รายการอัพเดทล่าสุด

การเลี้ยงจิดโป่ม


ชื่อพื้นเมือง จิดโป่ม จิ๊หล่อ (อีสาน)  จิ้งกุ่ง (เหนือ)  จิ้งโกร่ง (กลาง)
ชื่อสามัญ  Cricket
วิทยาศาสตร์ว่า Brachytrupes portentosus
ลำดับ(order )  Orthoptera
วงศ์  (Family)   Gyllidae
จิดโป่ม เป็นแมลงในวงศ์ จิ้งหรีดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด  แต่ครายังน้อย เคยเข้าใจว่า
เป็นสัตว์ในวงศ์ มดX supper one (พะนะ)  แต่นักวิทยาศาสตร์จัดมันอยู่ในประเภทเดียวกันกับ ตั๊กแตน
แรงดีดจากขาโต้ย (ต้นขา) แรงกว่าตั๊กแตน 2 เท่า ประมาณว่าหากมันเป็นมนุษย์
จะกระโดดไกลได้ 20 เมตร

ลักษณะทางกายภาพ
มีลำตัวยาวประมาณ ๔.๕ เซนติเมตรไม่รวมรยางค์ที่ปลายท้องและปีกคู่หลังที่ยื่นยาวออกไป
ส่วนอกกว้างที่สุดประมาณ ๑.๔ เซนติเมตร สีน้ำตาลตลอดทั้งตัว ทั้งสองเพศมีอวัยวะในการฟังเสียง
อยู่ที่โคน( tibia)ด้านนอกเป็นวงบุ๋มลงไป เพศผู้มีปีกคู่หน้าขรุขระซึ่งมีแผ่นที่ทำเสียงที่เรียกว่า ไฟล (file)
อยู่เกือบกึ่งกลางปีก และ สะแครบเปอร์ (scrapers) อยู่ที่มุมปีกด้านหลัง มีตุ่มทำเสียง (pegs) เรียงตัวกันอยู่ที่ขอบของแผ่นทั้งสอง

จิ๊ดโป่ม
มีจุดเด่นที่การร้องลำทำเพลง ทำให้เกิดเสียง เรียกว่าการ “ฮ้อง” แต่จริงๆ แล้วการเกิดเสียงจะเป็นการเสียดสีกันอย่างรวดเร็วโดยของปีกข้างหนึ่งเสียดสีกับ สะแครบเปอร์ของปีกอีกข้างหนึ่ง
อย่างรวดเร็ว เพศเมียไม่มีอวัยวะในการทำเสียงดังกล่าว ปีกจึงมีลักษณะเรียบ แต่ปลายท้องมีอวัยวะในการวางไข่รูปเข็มค่อนข้างยาวยื่นออกมาซางไม่พบในเพศผู้ แมลงชนิดนี้จัดเป็นอาหารเสริมรสเลิศของบางคนในชนบท โดยเฉพาะในภาคเหนือ
และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ





วงจรชีวิต
โดยปกติ จิดโป่มมีอายุโดยเฉลี่ย  330 วัน  ตัวเมียอายุยืนกว่าตัวผู้   ตัวเมียตัวหนึ่ง วางไข่ได้
โดยเฉลี่ย  120 ฟองจากตัวอ่อนถึงตัวเต็มวัย ใช้เวลา 87 วัน  หาอยู่หากิน 180 วัน ที่เหลือ
คือการ ทำรัง (ขุดรู) และสืบพันธุ์

การจับคู่ผสมพันธุ์
ตัวเต็มวัยอยู่ในช่วงเดือนกันยายน ถึง พฤศจิกายน ( น้าหนาว ยามเกี่ยวข้าว )  โดยในช่วงนี้ จิดโป่ม
ตัวผู้จะทำฮัง หรือ ขุดรู เพื่อเตรียมวิมานน้อย ๆ  เมื่อเสร็จแล้ว ในตอนกลางคืนจะทำเสียงเพื่อเรียกตัวเมีย
เมื่อตัวเมียมาหา ตัวผู้จะเดินวนเวียนไปมารอบ ๆ ตัวเมีย มักพบการต่อสู้ของตัวผู้เพื่อแย่งตัวเมียอยู่เสมอ

พฤติกรรมการผสมพันธุ์เกิดขึ้นในกลางคืน ตัวเมียที่พร้อมผสมพันธุ์จะตามหาตัวผู้จากนั้นจะซุกตัว
ที่ท้องตัวผู้ ใช้เวลาประมาณ 20 - 30 นาที จากนั้นตัวผู้จะอยู่นิ่งๆ และตัวเมียขึ้นไปอยู่บนหลัง
ตัวผู้จะกระดกปลายส่วนท้องขึ้น ในขณะที่ตัวเมียโน้มอวัยวะเพศ ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ต่ำกว่าอวัยวะวางไข่เล็กน้อย ให้แนบกับถุงน้ำเชื้อของตัวผู้ ถุงน้ำเชื้อนี้มีลักษณะเป็นถุงใสๆ ถุงนี้จะมาติดอยู่ที่ปลายส่วนท้องของตัวเมียช่วงนี้ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที จากนั้นตัวผู้จะพักอยู่นิ่งประมาณ 5 - 10 นาที  แล้วพาตัวเมียเข้ารู

การผสมพันธ์ของ จิดโป่ม ตัวเมียจะอยู่ด้านบน เพราะฉะนั้น ภรรยาที่ชอบ ข่มเหง สามี แสดงว่า ชาติแต่ก่อนเคยเป็นจิ๊ดโป่มภาพจิดโป่มที่หาลักขุดนำคันนาพ่อใหญ่สี

การกินอาหาร
จิดโป่ม กินหญ้าและใบไม้และผลไม้พื้นเมืองเป็นอาหาร เช่นในทางภาคอีสาน จิโป่มจะกิน หญ้าปล้อง
ผักโขมผักกะแยง และหญ้าวัชพืชอื่นๆ เป็นอาหาร ในฤดูทำรัง วางไข่มักจะ สะสม ผลไม้ ดอกหญ้าอื่นๆ
ไว้ในรังเพื่อเป็นอาหารในหน้าฝน จะสะสมลูกหว้า และผลไม้ลูกเล็ก ๆ ในรัง

ความสำคัญต่อระบบนิเวศน์
จิดโป่มถือว่าเป็นตัวแปรในการ หมุนเวียนแหล่งธาตุอาหารในดิน และเป็นอาหารให้ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ
สัตว์เลื้อยคลานและ นก เป็นอาหารให้ กบเขียดอึ่งอ่าง ให้ ระบบนิเวศน์อุดมสมบูรณ์ 
โบราณอีสานว่า หากถิ่นไหนจิดโป่ม สมบูรณ์ครอบครัวจะเป็นปึกแผ่น พี่น้องฮักกันสามัคคี 
ปลูกพืชระยะสั้นได้ผลดีแล  อีกทั้งยังเป็นอาหารของคนในท้องถิ่น
ที่ไม่ต้องเสียภาษี ร้อยละ  7  หรือผ่านพ่อค้าคนกลาง ที่หวังกำไรไปเป็นทุนเล่นการเมือง
 

ความเกี่ยวเนื่องกับวิถีชีวิตคนอีสาน
จิดโป่ม หรือ จิ้งโกร่ง เป็นอาหารของชาวอีสานในฤดูเก็บเกี่ยว น้ำในหนองคลองบึงเหลือน้อย แหล่งโปรตีนหายาก อาศัยแมลงชนิดนี้ เติมเต็มในส่วนที่พร่อง  เมื่อพ่อและแม่ ยากเวียกยากงาน เอื้อยและพี่น้องวัยไล่เลี่ยกันพากันถือเสียม และ คุ ลงท่ง ไปตามคันนา ท่งกว้าง ที่เกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว เพื่อ “ขุดจิโป่ม”  บ้างก็ถือ ขวดใส่น้ำ หรือ “กะตุง” เตรียมตัวไป ฮ่ายจิ๊ดโป่ม เป็นที่สนุกสนานคราจันทร์ทอแสงอับเฉา ในคืนเดือนแรม ก็ถือเอา ตะเกียงหรือ โคมไฟ  ไปไต้ จิ๊ดโป่ม คนธรรพ์แห่งทุ่งทุ่งนาเถาลำเนาไพร อลอึงด้วยเสียงเพรียกแห่งรัก ข้าวเหนียวจี่  กับ จิดโป่ม “จ่าม” ช่างโอชะ  เอื้อยป้อนจิ๊ดโป่มกับข้าวเหนียวให้น้อง พร้อมเช็ดขี้มูกให้   นั่งฟังนิทานที่พ่อเล่าเคล้ากลิ่นจำปาโรยร่ำ

จิ้งกุ่ง
จิ้งกุ่ง จิ้งโกร่ง หรือ จิโปม เป็นชื่อท้องถิ่นของจิ้งหรีดขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brachytrupes portentosus Lichtenstein อยู่ในวงศ์ Gryllidae อันดับ Orthoptera ลำตัวสีน้ำตาลจนถึงน้ำตาลเข้ม ส่วนหัวมีขนาดใหญ่ ตารวม (compound eye) ใหญ่มีสีน้ำตาลดำ ปากเป็นแบบปากกัดกิน มีกราม (mandible) ขนาดใหญ่ หนวดแบบเส้นด้าย (filifrom) มีลักษณะเป็นปล้องเล็กๆ ขาหลังเป็นแบบขากระโดดมีฟีเมอร์ (femur) ขนาดเล็บใหญ่ (claw) 2 อัน  ตัวผู้และตัวเมียมีความแตกต่างกัน โดยตัวเมียมีผิวปีกคู่หน้าเรียบ แต่ของตัวผู้จะย่น ขรุขระอีกทั้งตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย
 
จิ้งกุ่งเป็นแมลงที่มีกิจกรรมต่างๆ ในตอนกลางคืน (noctural behavior) ในช่วงเวลากลางวันจิ้งกุ่งจะหลบอาศัยอยู่ในรูโดยไม่ออกมา จิ้งกุ่งขุดรูโดยการใช้ขาคู่หน้าขุดดินและใช้ส่วนหัวดันดินขึ้นมา รูจิ้งกุ่งยาวราว50 – 60 เซนติเมตร ปกติจะอาศัยอยู่บริเวณก้นรู รูละ 1 ตัว อาจจะพบจิ้งกุ่งรูละ 2 ตัวได้เช่นกันในช่วงฤดูผสมพันธุ์  จิ้งกุ่งจะขึ้นมาจากรูเพื่อกินอาหารในช่วงกลางคืน มันจะกินเป็นใบพืชหลายชนิด  แต่มันมักจะชอบใบพืชที่มีรสชาดผาดอมเปรี้ยว อีกทั้งมักจะนำอาหารกลับลงไปเก็บไว้ในรู


ในฤดูผสมพันธุ์
ยามค่ำคืน ตัวผู้แสดงอาการเกี่ยวพาราสีตัวเมียด้วยการส่งเสียงร้องโดยการเสียดสีบริเวณด้านในของปีกคู่หน้าทั้งสองข้างที่มีอวัยวะคล้ายตะไบ (file) file ของปีกข้างขวาถูเข้ากับสันขอบปีก (scraper) ของปีกข้างซ้าย พร้อมกับเดินวนเวียนไปมา แล้วตัวเมียจะเดินไปหาตัวผู้ตามเสียง
ตัวเมียจะวางไข่ ช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน  โดยวางไข่เป็นฟองเดี่ยวๆ แต่จะวางใกล้ๆ กันเป็นกองๆ กองละประมาณ  30 - 40 ฟอง   3 - 4 ครั้ง ตลอดอายุของตัวเมียจะวางไข่ได้ราว 120-200  ฟอง ซึ่งเมื่อตัวเมียวางไข่เสร็จแล้ว จะมีอายุอีกประมาณ 20 วันจึงตาย มีอายุรวมราว 330 วัน ไข่มีลักษณะยาวรี  กว้างราว 1 มิลลิเมตร ยาวราว 4 มิลลิเมตร  มีลักษณะเป็นรูปวงรีคล้ายเม็ดข้าวสารสีเหลืองอ่อน เป็นมันวาว และจะเปลี่ยน เป็นสีเข้มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใกล้ฟักออกเป็นตัว ใช้เวลาฟักนานประมาณ  50-70  วัน ระยะตัวอ่อน (mymph)  ลอกคราบประมาณ 7 ครั้ง  ตัวอ่อนมีสีขาวใสและค่อยๆ มีสีเข้มเป็นสีน้ำตาลเมื่อโตเต็มวัย 

จิ้งกุ่งเป็นแมลงที่นิยมบริโภค  เนื่องจากมีขนาดค่อนข้างใหญ่ เนื้อมาก กินได้เกือบทั้งตัว มีโปรตีนสูงถึง 12 %  สามารถน้ำมาปรุงอาหารได้หลายอย่าง เช่น น้ำพริกนรก หรือนำไป ทอดกรอบ  ราคาขายปลีกในตลาดตกตัวละ 1.5 – 2.00 บาท และราคาขายส่งร้อยละ 150 –200 บาท  ช่วงที่จะพบและจับหาจิ้งกุ่ง คือ ช่วงเดือนตุลาคม ถึง พฤศจิกายน  ปัจจุบันสามารถหารับประทานได้เกือบตลอดปี เนื่องจากมีการเก็บรักษาไว้ในห้องเย็น อย่างไรก็ตาม  พบว่าที่มีขายกันในตลาด เกือบทั้งหมดเป็นการหาจับจากธรรมชาติ  จึงเป็นที่น่าเป็นห่วงว่า หากการขุดล่าเพื่อการค้า  ประกอบกับแหล่งอาหารตามธรรมชาติของจิ้งกุ่งถูกทำลาย  อาจทำให้ประชากรจิ้งกุ่งมีโอกาสจะลดน้อยหรือสูญหายไปได้   

การเลี้ยงนกกระทา





การเลี้ยงนกกระทา
นกกระทาที่นิยมเลี้ยงคือ นกกระทาพันธุ์ญี่ปุ่น (Japanese Quail) และการที่คุณจะเริ่มเลี้ยงนกกระทานั้น ขอแนะนำให้คุณ ซื้อลูกนก หรือนกใหญ่มาเลี้ยงเลย อย่าซื้อไข่ที่มีเชื้อมาฟักเองเลย เพราะมันเสี่ยงกับการฟักของลูกนก

เรามาดูปัจจัยในการทำฟาร์มนกกระทาให้ยั่งยืน และทำรายได้ให้เราตลอด กันดีกว่า
โรงเรือนและอุปกรณ์
อาหารนกกระทา
การจัดการเลี้ยงดู
โรคและการป้องกันโรค
การตลาด
ฟาร์มนกกระทา : โรงเรือน
โรงเรือนควรสร้างแบบเพิงหมาแหงน หรือหน้าจั่ว และต้องให้สะดวกในการเลี้ยงดูนก หรือการทำความสะอาดด้วยนะ แล้วอีกอย่างที่สำคัญคือ ต้องให้มีอากาศถ่ายเทได้ดี เพราะการระบายอากาศเป็นการนำเอาอากาศของเสียออกไปจากภายในโรงเรือน ซึ่งหากการระบายอากาศไม่ดีจะทำให้ภายในโรงเรือนอับชื้น กลิ่นแก๊สแอมโมเนียสะสม มีผลต่อการให้ผลผลิตไข่ด้วย และเพื่อไม่ให้เกิดโรคกับนกกระทา
พื้นโรงเรือน ควรเป็นพื้นคอนกรีต เพราะสะดวกในการล้างทำความสะอาด สำหรับฝาโรงเรือนควรใช้ลวดตาข่ายหรือลวดถักขนาดเล็กๆ เพื่อกันหนู นก และสัตว์อื่นๆ

กรงสำหรับลูกนก
โดยทั่วไปจะใช้ขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 0.5 เมตร สำหรับกกลูกนกอายุ 1-20 วัน ประมาณ 250-300 ตัว ด้านกว้างของกรงควรจะทึบ ส่วนด้านยาวโปร่ง แต่ถ้าอากาศหนาวควรจะปิดทึบทั้ง 4 ด้าน พื้นกรงใช้ลวดตาข่ายสี่เหลี่ยมขนาด 1×1 ซ.ม. หรือลวดตาข่ายพลาสติก ตาเล็กๆ วางซ้อนกันหลายๆ กรงก็ได้ แต่ต้องทำประตูเปิด-ปิดไว้ในทางเดียวกัน เพื่อสะดวกในการทำงาน และควรมีภาชนะรองรับขี้นกจากกรงบนๆ ไม่ให้ตกใส่กรงด้านล่าง เพื่อป้องกันโรคระบาดด้วยกรงนกใหญ่


จะเป็นกรงขังเดี่ยว หรือกรงขังรวมฝูงใหญ่ก็ได้ กรงขังเดี่ยวเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทราบสถิติข้อมูลนกกระทาเป็นรายตัวว่า ให้ผลผลิตมากน้อยเท่าใด จะวางกรงซ้อนกันหลายๆ ชั้นก็ได้ แต่ไม่ควรซ้อนกันมากเกินไป และให้พื้นลาดเอียงเพื่อจะทำให้ไข่กลิ้งออกมาได้ รางอาหารและน้ำอยู่ด้านหน้า และหลังกรง ใช้ตาข่ายขนาด 1×2 นิ้ว เพื่อให้หัวนกลอดออกมากินอาหารได้ ขนาดอาจจะกว้างประมาณ 5 นิ้ว ลึก 6 นิ้ว และสูง 5 นิ้ว พื้นลาดเอียง 15 องศา
นอกจากนี้ยังมีอุปกรณืในการเลี้ยงดังนี้

รางน้ำ, รางอาหาร, เครื่องชั่งน้ำหนัก, รถเข็นอาหาร, สายยาง, ลังใส่ไข่, เครื่องพ่นยา, กรรไกรตัดปากนก เพื่อป้องกันไม่ให้นกจิกกัน
นี่คือ ราคาซื้อขาย ในตลาด
- ราคา นกกระทาเนื้อ ตลาดรับซื้ออยู่ที่ ตัวละ 8-10 บาท
- ราคา ไข่นก ขายส่ง 100 ฟอง 50 บาท
ถ้าคุณเลี้ยง 10,000 ตัว จะได้กำไร / เดือน ประมาณ 40,000 บาท


ก่อนเลี้ยงเรามาเรียนรู้ ข้อดี ของการเลี้ยงนกกระทากันก่อน
อย่างแรก นกกระทาสามารถทำผลผลิตได้ค่อนข้างสูง อัตราการให้ไข่เฉลี่ย 70% ของน้ำหนักตัว
นกกระทาจะให้ผลตอบแทนเร็วมากๆ เพราะนกกระทาเริ่มให้ไข่เมื่ออายุ 42-45 วัน ระยะเวลาในการให้ผลผลิตไข่นานประมาณ 11 เดือน
การเลี้ยงนกกระทาใช้พื้นที่ในการเลี้ยงน้อย ประมาณ 3 ตารางเมตร สามารถเลี้ยงนกกระทาได้กว่า 500 ตัว จึงใช้เงินในการลงทุนไม่มาก
นกกระทายังสามารถทำการผลิตให้เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้
เนื้อนกกระทาสามารถนำปปรุงอาหารได้หลากหลายอย่าง และเป็นเนื้อคุณภาพดี




เริ่มเลี้ยงนกกระทา
ต้องซื้อพันธุ์นกกระทา จากฟาร์มที่เพาะลูกนกกระทาขาย ซึ่งมักจะขายลูกนกกระทาเมื่อมีอายุประมาณ 18 วัน ตามปกตินกจะมีขนงอกเต็มตัวเมื่ออายุ 3 – 4 สัปดาห์ และจะเป็นหนุ่มสาวเมื่อายุ 6 สัปดาห์


การให้อาหาร
จะใช้อาหารสำเร็จรูปเลี้ยงลูกนก โดยให้มีโปรตีนประมาณ 24 28 % หรือจะใช้อาหารไก่งวงก็ได้

การให้น้ำ
ใช้น้ำสะอาด และใสกรวดเล็กๆ ลงในจานน้ำด้วย ควรละลายพวกยาปฎิชีวนะผสมในน้ำให้ลูกนกกินด้วย จะช่วยให้เจริญเติบโตเร็วขึ้นและแข็งแรง ทั้งน้ำและอาหารจะต้องมีให้นกกินตลอดเวลา


การเลี้ยงเป็ดไข่



การเลี้ยงเป็ดไข่
เป็ดไข่พันธุ์กบินทร์บุรีเดิมเป็นเป็ดพันธุ์กากีแคมเบลล์ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ให้มีลักษณะ พิเศษเฉพาะพันธุ์

เพศเมีย
-   สีขนเป็นสีกากีตลอดลำตัว ขา และแข้งสีส้ม ปากสีน้ำเงินปนดำ
-   เริ่มไข่เมื่ออายุ 150-160 วัน น้ำหนักเริ่มไข่ 1,450-1,500 กรัม ไข่ได้ 300-320 ฟอง/ตัว
-   ไข่มีขนาด 65 กรัม
-   กินอาหารวันละ 145-160 กรัม/ตัว อายุการให้ไข่ 1-2 ปี แต่ปีแรกจะให้ไข่มากที่สุด

 เพศผู้
-   ตัวใหญ่กว่าเพศเมีย น้ำหนักอยู่ระหว่าง 1,700-1,800 กรัม/ตัว
-   หัวมีขนสีเขียวแก่คลุมลงมาจนถึงกลางลำคอ โดยเฉพาะเป็ดหนุ่มอายุ 5-7 เดือน ขนหัวและคอจะมีสีเขียวแก่ชัดเจนและสีนี้จะค่อยๆ จางลงจนเป็นสีน้ำเงินปนดำเมื่อเป็ดมีอายุมากขึ้น
-   ขนหาง 2-3 เส้นจะโค้งงอขึ้นด้านบน ปลายขนหางและปลายขนปีกจะมีสีน้ำตาลดำ
-   ขนลำตัวสีเทา แต่ขนจากกลางคอจนถึงไหล่และหน้าอกด้านหน้าจะสีน้ำตาลเข้ม
-   ขาแข้งสีส้ม ปากสีน้ำเงินปนดำ


การเลี้ยงลูกเป็ด อายุ 0-2 สัปดาห์
การเลี้ยงเป็ดจะสำเร็จหรือไม่นั้นมีความเกี่ยวข้องกับการเลี้ยงลูกเป็ดระยะ 2 สัปดาห์แรกเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าลูกเป็ดนั้น ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการทำฟาร์ม ถ้าลูกเป็ดแข็งแรง เติบโตสม่ำเสมอ สมบูรณ์มีภูมิคุ้มกันโรคระบาดและไม่อมโรคแล้ว การเลี้ยงในระยะต่อไปจะไม่ประสบปัญหา โดยปกติแล้วลูกเป็ดอายุ 0-2 สัปดาห์ มีความต้องการอยู่ 5 อย่างด้วยกัน คือการเตรียมพร้อมก่อนนำลูกเป็ดเข้ามาเลี้ยง ความอบอุ่น อาหารที่มีคุณภาพ น้ำสะอาดและการป้องกันโรค


1. การเตรียมพร้อมก่อนนำลูกเป็ดไข่เข้ามาเลี้ยง มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เจ้าของ
     1.1    ทำความสะอาดโรงเรือนและอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับลูกเป็ดระยะแรก โดยการล้างน้ำและนำออกตากแดด การเตรียมกรงกก หรือห้องสำหรับกกลูกเป็ดจะต้องเตรียมล่วงหน้าอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ถ้ากกลูกเป็ดบนพื้นคอกจะต้องเปลี่ยนวัสดุรองพื้นใหม่ทุกๆ ครั้งที่นำลูกเป็ดเข้าคอก

     1.2    การ สั่งจองลูกเป็ด ก่อนที่จะเลี้ยงเป็ด ควรจะได้มีการวางแผนว่าควรจะเลี้ยงในช่วงเวลาใดจึงจะเหมาะสม และเมื่อตัดสินใจแล้วควจจะสั่งจองลูกเป็ดไว้ล่วงหน้า และควรสั่งซื้อสั่งจองจากโรงฟักลูกเป็ดที่มีชื่อเสียงที่ผลิตลูกเป็ดที่มี คุณภาพ และต้องส่งลูกเป็ดในถึงฟาร์มได้ในระยะเวลา 24 ชั่วโมง หากโรงฟักอยู่ไกลเกิน การขนส่งลูกเป็ดเกิน 24 ชั่วโมง จะทำให้ลูกเป็ดสูญเสียน้ำโดยระเหยออกจากตัว ทำให้ลูกเป็ดน้ำหนักลด มีผลต่อความแข็งแรงในระยะเวลาต่อมา

     1.3    การให้น้ำสะอาด ในระยะแรกที่ลูกเป็ดมาถึงฟาร์ม น้ำที่เตรียมไว้ควรเป็นน้ำสะอาด เช่น น้ำใต้ดิน น้ำบาดาลหรือบ่อน้ำตื้น หรือน้ำฝน หลีกเลี่ยงการใช้น้ำประปา เพราะว่าลูกเป็ดจะตายหรืออ่อนแอมากเมื่อได้กินน้ำที่มีสารเคมี ถ้าจำเป็นต้องใช้น้ำประปาก็อาจทำได้โดยเปิดน้ำเก็บไว้ในถึงเป็นเวลานานข้ามคืน
     1.4    โรงเรือนและอุปกรณ์ ก็จะต้องเตรียมไว้ล่วงหน้าที่สำคัญๆ ได้แก่
โรงเรือนที่ใช้กกลูกเป็ด ควรป้องกันลมและฝนได้ พร้อมที่จะต้องป้องกันสัตว์ต่างๆ ที่เป็นศัตรูและเป็นพาหะนำเชื้อโรคมาสู่ลูกเป็ด เช่น สุนัข แมว หนู นกต่างๆการระบายอากาศ โรงเรือนควรมีช่องระบายอากาศที่ดี ส่วนใหญ่แล้วโรงกกลูกเป็ดมักมีฝา ประตูและหน้าต่าง ค่อนข้างจะมิดชิด เพื่อเก็บความอบอุ่นและป้องกันลมแรง การมีช่องระบายอากาศจึงมีความสำคัญฟาร์มจะต้องตระเตรียมไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะนำลูกเป็ดเข้าฟาร์ม


2. การกกลูกเป็ด
การกกลูกเป็ดอายุ 1-2 สัปดาห์
เป็นการทำให้ลูกเป็ดอบอุ่น อาจจะกกบนพื้นดินที่โรยด้วยขี้เลื่อย ฟาง หรือซังข้าวโพด หนาประมาณ 1-2 นิ้ว หรืออาจเป็นพื้นดินที่มีดินทรายรองพื้นก็ได้  การกกควรแบ่งลูกเป็ดออกเป็นคอกๆ ละ 150-200 ตัว โดยใช้แผงไม้ขัดแตะหรือแผงกระดาษ หรือพลาสติกสูงประมาณ 1 นิ้ว กั้นระหว่างคอก เพื่อป้องกันลูกเป็ดนอนสุมกันในเวลากลางคืน ขนาดของคอกขึ้นกับอายุลูกเป็ด โดยเป็ดอายุ 0-1 สัปดาห์ พื้นที่ 1 ตารางเมตร กกได้ 30 ตัว ถ้าอายุ 1-2 สัปดาห์ พื้นที่ 1 ตารางเมตร กกได้ 23 ตัว และอายุ 2-3 สัปดาห์ ใช้อัตราส่วน 15 ตัว/พื้นที่ 1 ตารางเมตร

แหล่งความร้อนใช้หลอดไฟฟ้าขนาด 60 วัตต์ 2 หลอด/ลูกเป็ด 200 ตัว หรืออาจใช้โคมไฟสังกะสีที่มีหลอดไฟใต้โคมแขวนสูงจากพื้น 1.5-2 ฟุต หรืออาจใช้แก๊สกกก็ได้อาจกกลูกเป็ดในตระกร้าไม้ไผ่หรือกล่องกระดาษ หรือสุ่มไก่โดยมีหลักว่าใช้ผ้าหรือกระสอบคลุมเพิ่มความอบอุ่นให้ลูกเป็ด หรืออาจกกบนตาข่ายยกสูงจากพื้น 10-15 ซ.ม. ลวดข่ายหรือตาข่ายพลาสติก หรือไม้ไผ่ขัดแตะปูไปบนไม้หนา 2x4 นิ้ว ซึ่งวางเรียงกันบนพื้นซีเมนต์ที่ลาดเอียง ลูกเป็ดจะปล่อยเลี้ยงบนพื้นลวดตาข่ายและมีรางน้ำ รางอาหาร และไฟกกอยู่พร้อมลูกเป็ดถ่ายมูลออกมาและน้ำที่หกก็ตกลงบนพื้นซีเมนต์

เราสามารถล้างคอกได้ทุกวัน วิธีนี้จะช่วยลดปัญหาความเปียกชื้นของพื้นคอก และนิยมมากในปัจจุบันใช้เวลากกลูกเป็ด 1-2 สัปดาห์เท่านั้น ในฤดูร้อนอาจจะกกเพียง 9-10 วันก็พอ แต่ฤดูหนาวอาจจะกก 10-21 วัน แล้วปล่อยออกไปเลี้ยงในบ่อน้ำที่จัดไว้ให้เป็ดเล่น หรือถ้าหากไมมีบ่อน้ำก็สามารถเลี้ยงลูกเป็ดปล่อยในแปลงหญ้า หรือรอบๆ โรงเลี้ยงเป็ดที่มีชายคาหรือร่มไม้ มีน้ำสะอาดให้กินตลอดเวลาถ้าอากาศร้อนก็ไม่จำเป็นต้องเปิดไฟกกลูกเป็ด

2.1    วัสดุรองพื้นคอกกก ถ้ากกบนพื้นดินควรรองพื้นด้วยวัสดุที่ดูดซึมความชื้นได้ดี เช่น แกลบ ขี้เลื่อย ดินทราย ซังข้าวโพด การจัดการด้านวัสดุรองพื้นนับว่ามีความสำคัญมากเช่นเดียวกับการควบคุมความอบอุ่น วัสดุรองพื้นที่เปียกชื้น ควรนำออกไปทิ้งหรือไม่ก็เติมวัสดุใหม่ๆ ลงไปอีก

2.2    ความชื้นภายในคอกลูกเป็ดประมาณ 65-75% ถ้าหากความชื้นภายในคอกสูงเกินไป ควรปรับช่องระบายอากาศให้กว้างขึ้น หรือทำให้ลมพัดเข้าออกให้มากขึ้น ถ้าพื้นคอกเปียก ควรกลับแกลบเกลี่ยพื้นคอกให้น้ำระเหยออกไปทุกวัน

2.3    การปล่อยให้ลูกเป็ดเล่นน้ำ ในระยะแรกๆ 1-3 สัปดาห์ ลูกเป็ดยังไม่จำเป็นจะต้องเล่นน้ำ อาบน้ำ เราจึงกกไว้ในโรงกก เพราะอวัยวะที่เกี่ยวกับการควบคุมการใช้น้ำในร่างกายของลูกเป็ดยังไม่พัฒนา แต่กรณีลูกเป็ดเปื้อนสกปรกอาจให้ลูกเป็ดเล่นน้ำได้เพื่อล้างสิ่งสกปรก อาบน้ำ โดยปล่อยให้เล่นน้ำในเวลาที่มีแสงแดดจัด 5-10 นาที แล้วไล่ขึ้นมาตากแดดให้ขนแห้งแล้วไล่เข้าคอก

2.4    การให้แสงสว่าง ในระยะแรกต้องให้แสงสว่างตลอดเวลา โดยอาศัยไฟจากกรงกกในเวลากลางคืน ใช้หลอดนีออนขนาด 20 วัตต์ หรือหลอดสว่างขนาด 60 วัตต์ ต่อพื้นที่คอกกก 30 ตารางเมตร ส่วนกลางวันก็ใช้แสงธรรมชาติ การให้แสงสว่างต่อเนื่องตลอดวันระยะอายุ 2 วันแรก จะช่วยให้ลูกเป็ดได้กินน้ำและอาหารอย่างเพียงพอ ทำให้ลูกเป็ดแข็งแรง

3. การให้น้ำและอาหารลูกเป็ด
ในระยะ 2 วันแรก ควรให้อาหารผสมชนิดผงคลุกน้ำพอหมาดๆ ใส่ในภาชนะแบนๆ มีขอบเตี้ยๆ เช่น ถาดสังกะสีหรือไม่ก็โรยบนกล่องกระดาษที่แกะเป็นแผ่นเรียบๆ บนพื้น อาหารควรเป็นอาหารลูกเป็ดระยะ 0-3 สัปดาห์ มีโปรตีน 17-18% พลังงานใช้ประโยชน์ได้ 2,890 กิโลแคลอรี่ มีน้ำสะอาดวางให้กินห่างจากไฟกกประมาณ 30-50 ซ.ม. การให้อาหารและน้ำหลังจาก 2 วันแรกให้วางอาหารค่อยๆ ห่างจากไฟกก 1.5-2 เมตร และขยับให้ห่างออกเรื่อยๆ สุดท้ายให้ห่างมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การให้น้ำใส่ในขวดพลาสติกสำหรับให้น้ำเป็ดแลไก่ ให้วางอยู่ใกล้อาหาร ควรเป็นน้ำสะอาดปราศจากสารเคมีคลอรีน ถังน้ำ ขวดน้ำ รางน้ำ ควรทำความสะอาดทุกวันๆ ละ 1-2 ครั้ง

4. สิ่งที่ควรปฏิบัติเมื่อเป็ดมาถึงฟาร์ม

การวางแผนล่วงหน้าในเรื่องต่างๆ ก่อนที่ลูกเป็ดจะมาถึงฟาร์มเป็นหน้าที่ของเจ้าของฟาร์ม ซึ่งต้องเอาใจใส่พิเศษ เมื่อลูกเป็ดมาถึงและนำออกวางในกรงกก ควรสำรวจดูความแข็งแรง ถ้าตัวไหนอ่อนแอก็ให้แยกเลี้ยงต่างหาก ทันที่ที่ปล่อยลูกเป็ดลงพื้นของกรงกก สิ่งแรกที่ควรสอนลูกเป็ด คือ ให้ลูกเป็ดกินน้ำและต้องให้กินน้ำก่อนอาหาร 2-3 ชั่วโมง เมื่อเห็นตัวใดกินน้ำไม่เป็น ควรจะจับปากลูกเป็ดจุ่มลงในน้ำ เพื่อให้ลูกเป็ดเรียนรู้ นอกจากเราจะเอาน้ำไว้ให้ลูกเป็ดกินอยู่ใกล้ๆ เครื่องกก ผู้เลี้ยงจะต้องคลุกอาหารด้วยน้ำอย่างหมาดๆ โปรยบนแผ่นภาชนะแบนๆ หรือกระดาษแข็งใกล้ๆ เครื่องกกด้วย เพื่อให้เป็นที่แน่ใจว่าลูกเป็ดทุกตัวได้กินทั้งน้ำและอาหาร


อาหารเป็ด
ใน ปัจจุบันมีหลายบริษัที่ผลิตอาหารสำหรับเป็ดหลายแบบ เกษตรกรสามารถเลือกใช้ตามความเหมาะสม เช่น อาหารผสมสำเร็จรูป ซึ่งนำไปใช้ได้ทันที หัวอาหารซึ่งจะต้องผสมกับรำละเอียดและปลายข้าวก่อนนำไปใช้ หรืออาจซื้อวัตถุดิบแต่ละชนิดมาผสมเอง เกษตรกรจะต้องหลีกเลี่ยงการใช้ข้าวโพดเป็นอาหารเป็ด ถ้าหากจะใช้ข้าวโพดผสมเป็นอหาาร ควรใช้ในปริมาณน้อย และต้องแน่ใจว่าเป็นข้าวโพดคุณภาพดี ปราศจากเชื้อรา เนื่องจากเชื้อรา A,flavus สร้างสารพิษชื่อ alfatoxin ซึ่งมีผลต่อลูกเป็ดเป็นอย่างมาก เกษตรกรจะพบว่าในหัวอาหารหรืออาหารสำเร็จรูปจะใช้ข้าวโพดในปริมาณน้อย หรือไม่ใช้เลยจะดีที่สุด

อาหารเป็ดในบ้านเราสามารถแบ่งออกได้
1. อาหารสำเร็จรูป เป็น อาหารเม็ด ซึ่งมีใช้เลี้ยงตั้งแต่แรกเกิดจนถึงระยะไข่ ซึ่งมีผลดีก็คือการจัดการให้อาหารสะดวกรวดเร็ว มีประสิทธิภาพการใช้อาหารสูงกว่า เป็ดใช้พลังงานในการกินอาหารน้อยกว่าแบบอื่น รางน้ำสะอาดไม่ค่อยสกปรก ประหยัดอาหารได้ 15-20% เพราะหกหล่นน้อยถึงแม้มีการหกหล่นก็สามารถเก็บกินได้อาหารที่ให้จะไม่ติดตาม รางอาหารทำให้รางอาหารสะอาดอยู่เสมอ ไม่หมักหมมเชื้อโรค แต่มีข้อเสียคือ อาหารมีราคาแพง ซึ่งทำให้ผู้เลี้ยงต้องพิจารณาถึงความคุ้มทุนด้วย

 2. เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมใช้หัวอาหารเป็ดเป็นหลักในการประกอบสูตรอาหาร หัวอาหารเป็นอาหารเข้มข้นที่ผสมจากวัตถุดิบอาหารสัตว์พวกโปรตีนจาก พืช สัตว์ ไวตามิน แร่ธาตุและยาบางชนิด ยกเว้น พวกธัญพืช หรือวัตถุดิบบางอย่าง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและลดต้นทุนค่าอาหารของผุ้ซื้อแต่ละท้องถิ่นที่มีวัตถุดิบบางอย่างราคาถูก เช่น ปลายข้าว รำละเอียด และรำหยาบ เมื่อผสมกันแล้วจะจได้อาหารสมดุลย์ที่มีโภชนะต่างๆ ครบถ้วนตามความต้องการของร่างกายสัตว์ ก่อนนำอาหารผสมนี้ไปเลี้ยงเป็ดต้องคลุกน้ำให้พอหมาดๆ ร่วนไม่เกาะเป็นก้อน จะช่วยให้เป็ดกินอาหารได้ดี ลดการฟุ้งกระจายและการหกหล่นได้มาก วิธีนี้จะมีความยุ่งยากกว่าวิธีแรก แต่ก็เป็นที่นิยมใช้อยู่ เพราะอาหารผสมจะมีราคาถูก
อาหารเป็ดในระยะไข่นั้นมักเติมสารเพิ่มสีในไข่ด้วยเป็นวัตถุ สังเคราะห์ทางเคมีพวกคาโรทีนอยส์ชื่อทางการค้าต่างๆ เช่น Carophyll Red ใส่ลงไปในอาหารทำให้ไข่แดงมีสีเหลืองเข้มเป็นที่นิยมของผู้บริโภค กรณีไข่เป็ด ถ้าไข่แดงสีเข้มจัด นิมยใช้ทำไข่เค็ม และราคาไข่เป็ดจะมีราคาแพงกว่าธรรมดาประมาณ 10 สตางค์/ฟอง ทั้งนี้เนื่องจากสารเพิ่มสีมีราคาแพงประมาณ 4,000 บาท/ก.ก.

การให้อาหาร  คือ  หัวอาหารผสมกับปลายข้าวและรำข้าว  คลุกเคล้าโดยเครื่องผสมอาหาร ให้อาหารวันละ  3  ครั้ง  เช้า  กลางวัน  เย็น
ถ้าเป็ดได้รับการเลี้ยงดูอย่างสมบูรณ์  จะเริ่มออกไข่เมื่ออายุประมาณ  5  เดือน เป็ดจะออกไข่ตอนเช้ามืด  ตามแอ่ง  มุมต่าง ๆ  ของคอก 
วิธีการเก็บไข่  คือ ใช้มือเก็บไข่โดยหนีบไข่ไว้ข้างละ  3  ฟอง  จะทำให้รวดเร็วยิ่งขึ้น  ควรเก็บใส่กระป๋องครั้งละมาก ๆ แล้วนำไปคัดขนาด  แยกไข่กินกับไข่เพาะเชื้อออกจากกัน

โรคเป็ดและการป้องกัน
เป็ดเป็นสัตว์ปีกที่มีปัญหาเรื่องโรคน้อยกว่าไก่ หากทำการเลี้ยงในกรงตับด้วยแล้วปัญหาเรื่องโรคและอัตราการตายน้อยมาก โรคเป็ดที่สำคัญมีดังนี้
  
1. โรคอหิวาต์เป็ด
สาเหตุ :  เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง
อาการ : เป็ดจะซึม เบื่ออาหาร กระหายน้ำจัด มีไข้สูงถ้าคลำดูที่คอและเท้าจะร้อน  มักจะจับกลุ่มกันอยู่ใกล้บริเวณรางน้ำ  อุจจาระมีสีขาวปนเขียวและมีลักษณะเป็นยางเหนียว  บางครั้งเป็ดจะตายอย่างกระทันหันหรือถ้าเป็นเรื้อรังจะทำให้ข้อเข่า ข้อเท้าอักเสบบวม ทำให้เคลื่อนไหวลำบาก  ในเป็ดไข่จะทำให้ไข่ลดลงได้

การรักษา   
การใช้ยาซัลฟา หรือยาปฏิชีวนะจะช่วยลดความเสียหายในฝูงเป็ดที่เริ่มเป็นระยะแรก
ยาซัลฟา (ยาซัลฟา, ซัลฟาเมอราซีน, ซัลฟาเมทธารีน) ยาปฏิชีวนะ (คลอเตตร้าซัยคลิน, ออกซีเตตร้าซัยคลิน) ผสมอาหาร 500 กรัม ต่ออาหาร 1 ตัน จะช่วยลดความรุนแรงได้

การป้องกัน   
ทำวัคซีนป้องกันอหิวาต์เป็ด โดยทำครั้งแรกเมื่อเป็ดอายุ 2 เดือนและทำซ้ำทุก 3 เดือน โดยฉีดเข้ากล้ามเนื้ออกตัวละ 1 ซี.ซี.

2. โรคดั๊กเพลก (กาฬโรคเป็ด)
สาเหตุ : เกิดจากเชื้อไวรัส
อาการ : เมื่อเป็นเป็ดจะแสดงอาการซึม ท้องร่วง เบื่ออาหาร ปีกตก ไม่ค่อยเคลื่อนไหว   มีน้ำตาไหลออกมาค่อนข้างเหนียว เมื่อเป็นมากจะมีน้ำมูกไหลออกมาด้วย         
อุจจาระสีเขียวปนเหลือง บางครั้งมีเลือดปน บริเวณรอบๆ ทรวรจะแดงช้ำหายใจลำบาก


การรักษา   
ไม่มียารักษาโรคนี้ที่ได้ผล คงมีแต่การป้องกันเท่านั้น

การป้องกัน  
โดยการทำวัคซีนป้องกัน ดังนี้
ครั้งแรก  ทำเมื่อเป็ดอายุ 1 เดือน    ทำซ้ำทุกๆ 6 เดือน โดยฉีดเข้ากล้ามเนื้อหน้าอก ตัวละ 1 ซี.ซี. หรือตามคำแนะนำในฉลากข้างขวด วัคซีนทั้งสองชนิด ซื้อได้ที่กรมปศุสัตว์ หรือที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทั่วประเทศ
ครั้งที่สอง  เมื่อเป็ดอายุ 3 เดือน
ครั้งที่สาม  เมื่อเป็ดอายุ 6 เดือน

ไก่ต้มน้ำปลา




ไก่ต้มน้ำปลา  สูตรที่ 1
ส่วนประกอบ
1.  ขิ่งข่าตะไคร้บมะกรูด ครบเครื่องต้มยำเตรียมไว้1ชุด
2. ไก่บ้าน สาวๆ2ตัว (ขนาดราวตัละ4-6ขีด)
3.  น้ำต้มโครงไก่และกระดูกหมู  1หม้อ  น้ำซุป
4.  น้ำมันพืช
5. กระเทียมสด  4 หัว
6. น้ำปลา อย่างดี
7. เกลือ  1 ถุง
8. ผงปรุงรส ดี  4 ชต.

วิธีทำ
นำไก่สดมาสับเป็นชิ้นพอคำ  กะทะตั้งไฟร้อน ลงน้ำมัน ใส่ไก่ลงผัดให้สุกพอหนังตึงๆ ใส่น้ำปลา ผงปรุงรส เกลือ สุกท้าย เครื่อง ต้มยำ ผัดให้หอม จากนั้นเติมน้ำซุปโครงไก่ลง ต้มพร้อมเติมกระเทียมสดบุบพอแตก  ลงไป4หัว แล้วต้ม หมั่นช้อนฟองทิ้ง น้ำจะหอมไม่คาวและทำให้น้ำซุปไก่มีสีใสน่ากิน ต้มต่อไป อีกราว 40-60นาที่ แล้วแต่ความนุ่มของไก่ ถ้าใช้ไก่เนื้อระวังเนื้อเละ ต้องใช้เวลาน้อยลง ถ้าให้อร่อยใช้ไก่บ้านจะดีกว่ามาก เนื้อเหนียวนุ่มหนังกรอบเด้ง หลังจากนั้น เอาหม้อต้มไก่ ลงรอให้เย็น แล้วเอาเข้า้ตู้เย็น ทิ้งไว้ 1 คืน วันรุ่งขึ้น เอาหม้อ ออกมาช้อน มันที่ลอยหน้าทิ้ง (ความอร่อยจะลดลง แต่สุขภาพจะดีขึ้น แล้วแต่ความชอบครับ) ที่นี้เวลาทาน เราจะ ตักไก่และน้ำซุปไก่ เท่าที่เราจะทาน มาต้มให้เดือด แล้วทานได้ รสชาติไก่จะเข้าเนื้อ  กลมกล่อม หอมเครื่อเทศ นิดหน่อย น้ำไก่ไม่คาว ไม่ต้องใส่อะไรเพิ่ม ทานกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยมากๆครับ


ไก่ต้มน้ำปลา  สูตรที่ 2
ส่วนประกอบ
1. ไก่ปลดระวาง (ไก่ไข่ที่ ไม่ไข่แล้ว) 2 ตัว สับชิ้นพอคำ
2. น้ำปลาดี 1 ขวด
3. เกลือ 1 ถุง
4. ตะไคร้ใบมะกรูด
5. น้ำสะอาด
6. ซีอิ้วดำหวาน 3 ทัพพี

วิธีทำ
ลองดูนะค่ะบังเอิญครั้งนี้ต้ม 2ตัวใครต้มตัวเดียว ลดเกลือกัปน้ำปลาลงหน่อยเวลาน้ำเดือด แล้วชิมดูถ้ารสอ่อนเติมน้ำปลาให้รสพอดีไม่เค็มพอเวลาต้มน้ำงวด ลงกลับด้านตัวไก่พอได้ที่รสชาดจะพอดี อ้อใช้แม่ไก่ไข่ปลดระวางหรือไก่บ้าน หนังจะกรุปๆอร่อยถ้าใครใช้ไก่พันธุ์เนื้ออย่าต้มนานเปื่อยเกินไม่อร่อย แม่ไก่ไข่ 2 ตัว อาบน้ำให้สะอาดเฉือนมันทิ้ง ตะไคร้ ใบมะกรูด น้ำปลาเกือบครึ่งขวด เกลือ 1 ชต. ซีอิ้วดำหวาน 3 ทับพี เติมน้ำพอท่วมไก่ ตั้งไฟพอเดือด ลดไฟอ่อน ต้มต่อประมาณ 1ชั่วโมงครึ่ง เสร็จก็รัปทานกับน้ำจิ้มรสแซ่บตามใจคุณค่ะ


ไก่ต้มน้ำปลา  สูตรที่3
ส่วนประกอบ
1. น้ำปลา
2. ไก่ทั้งตัว

น้ำจิ้ม
1.พริกชี้ฟ้าเหลือง
2.กระเทียม
3.เกลือ
4.น้ำตาลทราย
5.น้ำปลา
6. น้ำส้มสายชู

*โขลกให้ละเอียดสำหรับเป็นน้ำจิ้มไก่น้ำปลา

วิธีทำ
1. นำหม้อตั้งไฟ เทน้ำปลาลงไปต้มพอเดือด ใส่ไก่ที่ล้างทำความสะอาดแล้วลง ไปเคี่ยวไฟอ่อนประมาณ 3-4 ชั่วโมง แต่น้ำปลาต้องท่วมตัวไก่
2. พอไก่เคี่ยวได้ที่แล้วตักขึ้นสับเป็นชิ้น ๆ จิ้มกับพริกน้ำส้มที่โขลกละเอียดแล้ว
ในถาพ ตักไปไม่ใส่น้ำ ทานกับข้าวสวยเป็นอีกแบบหนึ่ง ไก่มีรสเค็มๆ ทานกับน้ำจิ้ม รสแซป กินแล้วอร่อยดี เข้าท่า ทำง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก

ต้มข่าไก่





ต้มข่าไก่
ส่วนผสมวัตถุดิบและเครื่องปรุง
1. พริกขี้หนูสวนทุบพอแตก                 5 เม็ด
2. ข่าอ่อนปอกเปลือกหั่นแว่น            15 แว่น
3. น้ำพริกเผา                                      1 ช้อนโต๊ะ
4. น้ำตาลทราย                                   1 ช้อนโต๊ะ
5. น้ำมะนาว                                        3 ช้อนโต๊ะ
6. น้ำปลา                                            3 ช้อนโต๊ะ
7. ตะไคร้หั่นเฉียง                             1/2 ต้น
8. ใบมะกรูดฉีก                                   3 ใบ
9. หางกะทิ                                         2 ถ้วย
10. หัวกะทิ                                         1 ถ้วย
11. เนื้ออกไก่หั่นชิ้นพอคำ                 1 ถ้วย

วิธีการทำต้มข่าไก่
ลำดับแรกเลยให้ใส่หัวกะทิ และหางกะทิลงไปในหม้อตั้งไฟพอประมาณกลางๆพอเริ่มเดือดให้ใส่ข่าลงไปเคี่ยวไฟอ่อนพอเริ่มมีกลิ่นหอมข่าจึงใส่เนื้อไก่ลงไปแล้วเคี่ยวพอสุก
ขั้นตอนต่อไปปรุงรสด้วยน้ำตาลทรายจากนั้นตามด้วย น้ำปลา น้ำมะนาว ใส่ใบมะกรูด ตะไคร้ และน้ำพริกเผา ลงไปคนผสมให้เข้ากัน ตักใส่ถ้วยเป็นอันเสร็จเรียบร้อยแต่งด้วยพริกขี้หนู

ต้มยำกุ้งน้ำข้น




สูตรต้มยำกุ้งน้ำข้น สูตรที่ 1
1. กุ้งกุลาดำ 15 ตัว
2. เห็ดโคนประมาณ 10-15 ดอก ใครจะใช้เห็ดนางฟ้าหรือเห็ดฟางแทนก็ได้
3. มะนาวใช้ 3 ลูก บีบน้ำได้ประมาณ 3 ช้อนกินข้าวแบบสั้น
4. พริกขี้หนูเม็ดเล็กใช้ 10 เม็ด
5. หัวหอมแดง 3-4 หัว
6. ตะไคร้ใช้ 2-3 ต้นไม่ใหญ่
7. ข่าแก่ 5 แว่น
8. ใบมะกรูด 4-5 ใบ
9. รากผักชี 2-3 ต้น
10. ใครจะเพิ่มผักชีฝรั่งก็ใส่ได้ตามชอบใจ
11. น้ำพริกเผา 1 ช้อนโต๊ะ
12. น้ำปลาอย่างดี 2-3 ช้อนโต๊ะ (ต้องชิมรสประกอบ)
13. น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
14. นมข้นไม่หวาน (ใช้คาร์เนชั่น) หรือใช้นมสดรสจืดยิ่งดีเลย  1ถ้วย
15. น้ำซุป ไม่มี ใช้น้ำเปล่าแล้วใช้รสดีแทน 1 ลิตร

สูตรต้มยำกุ้งน้ำข้น สูตรที่ 2
เครื่องปรุงและส่วนประกอบ
1. ตะไคร้ 2 ต้น
2. ข่า 1 แง่ง
3. ผักชี 1 ต้น
4. พริกขี้หนู 5 เม็ด
5. ใบมะกรูด 5 ใบ
6. มะเขือเทศใหญ่ 1 ลูก
7. เห็ดฟาง 5 ดอก
8. เห็ดนางฟ้า 5 ดอก
9. กุ้งสด 10 ตัว
10. น้ำพริกเผา 1 ช้อนโต๊ะ
11. น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
12. น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะครึ่ง
13. นมสด 1 ทัพพี
14. น้ำเปล่า 1 ลิตร


วิธีทำต้มยำกุ้งน้ำข้น
1. นำตะไคร้มาทุบแบบหยาบ และหั่นประมาณ 1 นิ้ว ต่อด้วยหั่นข่า 1 แง่งให้เป็นแว่นๆ เพื่อให้ได้ประมาณ 5-7 แว่น ไม่ต้องหนามากนะคะ เอาแบบพอดีๆ
2. หั่นผักชีเป็นฝอยๆ และนำรากผักชีไปทุบพอหยาบ และทุบพริกขี้หนูอีก 10 เม็ดให้พอหยาบเช่นกัน
3. หั่นมะเขือเทศลูกใหญ่โดยผ่าให้ได้ 4 ชิ้น จากนั้นก็หั่นเห็ดฟางแบบครึ่งและเห็ดนางฟ้าฉีกครึ่ง ใบมะกรูดนำมาฉีกครึ่งเป็น 4 ส่วน
4. ปอกเปลือกกุ้งสดให้สะอาด ผ่าหลังและล้างน้ำให้สะอาด
5. ผักทุกชนิดที่เราจะรับประทาน จำเป็นต้องล้างน้ำให้สะอาดก่อนหั่นนะคะ
6. เตรียมน้ำพริกเผาผสมนมสด โดยนำนมสดหรือน้ำข้นไม่หวาน 1 ถ้วยมาผสมกับ น้ำพริกเผา บี้ให้ตัวพริกเผาไม่ให้จับตัวเป็นก้อน
7. นำหม้อต้มใส่น้ำเปล่า 1 ลิตรที่ได้เตรียมไว้ โดยเริ่มตั้งไฟด้วยไฟแรง หลังจากนั้นก็ใส่ตะไคร้ทุบและข่าที่หั่นเตรียมไว้ และใส่รากผักชีทุบลงไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ
8. เมื่อน้ำเดือดแล้วให้ใส่เห็ดฟางและเห็ดนางฟ้าไปพร้อมๆ กับกุ้งสดรอจนน้ำเดือด
9. พอน้ำเดือด ให้หรี่ไฟเป็นไฟเป็นแบบปานกลาง จากนั้นก็ใส่เครื่องปรุงรสที่เราได้เตรียมไว้แล้ว นั้นก็คือ น้ำปลา มะนาว คน 1 รอบ ตามด้วยน้ำพริกเผาผสมนมสด และคนให้เข้ากันอีกรอบ และเปิดไฟแรงอีกครั้งค่ะ
9. นำมะเขือเทศและพริกขี้หนู  และใบมะกรูดมาใส่ลงในหม้อ พอน้ำเดือดแล้วให้ปิดไฟทันที
10. ยกลงมาเทใส่ถ้วย จากนั้นก็โรยหน้าด้วยผักชี ถือว่าเป็นอันเสร็จเรียบร้อย พร้อมเสิร์ฟแล้วล่ะค่ะ อาจปรุงรสเพิ่มตามใจชอบ

แกงเขียวหวานไก่



แกงเขียวหวานไก่
สูตร
1. น้ำพริกแกงเขียวหวาน 1/4 ถ้วยตวง
2. เนื้อไก่ 350 กรัม (หั่นเป็นชิ้นเล็ก พอดีคำ)
3. กะทิ 1 1/4 ถ้วยตวง
4. ใบโหระพา 1/4 ถ้วยตวง
5. มะเขือเปราะ 2 ลูก (หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ)
6. น้ำซุปไก่ 1/2 ถ้วยตวง
7. น้ำตาลมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ (หรือน้ำตาลทรายธรรมดา)
8. น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
9. พริกชี้ฟ้าแดง 2 เม็ด (หั่นเฉียง)
10. ใบมะกรูด 4 ใบ


วิธีทำทีละขั้นตอน
1. ตั้งกะทิ 1/2 ถ้วยตวง (กระทิส่วนที่เหลือไว้ค่อยใช้ในขั้นตอนต่อไป) บนกระทะจนร้อน (ใช้ไฟปานกลาง) คนจนกระทิเดือดประมาณ 3 - 5 นาที จากนั้นใส่เครื่องแกงเขียวหวานลงไปผัดกับกระทิสักพักจนน้ำกระทิงวดลง จึงเทส่วนผสมทั้งหมดลงในหม้อใหญ่
2. นำหม้อใบใหญ่ตั้งไฟปานกลาง ใส่เนื้อไก่และคนประมาณ 2 นาที จากนั้นใส่น้ำปลา, น้ำตาล คนต่อไปอีก 1 นาที ใส่มะเขือเปราะที่หั่นไว้แล้ว ใส่น้ำกระทิที่เหลือและใส่น้ำซุปไก่ ต้มต่อไปสักพักจนเนื้อไก่เริ่มสุก และมะเขือเปราะนิ่ม
3. ใส่ใบมะกรูดและใบโหระพา รอจนเดือด จากนั้นจึงปิดไฟ ตักใส่ถ้วยเสิรฟพร้อมกับข้าวสวยร้อนๆ และพริกน้ำปลา

การปลูกคะน้า




การปลูกคะน้า  การเพาะกล้า
1. การเตรียมแปลงเพาะ แปลงเพาะกล้าควรมีขนาดกว้าง 1 เมตร ส่วนความยาวตามความเหมาะสม
2. การเตรียมดินบนแปลงเพาะกล้า ควรขุดไถพรวนดินอย่างดี ตากดินไว้ประมาณ 5-7 วัน ย่อยหน้าดิน ให้ละเอียด แล้วใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วให้มาก คลุกเคล้าให้เข้ากับดินให้ทั่ว
3. การเพาะ หว่านเมล็ดให้กระจายสม่ำเสมอทั่วแปลง กลบเมล็ดด้วยดินหรือปุ๋ยคอกที่สลายตัวดีแล้วให้หนาประมาณ 0.6-1 เซนติเมตร คลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้งบางๆ รดน้ำให้ชุ่มด้วยบัวรดน้ำ
4. การดูแลต้นกล้า ต้นกล้าจะงอกภายใน 7 วัน ควรดูแลต้นกล้า ถอนต้นที่อ่อนแอ ไม่แข็งแรง หรือเบียดกันแน่นทิ้งไป ผสมสารละลายสตาร์ทเตอร์โวลูชั่นในน้ำแล้วนำไปรด เพื่อให้ต้นกล้าแข็งแรงสมบูรณ์ ดูแลป้องกันโรคแมลงที่เกิดขึ้น เมื่อต้นกล้ามีอายุประมาณ 25-30 วัน จึงทำการย้ายไปปลูกในแปลงปลูกต่อไป

วิธีการปลูก
การปลูกคะน้านิยมปลูก 2 แบบ คือ
1. แบบหว่านกระจายทั่วแปลง เหมาะสำหรับแปลงปลูกขนาดใหญ่ ทำเป็นการค้า
2. แบบแถวเดียว เหมาะสำหรับแปลงปลูกขนาดเล็กหรือผักสวนครัว เตรียมดินโดยการใช้แรงงานคนให้น้ำโดยใช้บัวรดน้ำ
ระยะปลูก ควรให้มีระยะปลูกระหว่างต้นและระหว่างแถวประมาณ 20 X 20 เซนติเมตร
การเตรียมแปลงปลูก มีวิธีการดังนี้
1. ขุดดินให้ลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร
2. ตากดินทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน
3. นำปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วมาใส่ คลุกเคล้าให้เข้ากับดินเป็นการปรับปรุงสภาพทางกายภาพและเพิ่มความอุดม สมบูรณ์ของดิน
4. พรวนย่อยหน้าดินให้มีขนาดเล็ก โดยเฉพาะการปลูกแบบหว่านลงในแปลง เพื่อไม่ให้เมล็ดตกลงไปในดิน เพราะจะไม่งอกหรืองอกยากมาก
5. ถ้าดินเป็นกรดควรใส่ปูนขาวเพื่อปรับปรุงดินให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม

ในการปลูกคะน้านิยมหว่านเมล็ดลงบนแปลงปลูกโดยตรงมากกว่าย้ายกล้า โดยมีขั้นตอนดังนี้
1. หว่านเมล็ดให้กระจายทั่วทั้งผิวแปลงโดยให้เมล็ดห่างกันประมาณ 2-3 เซนติเมตร
2. ใช้ดินผสมหรือปุ๋ยคอกที่สลายตัวดีแล้วหว่านกลบเมล็ดให้หนาประมาณ 0.6-1 เซนติเมตร เพื่อเก็บรักษาความชื้นและป้องกันเมล็ดถูกน้ำกระแทกกระจาย
3. คลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้งบางๆ
4. รดน้ำให้ทั่วถึงและสม่ำเสมอ ต้นกล้าจะงอกภายใน 7 วัน
5. หลังจากต้นคะน้างอกแล้วประมาณ 20 วัน หรือต้นสูงประมาณ 10 เซนติเมตร ให้เริ่มถอนแยก โดยเลือกต้นที่ไม่สมบูรณ์ออก ทิ้งระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 10 เซนติเมตร ต้นอ่อนของคะน้าที่ถอนแยกออกมาในวัยนี้เมื่อเด็ดรากออกแล้วส่งขายตลาดเป็น ยอดผักได้
6. เมื่อคะน้ามีอายุประมาณ 30 วัน ให้ถอนแยกครั้งที่ 2 ให้เหลือระยะห่างระหว่างต้น 20 เซนติเมตรต้นอ่อนของคะน้าที่ถอนแยกออกมาในวัยนี้เมื่อเด็ดรากออก แล้วส่งขายตลาดเป็นยอดผักได้
7. ในการถอนแยกคะน้าแต่ละครั้งควรกำจัดวัชพืชไปด้วย


การให้น้ำ
1. คะน้าต้องการน้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ เนื่องจากมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้นควรปลูกในแหล่งที่มีน้ำอย่างเพียงพอ
2. การให้น้ำให้ใช้ฝักบัวฝอยรดให้ทั่วและให้ชุ่ม ในเวลาเช้าและเย็น

การใส่ปุ๋ย
คะน้าต้องการปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนสูง อาจใส่ปุ๋ยสูตร 12-8-8 หรือ 20-11-11 ในอัตราประมาณ 100 กิโลกรัมต่อไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดินและปริมาณปุ๋ยคอกที่ใช้โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง คือ หลังจากถอนแยกครั้งแรกและหลังจากถอนแยกครั้งที่ 2

การเก็บเกี่ยวผลผลิต
อายุการเก็บเกี่ยวของคะน้าอยู่ที่ประมาณ 45-55 วันหลังปลูก คะน้าที่ตลาดต้องการมากที่สุดคือ คะน้าที่มีอายุ 45 วัน แต่คะน้าที่มีอายุ 50-55 วัน เป็นระยะที่เก็บเกี่ยวได้น้ำหนักมากกว่า วิธีการเก็บเกี่ยวคะน้าทำได้ดังนี้
1. ใช้มีดคมๆ ตัดให้ชิดโคนต้น
2. ตัดไล่เป็นหน้ากระดานไปตลอดทั้งแปลง
3. หลังตัดแล้วบางแห่งมัดด้วยเชือกกล้วยมัดละ 5 กิโลกรัม บางแห่งก็บรรจุเข่ง แล้วแต่ความสะดวกใน


การขนส่ง
การเก็บเกี่ยวคะน้าให้ได้คุณภาพดี รสชาติดี และสะอาด ควรปฏิบัติดังนี้
1. เก็บในเวลาเช้าดีกว่าเวลาบ่าย
2. ใช้มีดเล็กๆ ตัด อย่าเก็บหรือเด็ดด้วยมือ
3. อย่าปล่อยให้ผักแก่เกินไป
4. หลังเก็บเกี่ยวเสร็จควรนำผักเข้าที่ร่ม วางในที่โปร่งและอากาศเย็น
5. ภาชนะที่บรรจุผักควรสะอาด

ประโยชน์ของ การปลูกคะน้า
คะน้ามีวิตามินหลายชนิด เช่น เบต้าแคโรทีน 186.92 ไมโครกรัม ต่อ 100 กรัม ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิด มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ และยังมีวิตามินซีช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อให้ชุ่มชื้น และทำให้ระบบภูมิคุ้มกันโรคของเรามีความแข็งแรงสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังพบแคลเซี่ยมช่วยเสริมสร้างกระดูก แต่หากบริโภคมากเกินไปจะทำให้ท้องอืด เนื่องจากมีกอยโตรเจน (goitrogen)ในคะน้า

คะน้า เป็นผักที่อุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินอี แคโรทีนอยด์ และ โฟเลตนอก จากนี้ ยังมี"สารลูทีน" ซึ่งเป็นสารสำคัญที่พบในเลนส์ตา ผลจากงานวิจัย พบว่า การกินอาหารหรือพืชผักที่มีสารลูทีนสูง เช่น คะน้า จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคต้อกระจกลงได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับคนที่ไม่กิน นอกจากนี้ การกินคะน้าเป็นประจำ ยังช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ กระเพาะอาหาร ปอด และเต้านมอีกด้วย

บทความที่ได้รับความนิยม

 
Support : |
Copyright © 2011-2012 อาชีพพารวย - All Rights Reserved
เข้าสู่ปีที่ 2 อาชีพพารวย เพื่อนคู่คิดนักเกษตร พ.ศ. 2555
เว็บไซต์เพื่อนเกษตร