที่มีตำหนิภายนอกที่เห็นเด่นชัดออก เช่น ผลแตกร้าว ผิวลายหรือตกกระมาก ขั้วหัก กลีบเลี้ยงช้ำหรือขาดวิ่น เพื่อแยกขายให้เหมาะสมกับความต้องการของคู่ค้า ส่วนผลที่บุบช้ำจากการตกกระแทกจะไม่ส่งจำหน่ายเนื่องจากผลมังคุดจะเสียคุณภาพในการบริโภคอย่างรวดเร็ว

3. การผลิตมังคุดที่มีขนาดสม่ำเสมอ
น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 70 กรัม/ผล ไม่เป็นเนื้อแก้วยางไหล

3.1 เตรียมความสมบูรณ์ของต้นหลังเก็บเกี่ยว
ตัดแต่งกิ่ง หลังจากเก็บเกี่ยวผลมังคุดเสร็จสิ้นแล้ว ให้ตัดแต่งกิ่ง ดังนี้
- ตัดกิ่งแห้งตาย กิ่งฉีกหักเสียหาย กิ่งที่ถูกโรคและแมลงศัตรูพืชเข้าทำลาย กิ่งกระโดงส่วนที่อยู่ชิดลำต้นหลักในพุ่มซึ่งได้รับแสงน้อยออก (เพราะจะพบว่ากิ่งในพุ่มที่ได้รับแสงน้อยใบจะเริ่มแห้งร่วงหล่นและมีการทิ้งกิ่ง) เพื่อกำจัดกิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์และเป็นแหล่งสะสมโรคและแมลง
- ตัดแต่งกิ่งแขนงบริเวณปลายกิ่งที่ซ้อนทับกันแน่นทึบเกินไปออกบ้าง เพื่อลดน้ำหนักที่ปลายกิ่ง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการหักของกิ่งหลักได้และเป็นการเปิดช่องให้แสงแดดส่องทะลุเข้าในทรงพุ่มได้ ทำให้กิ่งหลักในทรงพุ่มได้รับแสงและมีโอกาสแตกกิ่งกระโดงเล็กๆขึ้นมา ซึ่งเป็นกิ่งที่สามารถออกดอกได้เหมือนกิ่งที่อยู่นอกทรงพุ่ม และมีโอกาสที่จะให้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี มีผิวนวลสวยและเก็บเกี่ยวสะดวก
- ตัดปลายกิ่งของแต่ละต้นที่ประสานกันออกในต้นมังคุดที่มีชายพุ่มชิดกันหรือประสานกัน ให้มีช่องว่างระหว่างชายพุ่มโดยรอบกับต้นข้างเคียงประมาณ 50-75 เซนติเมตร เพื่อควบคุมขนาดของทรงพุ่ม ลดความชื้นสะสมภายในทรงพุ่ม และให้แสงแดดส่องทะลุผ่าน ใบได้รับแสงแดดทั่วต้น ซึ่งต้นที่ได้รับแสงน้อย การจัดการให้แตกใบอ่อนและออดดอกทำได้ยากกว่าต้นที่ได้รับแสงพอเหมาะ
- ตัดยอดต้นมังคุดที่มีความสูงมากกว่าหรือเท่ากับ 8 เมตร หรือสูงเกินความสามารถที่เครื่องพ่นสารเคมีจะพ่นถึงออก เพื่อความสะดวกในการพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ทำให้ละอองสารเคมีสามารถกระจายถูกทั่วทั้งต้นได้

หลังจากตัดแต่งกิ่งแล้ว ให้ใช้ปูนแดงหรือสีหรือสารกำจัดเชื้อราทาปากแผลที่ตัดแต่งกิ่ง    ทำความสะอาดแปลง หลังจากตัดแต่งกิ่งเสร็จแล้ว ให้กำจัดแหล่งสะสมโรคและแมลงภายในสวน โดย
- เก็บกิ่ง ใบและผลที่ร่วงหล่นหรือที่ตัดแต่งออกจากแปลงปลูก ส่วนของกิ่ง ใบและผลที่ถูกโรคและแมลงเข้าทำลายให้นำไปเผาทำลายนอกสวน แต่ส่วนที่ดีอาจนำไปใช้ทำปุ๋ยหมักได้
- ควบคุมวัชพืช ควรใช้วิธีตัดให้สั้น เดือนละ1 ครั้ง แทนการใช้สารกำจัดวัชพืชจนหน้าดินโล่งเตียนเนื่องจากรากของวัชพืชจะช่วยยึดหน้าดิน ทำให้ลดปัญหาการชะล้างธาตุอาหารที่หน้าดิน ช่วยรักษาความชื้นในดินส่งผลให้เพิ่มปริมาณการแตกรากฝอยบริเวณหน้าดินและเพิ่มจุลินทรีย์และสัตว์ที่เป็นระโยชน์ในดิน แต่ทั้งนี้หากมีความจำเป็นต้องใช้สารกำจัดวัชพืชให้ใช้ตามคำแนะนำ

สรุปคำแนะนำการใช้สารกำจัดวัชพืชในการผลิตมังคุด

ชนิดวัชพืช : วัชพืชฤดูเดียว เช่น หญ้าขจรจบ หญ้าตีนนก
อัตราและวิธีการใช้ : ใช้สารกำจัดวัชพืช เช่นพาราควอท 27.6 % เอสแอล อัตรา 75-150 มิลลิลิตร ผสมน้ำ 20 ลิตร พ่นให้ทั่วในพื้นที่ทุก ๆ 1/4 ไร่
หมายเหตุ : เมื่อวัชพืชกำลังเจริญเติบโตและมีใบมาก และควรพ่นก่อนวัชพืชออกดอก ขณะพ่นควรมีแดดจัด ลมสงบ ระวังอย่าให้ละอองสารสัมผัสใบและต้นมังคุด

ชนิดวัชพืช : วัชพืชข้ามปี เช่น หญ้าคา หญ้าชันอากาศ แห้วหมู
อัตราและวิธีการใช้ : ใช้สารกำจัดวัชพืช เช่น ไกลโฟเสท 48 % เอสแอล อัตรา 150-200 มิลลิลิตร หรือ กลูโฟซิเนตแอมโมเนีย 15 %เอสแอล อัตรา 250 – 500 มิลลิลิตร ผสมน้ำ 20 ลิตร พ่นให้ทั่วในพื้นที่ทุกๆ 1/4 ไร่
หมายเหตุ : วิธีการพ่นและข้อควรระวังเช่นเดียวกับวัชพืชฤดูเดียว

ใส่ปุ๋ยบำรุงต้น โดยทั่วไปจะทำทันทีหลังจากตัดแต่งกิ่งและทำความสะอาดแปลงเรียบร้อยแล้ว โดยใช้ปุ๋ยคอก อัตรากิโลกรัม(กก.)ต่อต้น ประมาณ 4 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม (ตัวอย่าง เส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม 10 เมตร ควรหว่านปุ๋ย 40 กก.) และใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ16-16-16 อัตราเป็นกก.ต่อต้น ประมาณ 1/3 ของเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม (ตัวอย่าง เส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม 10 เมตร ควรหว่านปุ๋ย 3.3 กก.) โดยวิธีการหว่านใต้ทรงพุ่ม เริ่มจากรอบทรงพุ่มเข้ามาหาโคนต้นประมาณ 1 เมตร
- ต้นที่มีสภาพค่อนข้างโทรม มักเป็นต้นที่ไว้ผลมากเกินไปหรือดูแลไม่ดีในช่วงไว้ผล ต้องมีการจัดการเป็นพิเศษ โดยหลังการตัดแต่งกิ่ง ควรเพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ยเคมีที่ใส่โดยคลุกปุ๋ยเคมีด้วยกรดฮิวมิค อัตรา 30 ซีซี ต่อปุ๋ย 1 กก. ให้เข้ากันก่อนหว่าน หรือใช้กรดฮิวมิคชนิดเม็ด อัตรา 200-500 กรัมต่อต้น หว่านพร้อมกับปุ๋ยเคมี

- การเร่งการเจริญของราก โดยใช้เศษซากพืชคลุมบริเวณใต้ทรงพุ่มและใช้ปุ๋ยเกล็ดสูตร 15-30-15 หรือ 10-20-30 หรือ 20-20-20 ที่มีธาตุรองและจุลธาตุ อัตรา 60 กรัมผสมกรดฮิวมิค 100-200 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ราดใต้ทรงพุ่มสัปดาห์ละครั้งติดต่อกัน 2-3 สัปดาห์ จะช่วยทำให้ต้นมังคุดมีความสมบูรณ์เพิ่มขึ้น หรือ หว่านใต้บริเวณทรงพุ่มด้วยปุ๋ยอินทรีย์(ที่มีคุณค่าทางอาหารมากโดยเฉพาะกรดฮิวมิวและจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์)
- ต้นมังคุดที่ทรุดโทรมมาก ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับการดูแลต้นที่สภาพค่อนข้างโทรม แต่ให้เพิ่มอาหารเสริมที่ต้นพืชสามารถนำไปใช้ได้ทันที โดยพ่นทางใบด้วยอาหารเสริมสูตร “ทางด่วน” ประกอบด้วย
1. สารอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเป็นองค์ประกอบหลัก เช่น ครอปไจแอน โพลีแซค มอลตานิค และฟลอริเจนฯ อัตรา 20-30 ซีซี (อาจใช้น้ำตาลกลูโคสหรือเด็กซ์โตรส 600 กรัม
2. กรดฮิวมิค อัตรา 20 ซีซี
3. ปุ๋ยเกล็ดสูตร 15-30-15, 20-20-20 หรือ10-20-30 ที่มีธาตุอาหารรองและและจุลธาตุ อัตรา 60 กรัมผสมกรดฮิวมิค 100-200 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ให้ผสมสารจับใบและสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา พ่นใบให้ทั่วทุก 7 วันติดต่อกัน 1-2 ครั้ง ชักนำให้แตกใบอ่อนพร้อมกันทั้งสวนในระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อกำหนดให้ตายอดมีอายุ 9-12 สัปดาห์พอดีกับสิ้นฤดูฝน โดยพ่นปุ๋ยยูเรียอัตรา 100-200 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ให้ทั่วทั้งทรงพุ่ม
: ภาคตะวันออกสิ้นสุดฤดูฝนเดือนพฤศจิกายน ควรแตกใบอ่อนเดือนกันยายน
: ภาคใต้สิ้นสุดฤดูฝนเดือนมกราคมควรแตกใบอ่อนเดือนพฤศจิกายน
ดูแลใบอ่อนให้พัฒนาเป็นใบแก่ที่สมบูรณ์ โดยตรวจสอบและป้องกันกำจัดโรคและแมลงที่ทำลายใบ การป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้ปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดซึ่งศัตรูพืชในช่วงใบอ่อนและสาเหตุอื่นที่ทำให้ใบเสียหาย ได้แก่
- เพลี้ยไฟ ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อน ทำให้ใบแคระแกร็น แห้งและไหม้   
- หนอนกินใบ ในตอนกลางวันตัวหนอนจะ ทิ้งตัวมาหลบซ่อนตัวอยู่ในดินหรือหญ้าใต้    โคนต้น แล้วขึ้นมากัดกินใบอ่อนตอนกลางคืน
- หนอนชอนใบ ทำลายเฉพาะใบอ่อน โดยหนอนชอบเข้าไปอยู่ระหว่างผิวใบของใบ ทำทางเดินและอาศัยเจริญเติบโตอยู่ภายในระหว่างผิวใบทั้ง 2 ด้านใบที่ถูกทำลายจะเป็นทางเดินของหนอนคดเคี้ยวไปมา ใบหงิกงอ ไม่เจริญเติบโต
- โรคใบจุด สาเหตุเกิดจากเชื้อรา จะทำให้ใบแห้งมีผลกระทบต่อการสังเคราห์แสงของใบ ทำให้ความสมบูรณ์ต้นลดลง
การเร่งการพัฒนาใบอ่อน ให้ใบอ่อนพัฒนาได้เร็ว ใบแก่เร็ว มีขนาดใหญ่เขียวเป็นมันได้เร็วขึ้น โดยพ่นสูตรอาหารทางด่วน(ส่วนผสมและวิธีใช้ตามที่กล่าวมาข้างต้น) ฉีดพ่นช่วงที่ใบเพสลาด สัปดาห์ละครั้ง จำนวน 1-2 ครั้ง กำจัดวัชพืช และให้น้ำถ้าฝนทิ้งช่วง

3.2 ชักนำการออกดอกและควบคุมปริมาณดอกและผล
ติดตามข้อมูลอุตุนิยมเกษตร เพื่อคาดคะเนสถานการณ์ของฝนและช่วงแล้งเพื่อจัดการต้นมังคุดได้อย่างเหมาะสม
จัดการน้ำเพื่อชักนำให้มังคุดออกดอกโดยเร็ว ก่อนมังคุดออกดอก 1-2 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมีทางดินสูตรเร่งดอก 8-24-24 หรือ 9-24-24 อัตรา 2-3 กก./ต้น เพื่อเตรียมความพร้อมของต้นในการออกดอก เพื่อให้ผลมังคุดสุกแก่และเก็บเกี่ยวได้ก่อนฤดูฝน โดยเมื่อตายอดมีอายุ 9-12 สัปดาห์พอดีกับสิ้นสุดฤดูฝน ทำโคนให้เตียนเพื่อให้ดินโคนต้นแห้งเร็ว งดน้ำ 21-30 วัน จนปล้องสุดท้ายของยอดแสดงอาการเหี่ยวอย่างชัดเจนและใบคู่สุดท้ายเริ่มมีอาการตกจึงให้น้ำครั้งแรกในปริมาณ 35-40 ลิตรต่อพื้นที่ใต้ทรงพุ่ม 1 ตารางเมตร และให้น้ำครั้งต่อมาทุก 7-10 วัน ในปริมาณครึ่งหนึ่งของครั้งแรก จนกว่าต้นมังคุดจะออกดอกเท่ากับ 15 เปอร์เซ็นต์ของยอดทั้งหมดซึ่งในต้นมังคุดที่สมบูรณ์และมีอายุตายอดเหมาะสม จะเริ่มเห็นตาดอกหลังจากการให้น้ำ ครั้งที่ 2 ประมาณ 2 สัปดาห์  จัดการน้ำเพื่อควบคุมให้มีปริมาณดอกที่เหมาะสม (ประมาณ 35-50 %ของจำนวนยอดทั้งหมด) โดยเมื่อมังคุดออกดอกแล้ว 15 %ของยอดทั้งหมด ให้จัดการน้ำโดยให้ปริมาณมากเพื่อให้ยอดที่ยังไม่พัฒนาเป็นตาดอกกลายเป็นตาใบ แต่ถ้าพบว่ามีการออกดอกมากกว่า 50 %ของยอด ให้ใส่ปุ๋ยยูเรีย อัตรา 3-5 กก.ต่อต้น เพื่อให้ผลอ่อนบางส่วนหลุดร่วงไป เพื่อควบคุมให้มีปริมาณผลที่เหมาะสม

3.3 ส่งเสริมพัฒนาการของผล
การจัดการปุ๋ย หลังจากดอกบาน 4 สัปดาห์ ให้ปุ๋ยสูตร 13-13-21 อัตราเป็นกก.ต่อต้น เท่ากับ 1/3 ของเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่มเป็นเมตร (ตัวอย่างเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม 10 เมตร ควรหว่านปุ๋ย 3.3 กก.)
การจัดการให้น้ำ ควรให้น้ำทุก 3 วัน โดยเพิ่มปริมาณน้ำขึ้นตามขนาดของผล ถ้าต้นมังคุดที่กำลังติดผลอ่อนได้รับน้ำไม่เพียงพอและไม่สม่ำเสมอ จะทำให้ผลมังคุดมีขนาดเล็กหรืออาจมีอาการก้นผลจีบ แต่ถ้าเป็นช่วงพัฒนาผลและช่วงเก็บเกี่ยวผล หากมังคุดได้รับน้ำไม่เพียงพอและไม่สม่ำเสมอ ประกอบกับมีฝนตกชุกจะทำให้เกิดปัญหาคุณภาพภายในผลผลิตคือ เกิดอาการเนื้อแก้วและยางไหลภายในผล

การจัดการระบายน้ำ
1. สวนเก่าหรือสวนที่ปลูกมังคุดที่อายุมาก ให้ขุดเป็นร่องระบายน้ำระหว่างแถวให้มีความลึก-กว้างประมาณ 30-35 ซม. เพื่อให้น้ำไหลลงสู่ร่องและไม่ขัง บริเวณโคนหรือใต้ทรงพุ่ม2. สวนสร้างใหม่ หากพื้นที่จะปลูกมังคุดเป็นพื้นที่ราบและมีการระบายน้ำไม่ดี ให้ใช้รถแทรกเตอร์ไถพวนกลับไป-มา ให้เป็นสันร่องแบบลูกฟูกเพื่อให้การระบายน้ำได้ดียิ่งขึ้น

3.4. การคัดมังคุดเนื้อแก้ว ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการที่แม่นยำ 100% แต่มีวิธีการที่ชาวสวน และผู้รวบรวมมังคุดนิยมใช้ในการคัดมังคุด มีดังนี้
1. สังเกตจากลักษณะผลภายนอก เช่น สีผลไม่สม่ำเสมอ ผลบวมนูนขึ้นเป็นบางจุด กลีบเลี้ยงยกชี้ขึ้น รอบปากปลิงมีจุดสีน้ำตาลฉ่ำน้ำ (สังเกตได้เฉพาะผลที่เพิ่งเก็บเกี่ยว) ผู้คัดแยกต้องมีประสบการณ์และความชำนาญสูง
2. ใช้ค่าความถ่วงจำเพาะ โดยวิธีการลอย-จมในน้ำหรือน้ำเกลือความเข้มข้น 4 % (น้ำเปล่า 10 ลิตร เกลือ 0.4 กก.) ผลที่จมส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อแก้ว ผลที่ลอยส่วนใหญ่เป็นเนื้อปกติ ซึ่งความแม่นยำในการคัดโดยวิธีนี้จะลดลงถ้ามีฝนตกชุกช่วงเก็บเกี่ยว

บทความที่ได้รับความนิยม

 
Support : |
Copyright © 2011-2012 อาชีพพารวย - All Rights Reserved
เข้าสู่ปีที่ 2 อาชีพพารวย เพื่อนคู่คิดนักเกษตร พ.ศ. 2555
เว็บไซต์เพื่อนเกษตร